เมษายน 15, 2008 by 1001ii
เมื่อเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก เกษตรกรทุกคนต้องหาเงินจำนวนมากมาซื้อปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ อุปกรณ์การเกษตร หรือแม้แต่แรงงานให้ได้ ไม่ว่าของเหล่านั้นจะมีราคาเป็นเท่าไร ก็ต้องซื้อ ใครไม่มีเงิน ก็ต้องกู้เงินมาให้ได้ ดอกเบี้ยเท่าไรก็ต้องเอา เพราะถ้าหากไม่มีเงินมาซื้อของเหล่านี้ ก็เท่ากับว่า ปีนั้นทั้งปีก็ต้องอยู่เฉยๆ เพราะไม่มีอะไรทำ
เมื่อลงทุนกันไปแล้ว ขณะรอเวลาเพื่อเก็บเกี่ยว ก็ไม่มีทางทำนายได้เลยว่า เมื่อถึงเวลาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว ราคาตลาดจะเป็นเท่าไร ซื่งเวลานั้นผลผลิตของทุกไร่ก็จะออกมาพร้อมๆ กันหมด ไม่ว่าราคาในขณะนั้นจะเป็นเท่าไรก็ต้องขายทันที เพราะถ้าไม่ขายตอนนั้น ผลผลิตก็จะเน่าเสียหมดในไม่ช้า แถมเงินก็กู้เขามาอีกต่างหาก ถ้าหากโชคดีปีนั้นราคาขายสูงกว่าทุนก็ได้กำไร ถ้าต่ำกว่าก็คือขาดทุน ทั้งเงินและแรงที่ลงไปปีนั้นทั้งปีก็ไม่ได้อะไรเลย ใครกู้เงินมาลงทุนด้วยก็เท่ากับว่าได้หนี้เพิ่มมาด้วยอีกต่างหาก และเมื่อเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกในปีถัดไป ก็ต้องลงทุนใหม่อีก ใครเป็นหนี้แล้ว ก็ยังต้องกู้มาใหม่ เพราะถ้าไม่กู้มา ปีนั้นทั้งปีก็ไม่มีงานทำ ดอกเบี้ยก็ทบต้นขึ้นไปอีกเพราะปีที่แล้วยังไม่ได้จ่าย
จะเห็นได้ว่าอาชีพเกษตรกรรมนั้นมีลักษณะเหมือนการเสี่ยงโชค เพราะเราต้องลงทุนไปก่อนโดยที่ไม่รู้เลยว่าสุดท้ายแล้วจะขายได้เท่าไร เพราะราคาสินค้าเกษตรนั้นไม่มีความแน่นอน ทำนายไม่ได้ อีกทั้งยังมีความผันผวนสูงกว่าสินค้าชนิดอื่นมากอีกด้วย ธรรมชาติของอาชีพนี่ทำให้มันเป็นอาชีพสำหรับนายทุน (คนที่มีทุนเป็นของตัวเอง) เพราะจะต้องมีเงินหน้าตักเป็นจำนวนมากเพื่อให้คนที่ประกอบอาชีพแบบนี้สามารถทนขาดทุนติดต่อกันนานๆ ได้ในช่วงที่ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำได้โดยไม่ต้องหมดตัวเพราะหนี้ท่วมไปเสียก่อน นอกจากนี้การมีเงินหน้าตักมากๆ ยังทำให้ไม่จำเป็นต้องขายผลผลิตในทันที ถ้าเห็นราคากำลังจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ก็สามารถกักตุนผลผลิตไว้ก่อนเพื่อเก็บไว้ขายตอนราคาดีๆ ก็ได้
แต่ในความเป็นจริง เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีการสะสมทุนของตัวเอง เกษตรกรบางรายอาศัยเงินกู้ล้วนๆ ในการลงทุน (ไม่ต่างอะไรกับนักเก็งกำไรหุ้นที่ใช้มาร์จิ้น) การกู้เงินมาลงทุนทั้งหมดนั้น หมายความว่า ทุกๆ ปีจะขาดทุนไม่ได้เลย เพราะถ้าขาดทุนแม้แต่ครั้งเดียว นอกจากจะไม่ได้อะไรเลยแล้ว ยังทำให้หนี้มากกว่าเดิมด้วย แต่ในความเป็นจริง ราคาสินค้าเกษตรที่ผันผวนมาก ทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้กำไรทุกปี สุดท้ายแล้วในระยะยาวเกษตรกรที่ไม่มีการสะสมทุนของตัวเองจึง”ต้อง”จบลงด้วยการมีหนี้สินล้นพ้นตัวเสมอ
