0201: เปลี่ยนแปลงเวลาอบรม

มิถุนายน 26, 2009 at 8:07 pm | In Investing | 29 Comments

ตกลงวันที่ 25 กค. ช่วงเช้า ห้องไม่ว่างครับ เลยขอเปลี่ยนแปลงเวลาอบรมเป็นช่วงบ่ายแทน

วันเสาร์ที่ 25 กรกฏาคม 2552 ณ ห้อง 303 ชั้น 3 อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ถ.รัชดา
13.00-13.30น. ลงทะเบียน
13.30-16.30น. อบรม

เมื่อต้องเปลี่ยนมาจัดเป็นช่วงบ่ายแทนก็เคยคิดว่า จะตัดเรื่องการรับประทานอาหารออกไปเลย ยังไง 30 คนบนโต๊ะอาหารก็คุยกันได้ไม่ทั่วถึงอยู่แล้ว ถ้าจะพูดคุยกันต่อก็คุยกันในห้องสัมมนาต่อถึง 5 โมงแทนก็น่าจะได้ เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายจะเหลือเพียงท่านละ 200 บาท (ค่าห้อง+ค่าอาหารว่าง+ค่าเอกสาร) รบกวน 30 ท่านแรกที่ได้ลงชื่อไว้ โอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ BBL ปิ่นเกล้า ชื่อบัญชี นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ เลขที่ 162-0-749901 ภายในวันที่ 15 กรกฏาคม 2552 เพื่อเป็นการยืนยันนะครับ ควรโอนเศษสตางค์มาด้วย 200.xx โอนแล้วสามารถแจ้งทางอีเมล์ narino@yahoo.com ระบุจำนวนเงินที่โอน วันที่โอน และชื่อที่จอง ได้เลยโดยไม่ต้องแฟกซ์หรือสแกนหลักฐานมาด้วยก็ได้

ที่จริงตอนนี้สถานที่ยังชัวร์แค่ 90% เท่านั้น เพราะฉะนั้นไว้ใกล้ๆ deadline ค่อยโอนก็ได้ เผื่อ accident จะได้ไม่ต้องโอนคืน ถ้าชัวร์ 100% เมื่อไร ผมจะรีบมาแจ้งอีกทีนะครับ

(หลังวันที่ 15 มีเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ ถ้าพบว่ามีผู้ยืนยันน้อยกว่า 30 คน จะเปิดรับเพิ่มให้ครบ 30 คน โดยให้ priority ตามลำดับของผู้ที่จองลำดับถัดๆ มาก่อน ใครอยากฟังรอบแรกแต่จองไม่ทัน คอยรอดูช่วงนั้นอีกทีนะครับ)

0200: Acumen Fund

มิถุนายน 24, 2009 at 5:12 pm | In Economics, สัพเพเหระ | 8 Comments

Acumen Fund ก่อตั้งโดย Jacqueline Novogratz อดีตเจ้าหน้าที่ African Development Bank และ Rockefeller Foundation ที่เบื่อหน่ายองค์กรการกุศลที่ใหญ่จริง แต่ไร้ประสิทธิภาพ กองทุนนี้เป็นกองทุน venture capital ที่ระดมทุนจากเงินบริจาคของบรรดาเศรษฐีผู้มีจิตศรัทธา เพื่อนำมาลงทุนในธุรกิจที่มีอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการช่วยเหลือสังคม โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพทางธุรกิจจริงๆ เท่านั้น คือ สามารถทำกำไรได้จริง โดยกองทุนจะนำกำไรที่ได้เข้ากองทุนเพื่อนำไปลงทุนในธุรกิจที่ช่วยเหลือสังคมอื่นๆ ต่อไปเรื่อยๆ

ที่ผ่านมากองทุนลงทุนในธุรกิจติดตั้งตู้หยอดเหรียญเพื่อใช้อินเตอร์เน็ตในชนบทของประเทศอินเดีย ธุรกิจโรงพยาบาลเพื่อคนยากจนแบบต้นทุนต่ำ ธุรกิจโรงงานทอตาข่ายป้องกันยุงที่จ้างงานมากที่สุดในประเทศแทนซาเนีย เป็นต้น ธุรกิจที่กองทุนร่วมหุ้นไปแล้วเจ๊งก็มีไม่น้อย เช่น ธุรกิจปล่อยสินเชื่อบ้านในปากีสถาน ธุรกิจเครือข่ายร้านขายยาในอินเดีย เป็นต้น แต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติของ Venture Capital Fund ที่มีความเสี่ยงสูง

ผมไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าชีวิตนี้จะต้องร่ำรวย แต่ถ้าสมมติว่าเกิดโชคดีร่ำรวยขึ้นมา ผมคิดว่าผมก็คงจะเอาเงินมาทำอะไรทำนองนี้นี่แหละ จะตั้งชื่อว่า มูลนิธิทุนนิยม เพราะเป็นชื่อที่ฟังแล้วขัดแย้งดี ผมเชื่อในระบบทุนนิยมว่าคือระบอบที่ช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนได้จริง ประเภทมูลนิธิการกุศลแบบรับเงินบริจาคมาแจกของฟรีไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบสิ้นผมไม่เอาด้วยเด็ดขาด อยากสร้างกองทุนพัฒนาสังคมที่สามารถพึ่งตัวของมันเองได้ไม่ต้องคอยเติมเงินบริจาคอยู่ตลอดเวลา น่าจะเป็นสิ่งที่ยั่งยืนมากกว่า แล้วทุกวันผมจะนั่งฟัง Entreprenuer ที่มีไอเดียทางธุรกิจดีๆ ที่ช่วยสังคมได้ Present แผนธุรกิจให้ผมฟังไปเรื่อยๆ ถ้าไอเดียคนไหนเข้าตา ผมจะร่วมหุ้นด้วย แบบนักลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนจริงๆ น่าจะเป็นงานที่มีความสุขมากทีเดียว ถ้าหากชีวิตนี้ได้มีโอกาสทำอะไรแบบนี้ ถือว่าบรรลุเป้าหมายชีวิตขั้นสูงสุดเลยครับ

ขอฝันไว้ก่อน ไม่รู้จะเป็นไปได้หรือเปล่า :-)

0199: the U.S. Treasury

มิถุนายน 18, 2009 at 2:18 pm | In Economics | 8 Comments

วิกฤตซับไพร์มครั้งนี้ได้ทำให้ปี 2009 รัฐบาลสหรัฐฯ น่าจะขาดดุลงบประมาณสูงที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งประเทศมาคิดเป็น 13% ของจีดีพี ส่วนหนึ่งเกิดจากเศรษฐกิจที่ถดถอย และการขาดดุลที่เกิดขึ้นเป็นปกติอยู่แล้ว ประมาณ 3% ของจีดีพี บวกกับแพจเกจช่วยเหลือสถาบันการเงินด้วยการปล่อยกู้และเพิ่มทุนเจ็ดแสนล้านดอลล่าร์ และแพจเกจกระตุ้นเศรษฐกิจอีกเกือบแปดแสนล้านดอลล่าร์

หลายปีที่ผ่านมา ตลาดเคยวิตกกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลการค้าแบบเรื้อรังของสหรัฐฯ ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนสูงถึง 7-8% ของจีดีพี อันเป็นระดับที่เชื่อกันว่าไม่สามารถดำรงอยู่ได้นาน ทำให้เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นในค่าเงินดอลล่าร์ ต่อมาวิกฤตซับไพรม์ที่เกิดขึ้นได้ช่วยทำให้การขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ลดลงไปเองเหลือเพียงแค่ 3% ของจีดีพีเท่านั้น เพราะกำลังซื้อของคนอเมริกันที่หายไปมาก อย่างไรก็ตาม แทนที่ความกังวลเกี่ยวกับเงินดอลล่าร์จะหายไป วิกฤตซับไพรม์เองกลับทำให้ สหรัฐฯ หันมาขาดดุลงบประมาณอย่างหนักแทนการขาดดุลการค้า ตลาดจึงยังต้องวิตกกังวลเกี่ยวกับค่าเงินดอลล่าร์ต่อไป เพราะเป็นห่วงความสามารถในการชำระหนี้ของพญานกอินทรี ดังจะเห็นได้จากการที่ช่วงนี้ตลาดหันมาจ้องมอง treasury bond yield แทนที่จะสนใจพวก TED spread หรือราคา CDS ของพวกสถาบันการเงินเหมือนเมื่อปีที่แล้ว ความน่ากลัวถูกย้ายจากฝั่งเอกชนไปที่รัฐบาลแทน

ถ้าหากพญาอินทรีคิดจะหักหลังเจ้าหนี้จริงๆ นั้นก็มีหนทางทำได้อยู่หลายทาง ทางแรกคือ การชักดาบโดยตรง (default) วิธีนี้เป็นที่เชื่อกันว่า จะไม่ได้เห็นอย่างแน่นอน ตลอดร้อยกว่าปีที่ผ่านมา พันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ยังไม่เคย default เลยแม้แต่งวดเดียว ทางที่สองซึ่งเป็นไปได้มากกว่าคือ รัฐบาลสหรัฐฯ จะยังคงชำระหนี้เต็มจำนวนต่อไปตามปกติ แต่จะ “ประดิษฐ์” ภาวะเงินเฟ้อขึ้นมา ภาวะเงินเฟ้อช่วยทำให้ purchasing power ของหนี้ค่อยๆ เสื่อมลงถอยไปเองในระยะยาว โดยที่ยอดหนี้ไม่ได้เปลี่ยนไป วิธีนี้ช่วยลดภาระของลูกหนี้ได้ทางอ้อม ว่ากันว่าในทางเทคนิค ขณะนี้ สหรัฐฯ ก็กำลังทำวิธีอยู่แล้ว เพราะการทำ Quantitative Easing ของเฟดเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีค่าเท่ากับการพิมพ์แบงก์ขึ้นมาเฉยๆ ซึ่งเท่ากับเป็นการสร้างเงินเฟ้อขึ้นมานั่นเอง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเวลานี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่ฟื้น ทำให้สหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเงินฝืด เงินที่สร้างขึ้นมาจึงยังไม่มีผลอะไร งานนี้ก็ต้องวัดใจกันว่า ถ้าหากช่วงต่อจากนี้ไปเงินเฟ้อเกิดขยับขึ้นโดยที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่ฟื้นตัว สหรัฐฯ จะเลือกทำอย่างไรระหว่างการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อต้านเงินเฟ้อ หรือ ทิ้งเป้าหมายเรื่องการควบคุมเงินเฟ้อไปเลยโดยการไม่ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจก่อน ถ้าสหรัฐฯ เลือกอย่างหลัง เราอาจได้เห็นปรากฏการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจเกิดขึ้นกับตลาดการเงินของโลกทีเดียว    

