0092: เมือง
พฤศจิกายน 16, 2007 at 3:18 pm | In Economics | 14 Comments
เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมต้องมีเมือง ทำไมประชากรถึงไม่อยู่กันแบบกระจายออกไปให้หนาแน่นเท่าๆ กันทั่วทั้งแผ่นดิน
ผมว่าเมืองเกิดขึ้นเพราะเราต้องการลดต้นทุนในการเดินทาง แรกเริ่มเดิมทีนั้นเมืองอาจเกิดขึ้นที่จุดใดจุดหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำก่อนเพราะคนสมัยก่อนจำเป็นต้องไปที่แม่น้ำเพื่อใช้น้ำอยู่บ่อยๆ จึงต้องการลดต้นทุนในการไปยังแหล่งน้ำ เมื่อนาย ก.มาตั้งรกรากใกล้แม่น้ำ นาย ข.ที่รู้จักมักจี่กับนาย ก. และมีเรื่องที่ต้องไปมาหาสู่กันบ่อยๆ ก็จะมาตั้งรกรากอยู่ใกล้ๆ กับนาย ก. อีกเพื่อประหยัดต้นทุนในการไปมาหาสู่กัน แต่นาย ข รู้จักกับนาย ค. ด้วย นาย ค. ก็เลยมาตั้งบ้านอยู่ใกล้นาย ข.อีกเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ทำให้บริเวณนั้นเริ่มมีประชากรหนาแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นเมืองขึ้นมาในที่สุด
เมืองไม่ได้ช่วยประหยัดต้นทุนในการเดินทางอย่างเดียวเท่านั้น แต่เมืองยังทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างอื่นคุ้มค่าด้วย สถานที่อะไรก็ตามที่ต้องมีต้นทุนในการก่อสร้างแพงมาก เช่น สภา โรงละคร ห้องสมุด ฯลฯ ถ้าสร้างอยู่ในเมืองแห่งเดียวก็จะถูกใช้ประโยชน์โดยคนจำนวนมากได้ ลองคิดดูว่าถ้าประชากรกระจายอยู่อย่างเบาบางเท่ากันหมดทุกพื้นที่ทั่วประเทศ การจะทำให้คนจำนวนเท่าเดิมได้ใช้สิ่งก่อสร้างเหล่านี้จะต้องสร้างมันขึ้นมาซ้ำๆ กันมากขึ้นมามากขนาดไหนทั่วประเทศ
เมือง มี “พลังแห่งเครือข่าย” อยู่ เพราะยิ่งคนสำคัญๆ สถานที่สำคัญๆ ไปอยู่รวมกันมากเท่าไร คนที่คิดจะตั้งรกรากใหม่ก็จะยิ่งอยากไปอยู่ใกล้บริเวณนั้นมากขึ้น เพราะจะช่วยประหยัดต้นทุนในการเดินทางได้ในหลายๆ กิจกรรม ยิ่งอยู่ใกล้กันก็ยิ่งคุ้ม เมืองที่ใหญ่อยู่แล้วจึงมีแนวโน้มที่จะใหญ่ขึ้นไปอีก
สุดท้ายแล้วขนาดของเมืองจะถูกจำกัดด้วยเทคโนโลยีในการสร้างบ้าน บ้านในสมัยโบราณมีแค่ชั้นเดียว เมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อปี ค.ศ. 1000 คือ เมืองคอร์โดว่า ประเทศสเปน มีประชากรแค่เพียง 450,000 คน ก็เรียกว่าเต็มขีดจำกัดแล้ว แต่เมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดสมัยนี้ที่มีคอนโดและตึกระฟ้าแล้วคือเมืองโตเกียว มีประชากร 35 ล้านคน ตึกหลายแห่งในเมืองโตเกียวมีชั้นใต้ดิน 5-6 ชั้นเลยทีเดียว ในอนาคตถ้าเทคโนโลยีในการสร้างที่อยู่อาศัยก้าวหน้าขึ้นไปกว่านี้คือสามารถทำให้คนอยู่ซ้อนๆ กันขึ้นไปบนอากาศได้มากขึ้นเมืองก็คงจะใหญ่ขึ้นกว่านี้อีก (ถ้าไม่ถูกจำกัดด้วยการที่คนเป็นโรคตึกป่วยไปเสียก่อน)
14 ความคิดเห็น »
RSS feed สำหรับความคิดเห็นในกระทู้นี้ TrackBack URI
เขียนความคิดเห็นของคุณ
บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.