บางคนบอกว่าที่เกษตรกรไม่รวยเป็นเพราะมีพวกนายทุนคอยเอารัดเอาเปรียบ บางคนบอกว่า ถ้ากำจัดพวกนายทุนออกไปจากระบบให้สิ้นซาก เกษตรกรก็จะลืมตาอ้าปากได้ในที่สุด แต่ที่จริงแล้ว ถ้าหากไม่มีนายทุน เกษตรกรจะถึงขั้นประกอบอาชีพไม่ได้เลย เพราะอาชีพนี้โดยธรรมชาติของมันจะต้องมีใครสักคนที่ทำหน้าที่เป็นนายทุน การที่เกษตรกรไม่มีความคิดที่จะเป็นนายทุนให้ได้เสียเองนี่แหละที่ทำให้ต้องมีคนอื่นเข้ามาเป็นนายทุนแทนให้ ประเทศญี่ปุ่นนั้นเกษตรกรร่ำรวยเพราะเกษตรกรเป็นนายทุนเสียเอง พวกนี้เวลาจะประท้วงรัฐบาลสหรัฐฯ เรื่องภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร สามารถนัดกันนั่งเครื่องบินไปประท้วงถึงหน้าทำเนียบขาวได้เลยทีเดียว ไม่รู้ว่าเมื่อไรเกษตรกรในประเทศไทยถึงจะเป็นอาชีพที่ร่ำรวยเหมือนอย่างที่ญี่ปุ่นบ้าง
ที่จริงแล้ว ถ้าเกษตรกรไม่มีทุนของตัวเอง อย่าเพิ่งคิดเรื่องการมีที่ดินทำกิน ควรจะหันไปเป็น “ลูกไร่” ก่อนจะดีกว่า เพราะลูกไร่ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจึงไม่มีต้องมีทุนก็ได้ ไม่ว่าราคาผลผลิตปีนั้นจะเป็นเท่าไร ลูกไร่ก็ได้ค่าแรงแน่นอน ไม่คำว่าขาดทุน เมื่อสะสมทุนของตัวเองได้แล้วจึงค่อยเริ่มต้นทำเองจากเล็กๆ ก่อน ค่อยๆ สะสมทุนไปเรื่อยๆ จนเติบโต แต่ถ้าหากคิดว่าไม่มีทางสะสมทุนได้มากพอ ก็ควรหันไปสู่ภาคแรงงานดีกว่า การทำเกษตรโดยไม่มีทุนเป็นของตัวเองนั้น ไม่ต่างอะไรกับการทำให้ตัวเองเป็นหนี้ (ขออภัยที่เขียนอย่างตรงไปตรงมา ผมเห็นใจเกษตรกรที่ต้องทำงานหนักมาก อยากให้มีชีวิตที่ดี)
บันทึกโพสใน Economics | 13 Comments »
เมษายน 10, 2008 by 1001ii
ชาวพม่ามีรายได้เพียงวันละประมาณหนึ่งดอลล่าร์หรือ 30 บาทเท่านั้น แม้ค่าใช้จ่ายจะไม่สูงเท่ากับประเทศอื่น (เพราะไม่มีอะไรให้ซื้อ) แต่ข้าวของจำเป็นพื้นฐานต่างๆ นั้นก็ต้องซื้อในราคาเดียวกันกับประเทศอื่นเพราะสิ่งของจำเป็นส่วนใหญ่มักมีราคาตามตลาดโลก disposable income ของชาวพม่าจึงต่ำมาก ถือว่าอยู่ในระดับที่ประชาชนส่วนใหญ่อยู่กันแบบขัดสนมาก ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นไปเท่ากันหนึ่งบาทนั้น คนพม่าจะเดือดร้อนกว่าเรามาก
ตั้งแต่รัฐบาลทหารเข้าปกครองประเทศ รัฐบาลทหารจำเป็นต้องปิดประเทศเพื่อความมั่นคง การลงทุนหยุดชะงัก สบู่ยาสีฟันผลิตไม่ได้เอง ต้องนำเข้าจากไทย ไม่มีการลงทุนจากต่างประเทศ (ยกเว้นจีน ไทย และอีกไม่กี่ประเทศเท่านั้น) ส่งผลให้ไม่มีการจ้างงาน ไม่มีงานใดๆ ให้ทำนอกจากการรับจ้างใช้แรงงานต่างๆ ผลผลิตทางการเกษตรก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ เพราะไม่มีการลงทุนเพื่อปรับปรุงผลิตภาพมากนานมากแล้ว จากที่เคยปลูกข้าวได้มากพอๆ กับไทย เดี๋ยวนี้หล่นไปอยู่ที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ คนพม่าสมัยก่อนถือได้ว่ามีปัญญาชนอยู่ในมหาวิทยาลัยมากประเทศหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว เพราะรัฐบาลทหารกดไว้ เพราะนักศึกษาเป็นภัยคุกคามความมั่นคงอย่างหนึ่ง ความอดอยากและขาดโอกาสในชีวิตอย่างสิ้นเชิงทำให้คนพม่านับล้านที่ไม่ยอมรับสภาพเลือกที่จะหลบหนีออกนอกประเทศมาขายแรงงานที่ประเทศไทย ในแง่ของทรัพยากรและคุณภาพของคนแล้ว พม่ากับไทยก็ไม่ต่างกัน แต่ระบอบทำให้เกิดความแตกต่างได้แบบฟ้ากับเหว