ถ้าหากสหรัฐฯ อยากให้ตลาดกลับมาเชื่อถือเงินดอลล่าร์อีกครั้ง รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องหาลดการขาดดุลงบประมาณลงให้ได้ ซึ่งก็มีหลายวิธี หนึ่งคือ การขึ้นอัตราภาษี แต่วิธีนี้คงทำได้ยากในทางการเมือง สองคือ รัฐฯ ต้องหันมาควบคุมการใช้จ่าย วิธีนี้ก็ทำได้จำกัดอีกเช่นกัน รัฐบาลโอบามาเพิ่งจะออกมาสัญญากับตลาดว่าจะพยายามลดการขาดดุลงบประมาณลงจนเหลือราว 3% ของจีดีพีภายในปี 2012 แต่ตลาดก็ยังงงๆ อยู่ว่าจะเป็นไปได้อย่างไร อย่าลืมว่า โอบามามีสัญญาประชาคมหลายอย่างที่ยังต้องทำให้เห็นอะไรเป็นรูปธรรมภายในสามสี่ปีนี้ ที่สำคัญที่สุดคือ นโยบายสุขภาพ ซึ่งโอบามามีนโยบายสร้างระบบใหม่ที่ครอบคลุมประชาชนทุกคน ซึ่งต้องใช้เงินของรัฐฯ อีกไม่น้อย เป็นต้น

ในความเป็นจริง ส่วนมากแล้วปัญหาการขาดดุลงบประมาณไม่ว่าประเทศไหนในอดีตมักไม่ได้หมดไปด้วยสองวิธีที่กล่าวมาข้างต้น แต่หมดไปได้ถ้าเศรษฐกิจดี เพราะเมื่อเศรษฐกิจดี คนมีรายได้มากขึ้น รัฐฯ ก็จะเก็บภาษีได้มากขึ้นโดยอัตโนมัติทั้งที่ยังเก็บที่อัตราเดิมอยู่ ดังนั้น ความสามารถในการแก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ ในช่วงสี่ปีข้างหน้าจะขึ้นอยู่กับว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นอย่างมากว่าจะฟื้นเร็วหรือช้า (แต่สมมติว่า สหรัฐฯ ลดการขาดดุลงบประมาณได้จริงๆ ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับทองคำ เพราะฉะนั้น ใครตุนทองคำไว้ ต้องคอยจับตาดูการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ ไว้ให้ดีนะครับ)

อันว่าที่จริงแล้ว หนี้สะสมของรัฐบาลสหรัฐฯ ณ เวลานี้ไม่ได้ถือว่าสูงมาก เพราะคิดเป็นเพียง 82 % ของจีดีพีเท่านั้น (รัฐบาลญี่ปุ่นและอิตาลีมีหนี้เกิน 100% ของจีดีพีมานานแล้ว ก็ยังไม่เห็นว่าจะเจ๊ง) ดังนั้น ตลาดอาจกำลังวิตกกังวลมากเกินไปก็ได้ รัฐบาลสหรัฐฯ จึงยังสามารถก่อหนี้เพิ่มได้อีกมาก อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องอาศัยนักลงทุนต่างประเทศเป็นผู้ซื้อถึง 1 ใน 3 ของทั้งหมด ซึ่งผู้ซื้อรายใหญ่คือ จีน ดังนั้น ท่าทีของจีนที่มีต่อวินัยทางการคลังของสหรัฐฯ จึงเป็นประเด็นสำคัญด้วย ถ้าอยู่ดีๆ จีนหยุดซื้อพันธบัตรของสหรัฐฯ ดอกเบี้ยระยะยาวสกุลดอลล่าร์จะพุ่งสูงขึ้นอย่างมากเพื่อสกัดเงินไหลออกจากสหรัฐฯ สภาพคล่องของโลกจะตึงตัวอีกครั้ง และย่อมส่งผลรุนแรงต่อตลาดสินทรัพย์ทุกชนิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างได้ประโยชน์จากการที่จีนช่วยซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ด้วยเหมือนกัน หวังว่าคงจะไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันบางอย่างที่จะมาทำให้มันเกิดขึ้น

0198: จะมีวิกฤตซ้อนวิกฤตมั้ย?