ผมว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยตรงน่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีการเดินทางและการขนส่งนะครับ หากประเทศมีพื้นฐานการขนส่งที่ดี ความจำเป็นที่จะต้องอยู่รวมกันอย่างแออัดก็จะลดน้อยลง ซึ่งถ้าเทคโนโลยีตรงนพัฒนาขึ้นมันจะเกิดผลตรงกันข้ามคือผู้คนจะทยอยไปตั้งถิ่นฐานกระจายทั่วพื้นที่
อย่างปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่ามนุษย์นั้นกระจายตัวกันไปอยู่ทั่วพื้นที่ จากที่สมัยก่อนผู้คนกระจุกตัวอยู่ในเมืองเป็นเมือง เป็นหมู่บ้าน
การที่เมืองขนาดใหญ่นั้นหนาแน่นขึ้นผมคิดว่ามันเป็นเพราะจำนวนประชากรมนุษย์มีเพิ่มมากขึ้นทุกๆปี ทำให้ตัวเลขของประชากรเมื่อพันปีก่อนกับจำนวนในปัจจุบันมันต่างกันมาก
เช่นหากเมืองนี้ในสมัยก่อนมี 450,000 คน และประชากรมีการขยายเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.001 ต่อปี หากพ้น 1000 ปีก็จะมีประชากร ประมาณ 1,220,000 คน แต่ในความเป็นจริงเหลือผู้คนเพียง 320,000 คนในเมืองนั้นเนื่องจากเกิดการอพยพย้ายถิ่น (หายไป 900,000 คน)
Comment โดย ABZee — พฤศจิกายน 17, 2007 #
other things being equal, เทคโนโลยีการสร้างบ้านสูงขึ้น เมืองใหญ่ขึ้น
แต่ถ้า factor อื่นไม่ equal เช่น ในเวลาเดียวกันโลกได้ค้นพบวิธีลดต้นทุนค่าขนส่งได้อย่างมาก อย่างนั้นประชากรก็จะออกไปอยู่กระจายกันมากขึ้น
ช่วงนี้ดูเหมือนต้นทุนการขนส่งระหว่างเมืองน่าจะเพิ่มมากกว่าลด เพราะน้ำมันแพง แหะๆ
ถ้าน้ำมันแพงแบบต่อเนื่องยาวนาน คอนโดขายดี
Comment โดย 1001ii — พฤศจิกายน 17, 2007 #
สวัสดีครับ ท่านแม่ทัพ
นั่นสิครับ อยู่นอกบ้านนอกเมืองนี่ต้นทุนสูงจริงๆ ว่าแต่เมืองใหญ่สุดไม่ได้อยู่ที่จีนหรอกเหรอครับ (ขอปรัศนีนิโหน่ย ?)
จำได้ว่าสมัยจักรพรรดิถังเสียนจง ราวปี ค.ศ.750 มหานครฉางอันนั้นใหญ่โตมโหฬารที่สุดของโลก มีประชากรราว 2 ล้านคน
ถ้าราวปี ค.ศ.1000 ต้นรัชสมัยจักรพรรดิซ่งเจิ้นจง มหานครไคฟงประชากรเท่าไหร่ผมจำไม่ได้ แต่คิดว่าคงเป็น 1 ใน 5 ของเมืองใหญ่ของจีนในยุคนั้นที่ประชากรเกิน 1 ล้านคน
ผ่านมาอีก 100 ปี ในสมัยจักพรรดิซ่งฮุ่ยจง (ชักจะมังกรหยกแล้ว อิ อิ) จีนก็มีประชากรทะลุ 100 ล้านคนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
Comment โดย Ryuga — พฤศจิกายน 19, 2007 #
มองกว้างๆ อาจเป็นว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม (เลยต้องอยู่รวมกัน?)
หรือ มนุษย์ต้องการน้ำเป็นปัจจัยพื้นฐาน (สำคัญกว่า อาหาร แต่น้อยกว่า อากาศ)
… ปัจจุบัน มนุษย์ค่อยๆ เริ่มห่างออกจากพื้นฐานเหล่านี้
ไม่ว่าเป็นเพราะข้อจำกัดใดก็ตาม … คนเริ่มออกห่างธรรม-ชาติ
… ยิ่งห่างธรรมชาติ ยิ่งทุกข์
: )
Comment โดย khun_aut — พฤศจิกายน 19, 2007 #
หามาให้ดูทุกยุคครับ
http://geography.about.com/library/weekly/aa011201b.htm
ท่านริวรู้ปวศ.จีนละเอียดจังแฮะ
Comment โดย 1001ii — พฤศจิกายน 19, 2007 #
ไปดูมาแล้ว ไม่รู้เหมือนกันครับแต่คิดว่าต้องมีใครอาจจะผิด แหะ แหะ
ราวปี ค.ศ.1000 ตัวเลข 400,000 เท่าที่ทราบเป็นกำลังทหารรักษาพระนครขึ้นตรงต่อองค์พระจักรพรรดิครับ สืบมาจนปลายสมัยซ่งใต้นั้น กำลังทหารได้เพิ่มขึ้นไปจนมากกว่า 2 ล้าน แต่ก็เป็นเพียงกองทหารรับจ้าง ไม่ค่อยได้เรื่องอะไรนัก