วันนี้ ภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการบริโภคในระดับที่สูงของคนในประเทศที่ร่ำรวยได้ทำให้ชาวพม่านับหมื่นต้องเสียชีวิต อีกนับล้านต้องไร้ที่อยู่อาศัย ทั้งที่พวกเขาเหล่านั้นไม่ใช่คนที่ทำให้โลกร้อน เพราะชีวิตประจำวันของพวกเขาบริโภคต่ำมาก (คนในประเทศ G7 ซึ่งเท่ากับ 15% ของประชากรโลกเป็นผู้บริโภคทรัพยากรเท่ากับ 80% ของทั้งโลกในแต่ละปี)
ท่านผู้ใดมีจิตศรัทธาอยากช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกที่ด้อยโอกาสกว่าเรามากๆ แต่ต้องมารับเคราะห์แทนเรา ขอเชิญได้ที่นี่ครับ สภากาชาดไทยเร่งช่วยผู้ประสบภัยในพม่า (หักภาษีได้ครับ)
บันทึกโพสใน Economics , สัพเพเหระ | 5 Comments »
เมษายน 3, 2008 by 1001ii
ช่วงนี้มีการรณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อนกันมาก แต่หลายอย่างก็ดูจะประสบความสำเร็จเฉพาะในแง่ที่ดูเอิกเกริกเท่านั้น ส่งผลให้โลกเย็นลงน้อยมาก ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งคือคำแนะนำหลายอย่างเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในทางปฏิบัติ เช่น ใช้น้ำมันให้น้อยลง ก็ไม่รู้จะลดตรงไหนได้อีกแล้ว หรืออย่างถ้าจะติดรถเพื่อนบ้านไปทำงานก็ต้องมารอไป-กลับพร้อมกันทำให้เสียเวลามาก รถติดมากๆ อย่างกรุงเทพ ยิ่งเป็นไปได้ยากเข้าไปใหญ่ หลายอย่างกระทบวิถีชีวิตที่เคยชินไปแล้วทำให้เปลี่ยนไม่ได้ง่ายๆ หลายอย่างก็ไม่กล้าทำเพราะกลัวคนจะหาว่าแปลก เช่น เอาถุงผ้าไปซูปเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น มาตรการที่เป็นไปได้น้อยในทางปฏิบัติทำให้สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นแค่เครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ให้กับบริษัทต่างๆ เท่านั้น (CSR)
ผมพยายามคิดถึงมาตรการอะไรที่ทำได้จริงๆในทางปฏิบัติ มันต้องเป็นมาตรการที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตให้น้อยที่สุด มาตการเหล่านั้นจะช่วยลดโลกร้อนได้มากที่สุด เพราะมันจะถูกเอาไปใช้ได้จริง อย่างหนึ่งที่ผมคิดได้ตอนนี้ก็คือ มาหยุดพฤติกรรมรับของชำร่วยใดๆ ก็ตามที่เราไม่ได้ต้องการกันเถอะ ทุกวันนี้องค์กรทั้งหลายนิยมแจกของชำร่วยกันมากทั้งปากกา ถุง แก้วน้ำ ไดอารี่ พวงกุญแจ เสื้อยืด กระเป๋า ทำให้เราได้รับแจกของเหล่านี้เต็มไปหมดตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปเดินเมืองทองธานี ไปฟังสัมมนาที่ศูนย์ประชุม ไปงานอีเว้นท์ในห้าง หรือการสมัครสมาชิกต่างๆ ส่วนใหญ่แล้ว องค์กรเหล่านั้นจะแจกให้ลูกค้าแบบเหวี่ยงแหคือไม่ถามว่าอยากได้หรือไม่ เสนอให้เลย และเราก็มักมีนิสัยชอบรับของเหล่านี้ไว้ก่อนเสีย เพราะเห็นว่าเป็นของฟรี ที่จริงแล้ว ถ้าเราคิดว่าสุดท้ายแล้วเราก็คงจะไม่ได้ใช้มันอยู่ดี เราน่าจะบอกปฏิเสธที่จะรับของเหล่านั้น แค่ไม่ยอมรับของที่ไม่ต้องการก็ช่วยโลกร้อนได้แล้ว โดยที่เราแทบจะไม่ต้องเดือดร้อนอะไรเลย แถมยังช่วยมิให้บ้านของคุณรกอีกด้วย บางคนมีพวงกุญแจสิบกว่าอันเต็มบ้านไปหมดจนไม่มีที่จะเก็บ