มิถุนายน 11, 2009 at 7:35 am | In Economics | 10 Comments

เวลานี้ดูเหมือนว่า วิกฤตซับไพรม์ซึ่งได้พัฒนาจนกลายเป็นวิกฤตโลกเมื่อปีที่แล้วจะอยู่ในขั้นที่ควบคุมได้แล้ว เพราะถึงตอนนี้ไม่น่าจะมีสถาบันการเงินขนาดใหญ่แห่งไหนล้มเพิ่มเติมอีก ส่วนเศรษฐกิจโลกที่แม้ว่าจะยังไม่ฟื้นแต่ก็เริ่มหาที่ยืนได้ วิกฤตครั้งนี้ดูจะไม่ได้เลวร้ายขนาดที่กูรูหลายท่านคาดการณ์ไว้เมื่อปลายปีที่แล้ว

เมื่อมองย้อนกลับไปจะเห็นได้ว่า สหรัฐฯ แก้ปัญหาวิกฤตครั้งนี้ด้วยการให้ภาครัฐฯ เข้าไปแบกรับความเสียหายทั้งหมดของภาคเอกชนเอาไว้แทน ตลาดจึงไม่ต้องเข้าสู่ภาวะล่มสลาย นับเป็นการดับเครื่องชนของพญาอินทรี เพราะทั้งเฟดและกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ต่างแบกหนี้ไว้จนหลังแอ่น งานนี้เจ๊งเป็นเจ๊ง ถ้าทำไม่สำเร็จ ลุงแซมยอมตายไปเลย

แต่ก็ดูเหมือนเดิมพันครั้งนี้จะได้ผลเสียด้วย ทุกอย่างเดินไปได้ตามแผนที่ลุงแซมวางเอาไว้ แม้เครดิตของลุงแซมลดลงไปมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าก็ยังมีเหลือพอที่จะก่อหนี้จำนวนมหาศาลเพื่อมาแก้ปัญหาในครั้งนี้อยู่

ดังนั้น ถ้าหากเวลานี้ใครยังกลัวว่าจะยังมีวิกฤตซ้อนวิกฤตหรือไม่ สิ่งที่ต้องควรจับตามองมากที่สุดน่าจะเป็น ภาครัฐฯ ของสหรัฐฯ แล้ว ซึ่งได้แก่ กระทรวงการคลังและเฟด ว่าจะสามารถประคองตัวเองต่อไปได้อย่างราบรื่นหรือไม่  

เมื่อปีที่แล้ว เฟดเปิดโอกาสให้สถาบันการเงินที่มีปัญหาสามารถกู้เงินจากเฟดได้โดยไม่จำกัด เฟดอุดหนุนเงินกู้เหล่านั้นการสร้าง Reserve ใหม่เข้าไปในระบบธนาคารพาณิชย์ จากเดิมที่เคยมีอยู่ในระบบประมาณ $11 billions กลายเป็น $900 billions ภายในเวลาอันสั้น!!!!! เทียบเท่ากับการพิมพ์เงินขึ้นมา Reserve ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ความสามารถในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลตามไปด้วย เรื่องนี้จึงได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า จะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง เมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวและทำให้ธนาคารพาณิชย์กลับมาปล่อยสินเชื่ออีกครั้ง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เฟดบอกว่าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดกัน เพราะเมื่อตลาดเงินเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ สถาบันการเงินที่กู้เงินด่วนไปก็จะพากันมาใช้คืนหนี้ทำให้ Reserve ลดลงไปเอง ก่อนที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัว ซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ ตามที่เฟดพูด เพราะ ถึงเวลานี้ Reserve ที่เพิ่มขึ้นมา $900 billions ลดลงไปครึ่งหนึ่งแล้ว ภายในเวลาแค่ไม่ถึงครึ่งปี นอกจากนี้ ถ้าหาก Reserve เกิดไม่ลดลงต่อหลังจากนี้ เฟดก็ได้เตรียมรับมือไว้แล้ว ด้วยการขออนุมัติที่จะจ่ายดอกเบี้ยให้กับ Reserve ที่ขอกู้มา อัตราดอกเบี้ยที่เฟดกำหนดจะจ่ายให้จะเป็นตัวกำหนดเพดานขั้นต่ำของ fed fund rate ซึ่งจะทำให้เฟดสามารถควบคุมการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์จาก Reserve ส่วนเกินนี้ได้ จึงไม่ต้องเป็นห่วงว่า เฟดจะควบคุมการปล่อยสินเชื่อของธนาคารไม่ได้    

อย่างไรก็ตาม แม้ Reserve จะมีแนวโน้มลดลง แต่เมื่อต้นปี เฟดก็ได้สร้างความกังวลใหม่ให้กับตลาดอีก ด้วยการประกาศจะเข้าแทรกแซงตลาดเงินโดยตรง (Quantitative Easing) ซึ่งเทียบเท่ากับการพิมพ์เงิน โดยการซื้อพันธบัตร $300 billions เพื่ดกดดอกเบี้ยระยะยาวลง ซื้อบอนด์ของเฟดดี้และแฟนนี่ $200 billions และซื้อ MBS อีก $1.25 Trillions เพื่อพยุงตลาดอสังหาฯ ตลาดกังวลว่า เมื่อโปรแกรมนี้จบลงแล้ว เฟดจะขายตราสารเหล่านี้ออกมาอย่างไร