ว่าแต่ท่านแม่ทัพย้ายไปอยู่ที่มวยวัดแล้วเหรอครับ ฮือ ฮือ
Comment โดย Ryuga — พฤศจิกายน 19, 2007 #
ไม่ทราบเหมือนกันครับว่าทาง web เอามาจากไหน แต่ผมอ้างของท่าน Fairbank และ Reischauer ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์จีนที่เป็นที่รู้จัก
Comment โดย Ryuga — พฤศจิกายน 19, 2007 #
แก้ไขหน่อยครับ กองกำลังทหารรักษาพระนครต้นสมัยจักพรรดิซ่งไท่จู่ [ค.ศ.960-976] มีราว 200,000 คน ตอนปลายรัชกาลปี ค.ศ.975 มีกำลังทหาร 378,900 คน เพราะฉะนั้นประชากรของไคฟงน่าจะมากกว่า 400,000 นะครับ
Comment โดย Ryuga — พฤศจิกายน 19, 2007 #
อาจจะเป็นเรื่องของการนับหรือไม่นับประชากรที่มาอยู่แบบขาจรหรือเปล่าไม่แน่ใจ ตอนหาๆ ดูก็เห็นมีบางเว๊บมีการโต้แย้งเรื่องเมืองที่ใหญ่ที่สุดว่าไม่ใช่โตเกียวเหมือนกันเพราะขึ้นอยู่กับว่าจะนับ พวก commuter หรือไม่
อย่างนี้ตอนอ้วนเสี้ยวตีกับโจโฉนี่ อ้วนเสี้ยวมีทหาร 70 หมื่น สมัยนั้นคงถือว่ามหาศาลทีเดียวเมื่อเทียบกับขนาดของประชากรโลกในสมัยนั้น
Comment โดย 1001ii — พฤศจิกายน 20, 2007 #
สามก๊กฉบับนิยายอาจมีตัวเลขพิลึกพิลั่นบ้างครับ แต่หลักฐานสำคัญคือสำมโนประชากรตอนต้นยุคฮั่นตะวันออก สมัยจักรพรรดิฮั่นกวงอู่ตี้ ที่ระบุว่าประชากรจีนขณะนั้นมีถึง 59 ล้านคน
ประชากรจีนเมื่อ 2000 ปีก่อนนั้น น้อยกว่าไทยตอนนี้นิดนึงครับ
Comment โดย Ryuga — พฤศจิกายน 20, 2007 #
ว่าแต่ท่านแม่ทัพไปอยู่มวยวัดเป็นการฐาวรแล้วหรือครับ แง แง
ท่านแม่ทัพสอนวิชาอะไรหรือครับ ผมไปลงทะเบียนเรียนด้วยได้มั้ยเนี่ย
Comment โดย Ryuga — พฤศจิกายน 20, 2007 #
ผมตกข่าวอะไรหรือเปล่าเนี้ย..เรียนอะไรกันหรือครับ..
เรื่องเมือง..หรือครับ เอาใกล้ตัว กรุงเทพมหานครและปริมณฑลนี้มีประมาณ 10 ล้าน แต่ผมว่าจริงๆมีมากกว่านี้เยอะครับ จะทำอย่างไรให้ลดลงครับ ผมว่ามันเยอะเกินไปแล้วครับ ผมก็ไม่อยากอยู่หรอกครับในเมือง แต่มันไม่มีที่ไป
Comment โดย dcopywriter — พฤศจิกายน 22, 2007 #
ไม่ขอบอยู่เมืองแบบ จำยอม ใครมีวิธีหาทางออกช่วยบอกที หรือว่ากำลังจะเกิดสิ่งใหม่เหมือนกับบทความ life style บอกไว้ เพราะแนวโน้มประเทศที่ได้ชื่อว่าเจริญแล้วเขากำลังออกจากเมืองกัน(ข่าว จากบางกอกโพสต์ มีบทความบอกว่า บริษํท KPMG ที่ออสเตเลีย เขาก็ใช้วิธีนี้คือให้คนเก่ง ที่สำคัญมีทางเลือกว่าจะอยู่ในเมืองหรือนอกเมืองโดยใข้เทคโนโลยีเป็นตัวเชื่อมเมืองกับชนบท และกำลังแพร่หลายไปตามเมืองใหญ่ๆของโลก)บทความอยู่ในห้องหาได้จะมาบอกถ้ามีคนสนใจ ตัวเองก็คิดไว้แบบนั้นเหมือนกัน 365 วันเห็นแต่ตึก คนที่ไม่รู้จัก อากาศ หดหู่ ไม่สดชื่น ดีที่มีคนมาแชร์ ความคิด ความเห็น และแนะนำให้เกิดสังคมบนอินเตอร์เน็ตแบบนี้นะไม่ง้าน หาข้อดีได้น้อยจริง เมืองหลวงนิ
Comment โดย mk41 — พฤศจิกายน 23, 2007 #
อนาคต คนคงมี 2 บ้าน
คอนโดไว้อยู่วันธรรมดา
บ้าน นอกเมือง เสา อาทิต ไว้พักผ่อน สูดอากาศ ปลูกต้นไม้ ดมกลิ่น ดิน
ถ้าเมืองน่าอยู่คงดีกว่า นี้ เห็นเด็กที่โตในเมืองเเล้วน่าสงสาร…
Comment โดย terati20 — พฤศจิกายน 23, 2007 #