ทั้งนี้ทั้งนั้นรวมถึงพวกถุงผ้าแก้โลกร้อนที่บริษัททั้งหลายทำออกมาแจกเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กรอีกด้วย ถ้าคุณรับถุงผ้าจากบริษัทต่างๆมานับสิบถุงโดยที่ไม่ได้นำไปใช้ ถุงผ้าเหล่านั้นจะกลายมหันตภัยที่ทำให้โลกร้อนยิ่งกว่าเดิม
แท็ก: ถุงผ้า โลกร้อน สิ่ง บันทึกโพสใน สัพเพเหระ | 23 Comments »
เมษายน 17, 2008 by 1001ii
สมมติว่าโลกนี้มีแค่ 2 ประเทศ ที่แยกออกจากกัน แต่ละประเทศมีประชากร 8 คนเท่ากัน ความเป็นอยู่แร้นแค้นมาก เพาะปลูกอะไรไม่ขึ้น เลยไม่มีอาชีพอื่นใดนอกจาก การเลี้ยงแกะ เพื่อให้มีเนื้อแกะกินเป็นอาหาร ซึ่งก็พอทำให้ประชากรทั้ง 8 คนมีชีวิตอยู่ได้พอดี
อยู่มาวันหนึ่ง มีชายคนหนึ่งในประเทศ A ค้นพบวิธีเอาขนแกะมาทอเป็นเครื่องนุ่งหุ่ม ซึ่งถ้าใช้คนหนึ่งคนทอเสื้อจะสร้างผลผลิตที่มีค่ามากกว่าเมื่อคนๆ นั้นเอาเวลาไปเลี้ยงแกะสองเท่า ก็เลยมีคนสองคนในประเทศ A เปลี่ยนอาชีพไปทอเสื้อแทน ซึ่งก็ทำให้สามารถผลิตเสื้อได้เพียงพอสำหรับประชากรทั้ง 8 คนพอดี
ตอนนี้ประเทศ A มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าประเทศ B แล้ว เพราะนอกจากจะมีเนื้อแกะไว้กิน ยังมีเสื้อขนแกะไว้ใส่อีกด้วย ไม่ต้องทนหนาวเหมือนก่อน คุณภาพชีวิตที่ดีเกิดจากทางเลือกในการบริโภคที่มากขึ้น
คนทอเสื้อ 2 คนต้องมีรายได้มากกว่าคนที่เหลือ เพราะสามารถใช้เวลาไปกับการผลิตของมีมูลค่ามากกว่าเดิมได้ แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อทั้งคู่มีรายได้สูงขึ้นก็ยินดีที่จะซื้อเนื้อแกะบริโภคมากกว่าเดิมด้วยทำให้เนื้อแกะมีราคาสูงขึ้น ในขณะที่ คนเลี้ยงแกะก็มีจำนวนน้อยลงเหลือแค่ 6 คน รายได้ของคนเลี้ยงแกะจึงสูงขึ้นตามไปด้วย (in real term) เพราะดีมานด์เพิ่ม แต่ซัพพลายลด จะเห็นได้ว่า เมื่อใดก็ตาม ที่มีใครสักคนค้นพบวิธีที่จะเพิ่มผลิตภาพ (ทอผ้า) real wage ของทุกคนในสังคมจะสูงขึ้นตามกันไปหมด เพราะต้องชดเชยค่าเสียโอกาสที่เพิ่มขึ้น (ที่จะหันไปทอเสื้อขายซึ่งทำเงินได้มากกว่า) ของทุกคน เพื่อให้ยังมีคนยอมเลี้ยงแกะอยู่ real wage เพิ่มขึ้นเมื่อค่าเสียโอกาสเพิ่มขึ้นเท่านั้น
เห็นหรือยังว่า ผลิตภาพทำให้ disposable income (real wage) สูงขึ้นได้อย่างไร
นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมคนสิงคโปร์ธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้มีความสามารถอะไรที่เหนือคนไทยเลย ทำงานอย่างเดียวกันเปี๊ยบ แต่พวกเขาจะต้องได้ real wage สูงกว่าเรามาก เพราะประเทศของเขามี”โอกาส”ในการทำงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูงๆ มากกว่าประเทศของเรา นายจ้างของเขาจึงจำเป็นต้องชดเชยค่าเสียโอกาสของลูกจ้างเหล่านั้นมากกว่าเราเพื่อมิให้พวกเขาหนีไปหาโอกาสในการทำงานอย่างอื่นที่มีผลิตภาพสูงกว่านั่นเอง
บันทึกโพสใน Economics | 31 Comments »
เมษายน 12, 2008 by 1001ii
“Feel gooood” , by Narin O. (Oil on canvas)
บันทึกโพสใน สัพเพเหระ | 8 Comments »
เมษายน 5, 2008 by 1001ii