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เฟดบอกว่าสำหรับพันธบัตรนั้นไม่น่าห่วงเพราะเป็นจำนวนที่น้อยเมื่อเทียบกับตลาดทั้งตลาด การขายออกมาคงไม่มีผลกระทบอะไร แต่สำหรับบอนด์หรือ MBS นั้น เกือบจะเรียกได้ว่าเฟดกลายเป็นตลาดไปแล้ว ถ้าหากขายออกมาทันทีจะเป็นปรากฏการณ์ที่ใหญ่มากแน่นอน ถ้าดูจากพฤติกรรมในอดีตของเฟด เชื่อว่า เฟดน่าจะถือตราสารเหล่านี้จนครบอายุแทน

เนื่องจากอายุเฉลี่ยของตราสารเหล่านี้เท่ากับ 5-10 ปี ดังนั้นเฟดจะต้องหาทางค่อยๆ ดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินที่เกิดขึ้นมาก่อนระหว่างทาง ซึ่งเชื่อกันว่า เฟดจะใช้วิธีออกตั๋วเงินระยะสั้นๆ ของตัวเองหมุนไปเรื่อยๆ เพื่อมิให้กระทบตลาด ซึ่งเฟดก็ได้ขออนุมัติเตรียมเอาไว้แล้ว

สรุปแล้ว แม้ตัวเลขจะดูใหญ่ แต่ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไรสำหรับเฟด เพราะเตรียมอาวุธไว้เยอะ ลุงเบนน่าจะเอาอยู่ กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ดูจะน่าห่วงมากกว่าเฟด ไว้จะมาเล่าให้ฟังครับ

0197: เรื่องของคน

พฤษภาคม 31, 2009 at 10:10 am | In สัพเพเหระ | 35 Comments

coverinstinct_icon

เรื่องของคน หนังสือเล่มใหม่ของผมเกี่ยวกับสัญชาตญาณที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา วางที่บีทูเอส (เกือบครบทุกสาขาแล้วครับ)

0196: คุณตก Mean หรือเปล่า?

พฤษภาคม 19, 2009 at 8:34 pm | In Economics | 33 Comments

Thailand Salary 2008

ดูแล้วเป็นยังไงครับ ตก Mean กันบ้างหรือเปล่า?

เท่าที่ดูเหมือนว่า สายวิศวะจะไม่ใช่อาชีพที่ได้เงินเดือนสูงอีกต่อไปแล้ว ดูออกจะแย่กว่าอาชีพอื่นด้วยซ้ำ รุ่นผมน่าจะเป็นรุ่นสุดท้ายที่จบออกมาตอนฟองสบู่ของอาชีพนี้แตกพอดี ตอนผมอยู่ม.ปลาย วิศวะขาดแคลนมาก จุฬาฯ รับแค่ 400 คน กลายเป็นคณะยอดฮิต พอผมเอ็นทรานซ์เขาก็เลยเพิ่มเป็น 700 คน พอรุ่นนี้จบออกมา ฟองสบู่ก็แตกพอดี ดีมานด์ลดฮวบ แต่ซัพพลายดันเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เวรกำจริงๆ

ช่วงสิบปีที่ผ่านมาผมว่าสายไอทีมาแรง (ตอนนั้นผมเองยังต้องหันเข้าสู่สายนี้เลย) แม้เงินเดือนจะไม่ถึงกับโดดเด่นมาก แต่เป็นอาชีพที่หางานค่อนข้างง่าย มีความต้องการตลอดเวลา เพราะไอทีบูม แต่ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ใกล้หมดยุคหรือยัง เพราะเป็นมานานระยะหนึ่งแล้ว

สังเกตว่า คณะยอดฮิตในแต่ละยุคจะแปรผันไปตามรายได้ของอาชีพนั้นในชั่วเวลานั้นจริงๆ เงินเดือนมีผลต่อการเลือกเรียนของเด็กมากๆ เดี๋ยวนี้ได้ยินมาว่า คณะที่มาแรงสุดๆ คะแนนสูงขึ้นทุกปีกลายเป็น คณะนิติศาสตร์ สงสัยยุคนี้คนไทยทะเลาะกันมากขึ้นมังครับ

จะยังไงก็แล้วแต่ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อยากเรียนอะไรก็เรียนไปเลย ไม่ต้องไปสนใจหรอกว่าอาชีพไหนได้เงินเดือนมากที่สุด เพราะสุดท้ายแล้ว เมื่อถึงตอนที่เราจบออกมา แนวโน้มมันจะเปลี่ยนไปทางอื่นพอดี เซ้งเป็ด เหมือนเล่นหุ้นเลย ซื้อหุ้นของธุรกิจที่เลิศที่สุดทีไร มักจะติดดอยทุกที