ข้าวของเครื่องใช้ที่ประเทศสิงคโปร์จะแพงกว่าบ้านเราประมาณ 2-3 เท่า แต่ชาวสิงคโปร์ก็มีความเป็นอยู่ที่สุขสบายกว่าเรามาก ทำไมน่ะหรือครับ ก็เพราะเขามีเงินเดือนมากกว่าเราประมาณ 10 เท่าตัว รายได้ประชาชาติต่อหัวของชาวสิงคโปร์เท่ากับ $34,152 ต่อปี หรือประมาณ 1.2 ล้านบาท ในขณะที่ไทยเราเท่ากับ $3400 หรือประมาณ 1.2 แสนบาท ชาวสิงค์โปร์เก็บเงินแค่ 9 เดือนก็ซื้อรถยนต์หนึ่งคันได้แล้ว แต่คนไทยต้องเก็บเงินถึง 7.5 ปีโดยไม่กินอะไรเลย ถึงจะซื้อรถยนต์ได้สักคัน คิดดูว่าชาวสิงคโปร์จะมีเงินเหลือสำหรับไว้ใช้จ่ายซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยในแต่ละเดือนมากกว่าเราขนาดไหน ต่อให้เขาซื้อสิ่งของจำเป็นในราคาสูงกว่าเราสองเท่า เขาก็ยังมีเงินส่วนเกินเหลืออยู่อีกมาก ในขณะที่ ของเราซื้อของถูกกว่าเขา แต่ต้องใช้จ่ายกันแบบเดือนชนเดือน ที่ต้องไปกู้เพิ่มมาซื้อข้าวสารก็มี
ค่าครองชีพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีสินค้าให้ซื้อในราคาถูก และก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเงินเดือนมากกว่า แต่ขึ้นอยู่กับส่วนต่างระหว่างรายได้กับราคาของสินค้าจำเป็นที่ต้องซื้อในแต่ละเดือน ส่วนต่างตรงนี้บางทีก็เรียกว่า disposable income (รายได้ส่วนเกินที่เอาไปใช้ทำอะไรก็ได้) ยิ่ง disposable income มากขึ้นเท่าไร ครอบครัวไทยก็จะยิ่งหายใจได้คล่องคอมากขึ้นเท่านั้น
การบังคับให้พ่อค้าตรึงราคาสินค้าเอาไว้ หรือนโยบายขึ้นเงินเดือนแบบกระทันหัน จะทำให้ประชาชนมี disposable income สูงขึ้นได้ในระยะสั้น แต่เมื่อตลาดรับรู้ความคาดหวังเรื่องนโยบายเหล่านี้ การปรับราคาสินค้าจะเกิดขึ้นเพื่อมิให้สินค้าขาดแคลน ทำให้สุดท้ายแล้วส่วนต่างระหว่างรายได้กับรายจ่ายกลับมาเท่าเดิมอีกครั้ง ความเป็นอยู่ของประชาชนจึงไม่สามารถทำให้ดีขึ้นได้ด้วยวิธีการเช่นนี้
David Ricardo บอกว่า ไม่ว่าจะแทรกแซงตลาดแรงงานยังไง ในระยะยาว ค่าแรงมีแนวโน้มที่จะวิ่งไปอยู่ในระดับที่ทำให้ unskilled labor พอดำรงชีวิตอยู่ได้พอดี มีหลักฐานที่แสดงว่า แนวคิดของ Ricardo เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะในระยะยาว เงินเฟ้อกับค่าจ้างมีแนวโน้มที่จะวิ่งตามกัน เราได้เงินเดือนขึ้นสักพักเงินก็จะเฟ้อตาม เงินเฟ้อสักพักเราก็จะได้ปรับเงินเดือนตาม สรุปแล้วกำลังซื้อของ disposable income ของเราจะยังคงเท่าเดิมอยู่ไม่ว่าเงินเดือนหรือเงินเฟ้อจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ disposable income สูงขึ้นได้ คือ การเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน ถ้าแรงงานมีทักษะในการทำงานมากขึ้น ผลิตสินค้าได้เพิ่มขึ้น มูลค่าเพิ่มของผู้ใช้แรงงานก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นไปด้วย ผลิตภาพของแรงงานสามารถเพิ่มขึ้นได้ด้วยการฝึกฝนทักษะในการทำงาน การศึกษาที่สูงขึ้น การบริหารจัดการที่ดีกว่าเดิม และการลงทุนเพื่อให้เกิดการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มผลผลิต คนสิงคโปร์เขามีส่วนต่างของรายได้กับค่าใช้จ่ายสูงกว่าเรามากเพราะผลิตภาพของเขาสูงกว่าเรามาก