0195: a closer look at the grassroots

พฤษภาคม 14, 2009 at 11:20 am | In Economics | 21 Comments

สมัยนี้ เราได้ยินคำว่า “คนรากหญ้า” บ่อยขึ้น แต่บางทีก็อดสงสัยไม่ได้ว่า คนรากหญ้าจริงๆ หน้าตาเป็นยังไงกันแน่
ทุกวันนี้ คนรากหญ้าจริงๆ แทบไม่ได้พื้นที่สื่อเลย โดนคนเมืองขโมยซีนไปหมด สื่อมวลชนเสนอแต่เรื่องของคนเมืองจนกระทั้งทำให้หลงคิดไปว่าประเทศนี้มีแต่คนเมือง ทั้งที่จริงๆ แล้ว คนรากหญ้าต่างหากที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ  
เราไม่เคยรู้เลยว่า คนรากหญ้าจริงๆ ต้องการอะไรกันแน่ เพราะความต้องการของคนรากหญ้าที่ได้ยินผ่านสื่อ ล้วนแล้วแต่ถูกสื่อสารโดย แกนนำม๊อบ เอ็นจีโอ หรือไม่ก็นักการเมืองทั้งสิ้น คนพวกนี้ไม่ได้เป็นคนรากหญ้าเองจริงๆ ตกลงก็เลยไม่รู้ว่า สิ่งที่คนพวกนี้พูดใช่ความต้องการของคนรากหญ้าจริงหรือไม่ 
ทุ่งกุลาร้องไห้ มีพื้นที่นาที่หนาแน่นที่สุดในประเทศไทย กินเนื้อที่มากถึง 5 จังหวัดในเขตภาคอิสานตอนล่าง จึงอาจถือได้ว่า ทุ่งกุลาร้องไห้เป็น headquarter ของคนรากหญ้าเลยทีเดียว ที่นี่มีคนอยู่มากกว่า 6 แสนคน ส่วนใหญ่มีอาชีพปลูกข้าวหอมมะลิ และปลูกต้นยูคาลิปตัสทั้งนั้น ความเป็นอยู่ของคนที่นี่จึงน่าจะสะท้อนชีวิตของคนรากหญ้าได้ระดับหนึ่ง (แต่ไม่ได้จะหมายความว่า คนรากหญ้าทุกคนเหมือนกันหมดนะครับ)

ทุ่งกุลาร้องไห้
ณ นาแห่งหนึ่งในทุ่งกุลาร้องไห้

  

นี่คื่อโฉมหน้าของคนรากหญ้าตัวจริงเสียงจริง หายใจฟึดๆ

เจอแล้ว นี่ไง คนรากหญ้า ตัวเป็นๆ หายใจฟึดๆ

ปัจจุบันเลิกเกี่ยวข้าวด้วยมือ (อดลงแขกเลย) หันมาใช้ควายเหล็กกันหมดแล้ว
ปัจจุบันที่นี่เลิกเกี่ยวข้าวด้วยมือไปแล้ว (ว้า อดลงแขกเลย) หันมาใช้ควายเหล็กกันหมด
ชีวิตประจำวันของคนรากหญ้าก็ยังคงเป็นชีวิตที่เหนื่อยเหมือนเดิม

แต่ชีวิตประจำวันของคนรากหญ้าก็ยังคงเป็นชีวิตที่เหนื่อยเหมือนเดิม

ขวดอะไรไม่รู้ สงสัยพี่เขาลืมเก็บก่อนเข้าฉาก

ขวดอะไรไม่รู้ สงสัยพี่เขาลืมเก็บก่อนเข้าฉาก

(ข้างต้น เป็นการ crop ภาพมาจากภาพประกอบในนิตยสารสารคดี caption และวงกลมสีแดงนั่นผมเติมเอาเอง)

ชาวนาที่ทุ่งกุลาร้องไห้มีรายได้น้อยมาก ต่อไปนี้เป็นคำให้การของผัวเมียชาวนาคู่หนึ่งในนิตยสารสารคดี “นาของฉันมี 8 ไร่ ได้รับมรดกมาจากพ่อแม่ ฉันปลูกข้าวหอมมะลิทุกปี ปีที่แล้วข้าวเปลือกขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 18 บาท แต่ฉันขายไปก่อนที่ตั้งแตตอนโลละ 10 บาท ได้สองหมื่นห้า ถ้าเก็บไว้ขายตอนแพงๆ ก็คงได้เพิ่มอีกเท่าตัว ข้าวเพิ่งขึ้นราคาตอนฉันขายไปหมดแล้ว แต่ได้เท่านั้นฉันก็พอใจเพราะไม่ได้ลงทุนมาก ฉันไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมีใช้ยาอะไรเลย กลัวควายที่เลี้ยงในนาจะเป็นอันตราย หญ้าขึ้นก็ถอนออกเอาไปให้ควายกิน แล้วก็เอาขี้มันนั่นแหละมาใส่นา” เช่นนี้ที่ GDP ต่อหัวของคนอิสานแค่ 3 หมื่นต่อปีเท่านั้น ก็น่าจะไม่ผิดจากความเป็นจริงเท่าไรนัก เพราะผัวเมียคู่นี้สองหัวรวมกันยังหาได้แค่ 2.5 หมื่นเท่านั้น ทุ่งกุลาร้องให้ ปลูกข้าวนาปีได้อย่างเดียว ยังปลูกข้าวนาปรังไม่ได้ เนื่องจากที่นี่ยังไม่มีระบบชลประทาน