ส่วนการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ หรือขึ้นเงินเดือนข้าราชการ หรือการตรึงราคาสินค้านั้น ไม่ได้สามารถทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ในระยะยาว สิ่งเหล่านี้ทำให้ “ตัวเลข” เปลี่ยนไปเท่านั้น เงินเฟ้อจะปรับให้ทุกอย่างเหมือนเดิมในไม่ช้า สรุปแล้ว ไม่มีเวทย์มนต์ใดๆ ที่จะเสกชีวิตความเป็นอยู่ของเราให้ดีขึ้นได้ นอกจาก การทำงานให้มากขึ้นหรือทำงานให้ฉลาดขึ้นเท่านั้นเอง
บันทึกโพสใน สัพเพเหระ | 14 Comments »
เมษายน 2, 2008 by 1001ii
คนเราถ้าอยากทำอะไรสักอย่างให้ประสบความสำเร็จในชีวิตต้องมีคุณธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ “ความกล้าหาญ”
ความกล้าหาญ คือ กล้าทำในสิ่งที่เห็นว่าถูกต้อง กล้าทำแม้ต้องเสี่ยงอันตราย กล้าเผชิญกับความไม่แน่นอน กล้าเรียนรู้ในสิ่งใหม่ที่ไม่คุ้นเคย กล้าคิดนอกกรอบ กล้าเลือกทางเดินที่คนส่วนใหญ่เขาไม่เดินกัน กล้าโดนเข้าใจผิดจากคนที่ไม่เข้าใจ กล้าโดนใส่ร้ายจากคนที่อิจฉาริษยา กล้าแบกรับความเสี่ยงที่จะล้มเหลว กล้าที่จะสูญเสียบางอย่างไปเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน
คุณใฝ่ฝันที่จะประสบความสำเร็จอะไรสักอย่างในชีวิตหรือเปล่า ถ้าใช่ คุณมีความกล้าเหล่านี้หรือยังครับ?
บันทึกโพสใน สัพเพเหระ | 13 Comments »
มีนาคม 25, 2008 by 1001ii
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว Meng Chang สมุหกลาโหมแห่งแคว้นฉี มีไพร่ศักดินาภายใต้ความดูแลถึง 3 พันคน Meng ต้องอาศัยการปล่อยกู้ให้ชาวบ้านเพื่อเอาดอกเบี้ยที่ได้มาเลี้ยงดูไพร่ศักดินาเหล่านี้ มีอยู่ปีหนึ่งที่การเก็บเกี่ยวไม่ดี ชาวบ้านจำนวนมากไม่สามารถหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยได้ Meng ไม่รู้จะทำเช่นไรดี
Meng มีไพร่ในสังกัดคนหนึ่งชื่อ Feng Quan ซึ่งวันๆ เอาแต่กินเหล้า ไม่มีข้อดีอะไรเลยนอกจากพูดคุยเก่งอย่างเดียว Meng ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วจึงลองส่ง Feng ไปลองทวงหนี้กับชาวบ้านดู
เมื่อ Feng ไปถึง ก็ติดตามทวงหนี้กับชาวบ้านทุกคน ซึ่งก็มีชาวบ้านส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถชำระดอกเบี้ยได้ Feng นำเงินที่ทวงได้ทั้งหมดไปซื้อเหล้ายาปลาปิ้งแล้วประกาศเชิญลูกหนี้ทั้งหมดทั้งที่มีจ่ายและไม่มีจ่ายให้มาร่วมงานเลี้ยงฉลอง
Feng เลี้ยงเหล้าลูกหนี้ทุกคนจนเมามาย แล้วก็แอบตรวจเงินในกระเป๋าของลูกหนี้ทุกคน Feng กำหนดเส้นตายในการชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ทุกคนที่มีเงินมาก ส่วนลูกหนี้ที่ไม่มีเงินเลย Feng ได้นำเอาสัญญาเงินกู้ของพวกเขาเหล่านั้นไปเผาทิ้งเสีย Feng บอกกับลูกหนี้ทุกคนว่า ท่านสมุหกลาโหม ให้ทุกคนยืมเงินเพื่อให้มีทุนทำกิน ในขณะเดียวกันท่านก็ต้องนำดอกเบี้ยที่ได้ไปเลี้ยงดูไพร่ในสังกัด แล้วพวกท่านจะเบี้ยวหนี้กับคนอย่างนี้ได้อย่างไร ชาวบ้านทุกคนที่ได้ฟังดังนั้นก็คิดได้
ท่านสมุหกลาโหมได้ยินข่าวว่า Feng เอาเงินที่เก็บได้ไปซื้อเหล้าแถมยังเอาสัญญาเงินกู้ไปเผาทิ้ง ก็โกรธมากจึงสั่งให้ม้าใช้รีบไปเอาตัว Feng กลับมา เมื่อ Feng กลับมาถึงจึงอธิบายว่า ถ้าไม่เอาเงินไปซื้อเหล้าก็คงเรียกลูกหนี้ทั้งหมดมารวมตัวกันไม่ได้ และทำให้ไม่รู้ว่า มีใครบ้างที่มีความสามารถในการชำระเงินกู้ ใครที่มีเงินข้าก็กำหนดเส้นตายให้รีบชำระเสีย ส่วนใครที่ไม่มี ต่อให้ทวงยังไงก็คงไม่ได้เงินคืน เมื่อดอกเบี้ยทบต้นไปเรื่อยๆ พวกเขาก็จะต้องหลบหนีในที่สุด น่าจะยกหนี้ให้คนพวกนี้แทนเพื่อเป็นการซื้อใจราษฏร อย่างน้อยท่านยังได้ความนิยมชมชอบกลับมาบ้าง ท่านสมุหกลาโหมได้ฟังดังนั้นก็พึ่งพอใจกับวิธีการของ Feng เป็นอย่างมาก
บันทึกโพสใน Economics | 19 Comments »
มีนาคม 20, 2008 by 1001ii
ประเทศที่เคยปิดมาก่อนเมื่อหันมาเปิดประเทศมากขึ้นจะทำให้เกิดปัญหาความมั่นคงตามมาเพราะเสรีภาพที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้นำควบคุมประชาชนได้ยากกว่าเดิม ประเทศไทยเองก็กำลังประสบปัญหานี้เช่นกันไม่ต่างกับประเทศอื่นๆ
ในด้านความมั่นคง ประเทศไทยมีความแตกต่างด้านศาสนาและเชื้อชาติมานานแล้ว แต่เมื่อก่อนไม่มีปัญหา เพราะรัฐบาลคอยปลูกฝังเรื่องสัญชาติ ใครเกิดในประเทศไทยก็คือคนไทยหมด การปลูกฝังค่านิยมเหล่านี้ทำได้ง่ายเพราะสื่อเป็นของรัฐทั้งหมด สมัยก่อนทุกคนต้องฟังรายการ “สยามมานุสติ” ทางวิทยุตอนหกโมงเย็นทุกวัน เพราะออกอากาศทุกคลื่นไม่มีอย่างอื่นให้ฟัง แต่สมัยนี้ การปลูกฝังค่านิยมอะไรที่ไม่เหมือนกับสากลนั้นจะทำได้ยาก เพราะประชาชนสามารถรับรู้ข่าวสารจากต่างประเทศได้โดยตรง (เคเบิลทีวี อินเตอร์เน็ต) หลอกไม่ได้ มิหน่ำซ้ำกระแสโลกาภิวัฒน์ยังทำให้เกิดองค์กรก่อการร้ายระดับนานาชาติที่เดินทางเข้ามายั่วยุคนในชาติให้แตกแยกกัน เมื่อก่อนนี้ เรามี ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นศูนย์รวมจิตใจ แต่สมัยนี้ดูเหมือนคำว่า ชาติกับศาสน์จะทำให้คนไทยรู้สึกว่าเราเป็นพวกเดียวกันได้น้อยลง อาจนำมาซึ่งปัญหาความมั่นคงในอนาคต
สมัยก่อนยังไม่มีอินเตอร์เน็ต มือถือก็ไม่มี เราจึงสามารถควบคุมเยาวชนให้เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ได้ แต่สมัยนี้เทคโนโลยีการสื่อสารได้ทำให้ภาพลามกอนาจารเกลื่อนเมือง คลิปฉาวเพียบ ห้ามได้ลำบาก การเลี้ยงดูเยาวชนให้อยู่ในกะร่องกะรอยจึงยากกว่าเดิมมาก เยาวชนชิงสุกก่อนห่ามมากขึ้น ติดเกมออนไลน์ ติดการพนันฟุตบอล ฯลฯ กลายเป็นปัญหาความมั่นคงด้านสังคม
สมัยก่อนเศรษฐกิจนิ่งมาก ค่าเงินคงที่ ดอกเบี้ยเปลี่ยนช้ามาก ถ้าราคาสินค้าแพง รัฐบาลก็แทรกแซงตลอด ประชาชนไม่ต้องสนใจความผันผวนเหล่านี้เลย แต่สมัยนี้ทำไม่ได้แล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจของเราเป็นแบบเปิด การแทรกแซงตลาดทำให้รัฐมีต้นทุนสูงเพราะมีคนอาบิทาจไปต่างประเทศ ประชาชนจึงมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจน้อยกว่าเดิม ขนาดแม่ค้าขายหมูในตลาดยังต้องรับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกเลย
ในแง่การเมือง โลกาภิวัฒน์ทำให้ประชาธิปไตยเบ่งบาน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องคอยรับมือกับองค์กรเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษย์ชนข้ามชาติ NGO ต่างๆ ต้องคอยทำตามนักลงทุนต่างประเทศที่ขู่จะไม่มาลงทุน ต้องคอยรับมือกับสื่อมวลชนที่มีอิสระมากขึ้น ต้องรับมือกับนักวิชาการที่คอยด่า ต้องรับมือกับม๊อบกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ในทุกเรื่อง การเมืองไร้เสถียรภาพ ผลักดันนโยบายใดๆ ก็ไม่สำเร็จ เกิดเป็นปัญหาความมั่นคงทางการเมืองขึ้นมา
ปัญหาต่างๆ เหล่านี้อาจทำให้เราเข้าใจว่า การเปิดประเทศคือปัญหา สมควรกลับไปปิดประเทศอีกครั้งเพื่อขจัดความวุ่นวายเหล่านี้ แต่ความจริงแล้ว การเปิดประเทศทำให้ประชาชนมีเสรีภาพมากขึ้นเลยไปทำให้ความมั่นคงลดลง เพราะแต่ไหนแต่ไรมา ความมั่นคงเกิดจากการที่ผู้นำมีอำนาจเบ็ดเสร็จจึงควบคุมความสงบเรียบโร้ยได้โดยง่าย เสรีภาพในการรับรู้โลกภายนอกได้ทำให้ผู้นำควบคุมประชาชนได้ยากกว่าเดิม สำหรับประเทศที่เปิดแล้ว ความมั่นคงต้องมาจากการที่ภาคประชาชนมีความเข้มแข็ง ไม่ใช่มาจากความเบ็ดเสร็จของผู้นำ ไทยเราเพิ่งเปิดประเทศจึงยังต้องการการเปลี่ยนผ่านไปสู่จุดนั้น ซึ่งย่อมต้องเกิดความวุ่นวายอย่างมากระหว่างทาง ทุกประเทศก็จะเจอแบบนี้
การเมืองที่ตีกันไปตีกันมา เราอาจรู้สึกว่าต้องหยุดเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้น แต่ผลระยะยาวที่ตามมาคือ ปัญหาความโปร่งใสต่างๆ ก็จะไม่ได้รับการแก้ไขเหมือนเดิม การตีกันไปตีกันมาอาจทำให้ประเทศถึงจุดวิกฤต แต่สุดท้ายแล้ว จะนำประเทศไปสู่บรรทัดฐานใหม่ทางการเมืองได้ ม๊อบที่ออกมาชุมนุมกันบ่อยๆ แรกๆ ชาวบ้านก็สนับสนุน แต่ออกมาบ่อยๆ ชาวบ้านก็ฉลาดขึ้นรู้ว่าม๊อบไหนจริงไม่จริง ภาคประชาชนฉลาดขึ้น อย่างอเมริกาเคยแตกแยกกันเรื่อง “ทาส” จนบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมืองมาแล้ว แต่ในที่สุด มันก็ช่วยทำให้เกิดการเลิกทาส หรืออย่างการต่อสู้ของนักศึกษาในเกาหลีใต้ที่เคยเล่าให้ฟังแล้ว เป็นต้น ถ้าเรามัวแต่กลัววิกฤต ภาคประชาชนก็จะต้องเป็นเบี้ยล่างชนชั้นปกครองตลอดไป
ประมาณนี้ เฮ้อๆๆๆ อธิบายแล้วเหนื่อย
บันทึกโพสใน Economics | 18 Comments »
มีนาคม 19, 2008 by 1001ii
นั่งขีดๆ เขียนๆ อยู่นานก็ไม่ลงตัวสักที สัญญาไว้ว่าจะเอาเรื่องเส้นโค้งรูปตัวเจมาเขียนถึงประเทศไทยโดยเฉพาะ แต่ไม่คิดเลยว่า มันจะเป็นเรื่องที่เรียบเรียงความคิดได้ยากขนาดนี้ เอาเป็นว่าขอกล่าวโดยสรุปแทนก็ละกัน
ผมว่าประเทศไทยจากนี้ไปมีแนวโน้มที่จะวุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเรากำลังย้ายจากด้านซ้ายของเส้นโค้งรูปตัวเจไปสู่ด้านขวาเหมือนๆ กับประเทศอื่น (รูปแบบความวุ่นวายของแต่ละประเทศนั้นไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับจุดเปราะบางด้านความมั่นคงของแต่ละประเทศ) ผมว่าตอนนี้ไทยยังไม่ได้ผ่านจุดต่ำสุดของกราฟซึ่งเป็นจุดวิกฤตที่ปมปัญหาต่างๆ ที่หมักหมมมานานจะมาถึงจุดแตกหัก
การเกิดวิกฤตก็ไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายเสมอไป บ่อยครั้งที่วิกฤตเป็นหนทางเดียวที่จะผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสังคมในทางที่ดี ประเทศเปิดที่มีความมั่นคงสูง ล้วนแล้วแต่จะต้องผ่านจุดวิกฤตนี้กันมาทั้งนั้น
บันทึกโพสใน สัพเพเหระ | 6 Comments »