แม้จะมีรายได้ต่ำมาก แต่ค่าครองชีพก็ต่ำมากด้วย  วันๆ แทบไม่ต้องใช้เงินเลย จับหนูนากิน เก็บผักหลังบ้านกิน (ยกเว้นจะดื่มเบียร์ถึงต้องใช้เงิน) ไม่ต้องเสียค่าเดินทางไปทำงาน ค่าเช่าบ้าน ไม่ต้องกลัวว่าจะตกงาน ตกเย็นก็มีเวลาเตะตะกร้อได้ ชาวนาจึงเป็นอาชีพที่แม้จะเหนื่อยและรายได้น้อยก็จริง แต่ก็สามารถอยู่ได้แบบสบายๆ โดยไม่ต้องดิ้นรน

การดิ้นรนไปหางานทำที่กรุงเทพฯ แม้จะได้เงินดือนแค่ 6-7 พันบาท แต่ก็เป็นรายได้ที่มากกว่าการทำนาถึง 3 เท่า (แม้ค่าใช้จ่ายจะมากขึ้นด้วยก็ตาม) จึงไม่แปลกที่คนรากหญ้าส่วนหนึ่งยินดีทิ้งบ้านเกิดเข้ามาหางานทำในกทม. เพื่อรายได้ที่สูงกว่า คนรากหญ้าบางส่วนทำนาเป็นอาชีพหลัก แต่พอหมดหน้านาก็เข้ามาหารายได้เสริมในเมืองด้วย ดีกว่าอยู่เปล่าๆ เวลาขึ้นแท็กซี่ ผมชอบดูใบขับขี่ของคนขับ สังเกตว่า คนขับแท็กซี่ส่วนใหญ่จะมาจากภาคอิสานกันทั้งนั้น เคยได้ยินว่า คนที่เดินขายหวยที่เราเห็นตามปั้มน้ำมันส่วนใหญ่ก็เป็นคนรากหญ้าเหมือนกัน พวกเขาจะนั่งรถเข้ามาเดินขายหวยในกทม. เฉพาะช่วงใกล้วันหวยออกเท่านั้น ขายเสร็จก็จะกลับบ้าน งวดต่อไปก็ค่อยนั่งรถเข้ามาขายใหม่ ไม่ได้อยู่ในกทม.แบบถาวร  ถือเป็นแรงงานนอกระบบอีกประเภทหนึ่ง แต่อันนี้ก็ยังงงอยู่ว่า คุ้มค่ารถได้ยังไง เอาไว้วันหลังต้องลองสัมภาษณ์คนขายหวยดูหน่อย แต่สรุปแล้ว ชาวนาเป็นอาชีพที่รายได้น้อยมาก แต่อยู่ได้โดยไม่ต้องดิ้นรน ถ้าอยากได้รายได้สูงขึ้นก็ต้องดิ้นรนเพิ่มขึ้นด้วยการเข้ามาหารายได้ในเมือง

0194: Gini Index

พฤษภาคม 11, 2009 at 9:09 pm | In Economics | 10 Comments

GDP ต่อหัว เป็นตัววัดความมั่งคั่งของคนในประเทศที่ไม่สมบูรณ์ เพราะเป็นแค่ค่าเฉลี่ย ไม่ได้คำนึงถึงการกระจายรายได้ด้วย ประเทศที่คนรวยกับคนจนมีรายได้ต่างกันมาก GDP ต่อหัวจะดูสูงกว่าความเป็นจริง

เพื่อให้สะท้อนความเป็นจริงให้มากขึ้น ก็เลยมีคนคิด Gini Index ขึ้นมา ซึ่งเป็นตัววัดระดับความเท่าเทียมกันของรายได้ของคนในประเทศ ยิ่งมีค่ามากเท่าไร ยิ่งแสดงว่ามีความแตกต่างระหว่างรายได้ของคนรวยและคนจนในประเทศมากเท่านั้น สูงสุดเท่ากับ 100% ต่ำสุดเท่ากับ 0% ซึ่งหมายถึงทุกคนในประเทศมีรายได้เท่ากันหมด

Top World’s Gini Index Ranking

  1.  นามิเบีย 74%
  2. พม่า 73%
  3. แองโกลา 64%

อันดับต้นๆ ส่วนใหญ่เป็นประเทศยากจนในแถบอัฟริกา จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศยิ่งยากจนกลับจะยิ่งมีความแตกต่างกันมาก แต่ก็มีอันดับสองที่เป็นเพื่อนบ้านเรานี่เอง ส่วนในบรรดาอาเซียนที่เหลือด้วยกัน Gini Index ค่อนข้างใกล้เคียงกันครับ Philippines 44.5% , Singapore 42.5%, Thailand 42%, Malaysia 37.5%, Vietnam 34.4%, Indonesia 34.3% ดูเหมือนไทยเราจะอยู่กลางๆ พอดี

ที่น่าสนใจอีกก็มี China 40.9% , USA 40.8%

ทั่วโลกมี Gini Index เท่ากับ 32.6% ประเทศที่ได้เกินค่านี้แสดงว่ามีความไม่เท่าเทียมสูงกว่าโลกทั้งโลก ประเทศที่มี Gini Index ต่ำกว่าโลกมีอยู่น้อยกว่า น่าสนใจว่ามีประเทศในแถบสแกนดิเนเวียทุกประเทศรวมอยู่ด้วย อีกประเทศที่มี Gini Index ต่ำมากเกือบจะต่ำที่สุดในโลกก็คือประเทศญ๊ปุ่น 23.9% ครับ

เวลาจะวัดความกินดีอยู่ดีก็ควรดูทั้ง GDP ต่อหัว และ Gini Index ประกอบกัน จะได้ภาพที่สมบูรณ์ขึ้นครับ

0193: เวลาสำหรับการเรียนรู้เรื่องการลงทุน

พฤษภาคม 4, 2009 at 7:44 am | In Investing | 155 Comments

course

 

ตลอด 3-4 ปี ที่ผ่านมา มีเพื่อนนักลงทุนหลายท่านอยากให้ผมเปิดคอร์สสอนเรื่องการลงทุน แต่ผมก็ปฏิเสธมาตลอด เพราะไม่มีเวลาเตรียมตัว 

ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เชื่อว่าผมน่าจะหาเวลาเตรียมตัวได้ ก็เลยคิดว่าจะลองจัดดูสักครั้งหนึ่ง คงเป็นแค่คลาสเล็กๆ ไม่เกิน 25 คน เพื่อให้สะดวกในการถามคำถามได้อย่างเต็มที่ ตั้งใจว่าจะสาธิตให้ดูว่า เวลาผมตัดสินใจลงทุนผมคิดอะไรบ้าง หาข้อมูลอย่างไร วิเคราะห์อย่างไร framework ต่างๆ เป็นวิธีการส่วนตัวของผมเอง

หวังว่าทุกท่านที่เคยชวนผมไว้ เวลานี้จะยังลงทุนกันอยู่ ไม่ได้หายไปกับวิกฤตซับไพรม์

0192: การกระจายรายได้

เมษายน 28, 2009 at 10:40 pm | In Economics | 38 Comments

เห็นเมนต์กันถึงเรื่องรายได้เมื่อกระทู้ที่แล้ว ด้วยความอยากรู้อยากเห็นผมก็เลยไปค้นตัวเลขเอามาดู ไม่ได้ตั้งใจจะยุให้คนแต่ละภาคแตกแยกกันนะครับ ข้อเท็จจริงก็คือข้อเท็จจริง

GDP ต่อหัว ณ ปี 2547 (บาทต่อปี)

  1. กทม.         284,447
  2. ปริมณฑล 223,291
  3. ตะวันออก 229,877
  4. กลาง 162,412
  5. ตะวันตก 78,961
  6. ใต้ 70,761
  7. เหนือ 50,733
  8. อิสาน 32,099

ที่จริงควรใช้รายได้ประชาชาติต่อหัวมากกว่า แต่หาไม่ได้ แต่จีดีพีต่อหัวก็พอแทนได้ครับ เห็นแล้วก็อึ้งเหมือนกัน ไม่คิดว่ามันจะต่างกันเป็นเท่าขนาดนี้ มันทำให้ที่มีคนบอกว่าเป็นเพราะความยากจนดูเป็นคำอธิบายมีน้ำหนักขึ้นมาทันที เพราะรายได้ต่ำสุดดันเป็นภาคเหนือกับภาคอิสานพอดี แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะสรุปได้ขนาดนั้น อาจเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ หรือว่าแม้จะจนจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นสาเหตุเสมอไป

ภาคตะวันออกน่าจะมีรายได้มากเพราะเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของประเทศ ส่วนภาคใต้น่าจะเป็นเพราะมีชายทะเลมากทำให้มีโอกาสในการประกอบอาชีพมาก ทั้งประมง และการท่องเที่ยว ที่เอามาให้ดูนี่ ผมไม่ได้เรียกร้องให้มีการกระจายรายได้ให้มากขึ้นนะครับ เพราะโดยส่วนตัวผมเชื่อว่า คนเราถ้ามีความขวนขวายจริงๆ เกิดภาคไหนก็เหมือนกัน มาหางานที่กทม.ทำก็ได้จริงไหมครับ ผมยังเคยคิดเหมือนกันว่า ถ้าผมเป็นคนรากหญ้า ผมจะทำยังไงดี คิดไปคิดมา ผมว่าผมคงไปทำงานตะวันออกกลางแน่เลยครับ เห็นไหมครับว่าบ้านเกิดมันไม่เกี่ยว มันอยู่ที่ว่าเราจะดิ้นรนกระเสือกกระสนมากแค่ไหน

หน้าต่อไป »

บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.