0110: ระบบอัตราแลกเปลี่ยน
กุมภาพันธ์ 5, 2008 at 8:08 am | In Economics | 11 Commentsระบบอัตราแลกเปลี่ยนในโลกนี้มีอยู่หลายระบบ แต่ทุกระบบล้วนอิงแนวความคิดที่ตรงกันข้ามกันสองขั้ว
แนวความคิดแรกเห็นว่า ต้องพยายามทำอัตราแลกเปลี่ยนให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ ส่วนแนวความคิดที่สองเห็นว่า ค่าเงินนั้นกำหนดให้ตายตัวเลยไม่ได้ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดให้มากที่สุด มิฉะนั้นแล้ว จะก่อให้เกิดความไม่สมดุลขึ้นและนำไปสู่วิกฤตค่าเงินในที่สุด
เดิมทีเดียว โลกของเราใช้โลหะมีค่าโดยเฉพาะทองคำแทนเงินตรา วิธีนี้ไม่ต้องกำหนดค่าสมมติของมันขึ้นมาเพราะทองคำมีค่าในตัวของมันเองคือเท่ากับต้นทุนที่ใช้ในการขุดพวกมันขึ้นมาจากดิน ค่าของเงินจึงตรงกับความเป็นจริงตลอดเวลา แต่ปัญหาใหญ่ของระบบการเงินแบบนี้คือ ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณทองคำที่สามารถขุดขึ้นมาได้ในแต่ละปี ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงนั้นๆ เช่น เศรษฐกิจอาจกำลังโต 6% แต่ขุดทองเพิ่มขึ้นได้แต่ 2% ต่อปี ภาวะเงินฝืดจึงเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ เพราะปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นไม่สอดคล้องกับกิจกรรมเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น
ต่อมาประเทศต่างๆ เริ่มมีการพิมพ์เงินกระดาษขึ้นมาใช้แทนทองคำเพื่อความสะดวก เงินกระดาษเป็นสิ่งสมมติจึงต้องมีการกำหนดค่าของมันขึ้นมา แต่เดิมกำหนดเป็นอัตราแลกเปลี่ยนของเงินกระดาษกับทองคำให้คงที่ไว้ เช่น 1 ปอนด์สเตริง แลกทองคำได้ 7.32 กรัม เป็นต้น นั่นหมายความว่า รัฐบาลจะต้องมีทองคำจำนวนเท่ากันสะสมไว้อยู่เสมอ และยอมให้ใครเอาเงินกระดาษมาแลกทองคำกลับไปได้ตลอดเวลา เพื่อเป็นการประกันค่าของเงินกระดาษ
แรกๆ ระบบการเงินแบบนี้ก็ใช้ได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ ทองคำค่อยๆ มีค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะต้นทุนในการขุดทองสูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ แต่อัตราแลกเปลี่ยนยังเหมือนเดิมอยู่ ค่าของเงินกระดาษจึงสูงกว่าความเป็นจริง ชาวบ้านจึงเริ่มเอาเงินกระดาษมาแลกทองคำกับรัฐบาล เมื่อมีคนมาแลกมากๆ ปริมาณเงินก็ค่อยๆ หายไปจากระบบทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซา ในขณะเดียวกันทองคำของรัฐบาลก็ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ จนกระทั้งในปี 1931 รัฐบาลอังกฤษต้องประกาศยกเลิกการรับแลกทองคำกับเงินปอนด์ในที่สุด หลังจากไม่กี่ปีทุกประเทศก็ยกเลิกตาม ทั่วโลกหมดความมั่นใจในเงินกระดาษ นำไปสู่วิกฤตค่าเงินและเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงขึ้นทั่วโลก (The Great Depression)
หลังจากนั้นเกิดสงครามโลกขึ้น ระบบการเงินของโลกปั่นป่วน หลังสงครามสงบก็เกิดความพยายามที่จะสร้างระบบการเงินแบบใหม่ให้กับโลกอีกครั้ง เรียกว่า Bretton Woods System ระบบนี้เป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่เช่นเดิม แต่ peg ค่าเงินของทุกประเทศไว้กับดอลล่าร์ ในขณะเดียวกันก็มีกลไกลรักษาสมดุลด้วยการให้ธนาคารกลางของแต่ละประเทศเข้าไปแทรกแซงตลาดเงินอยู่ตลอดเวลาเป็นการสร้างดีมานด์และซัพพลายเทียมเพื่อทำให้อัตราแลกเปลี่ยนให้คงที่ (เป็นการปรับสมดุลแบบหลอกๆ เพราะอัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปตามดีมานด์ซัพพลายจริง แต่เป็นดีมานด์ซัพพลายเทียม)
ระบบนี้ธนาคารกลางของทุกประเทศจะต้องใช้เงินดอลล่าร์เป็นทุนสำรองของทุกประเทศและใช้ทุนสำรองนี้เข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยที่สหรัฐเป็นประเทศเดียวที่รับแลกเงินดอลล่าร์กับทองคำในอัตราคงที่ที่ $35/ออนซ์ เพื่อทำให้เงินดอลล่าร์มีความน่าเชื่อถือมากเท่ากับทองคำ ธนาคารกลางของทุกประเทศจะได้มั่นใจที่จะเก็บทุนสำรองไว้ในรูปของดอลล่าร์
ระบบนี้ใช้การได้ดีถึง 20 ปี แต่หลังจากนั้น สหรัฐฯ เกิดต้องใช้จ่ายไปกับสงครามเวียดนามครั้งใหญ่ทำให้ขาดดุลการค้าจำนวนมหาศาล ผู้คนเริ่มไม่มั่นใจในเงินดอลล่าร์จึงแห่กันนำเงินดอลล่าร์มาเปลี่ยนเป็นทองคำมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด นิกสัน ต้องประกาศยกเลิกการรับแลกทองคำกับเงินดอลล่าร์กลายเป็นวิกฤตค่าเงินอีกครั้ง
หลังจากวิกฤตสงบลง ระบบการเงินของโลกก็ยังเป็นระบบที่คล้ายกับ BWS อยู่เช่นเดิมตรงที่ประเทศส่วนใหญ่ก็ยังคงบริหารเงินทุนสำรองของตัวเองในรูปของเงินดอลล่าร์เป็นหลัก แต่คราวนี้เงินดอลล่าร์กลับมั่วนิ่มไม่มีทองคำหนุนหลังไปเฉยๆ ซะงั้น ภาวะเช่นนี้ก่อให้เกิดการเสียวินัยทางเงินของสหรัฐได้ง่าย เพราะสหรัฐฯ จะสามารถพิมพ์เศษกระดาษออกมาซื้อสินค้าจากประเทศอื่นได้โดยไม่จำกัด สหรัฐจึงเริ่มใช้จ่ายเกินตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน ประเทศส่งออกก็หันมาเติบโตโดยการพึ่งพาการใช้จ่ายเกินตัวของสหรัฐฯ เป็นหลัก สหรัฐฯ จึงขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องและมีหนี้สินล้นพ้นตัว กลายเป็นปัญหา Global Imbalance
Global Imbalance เป็นปัญหาที่ไม่มีใครอยากแก้ไข เพราะทุกฝ่ายล้วนได้ประโยชน์ระยะสั้นจากปัญหานี้ ความไม่สมดุลนี้กลายเป็นดินพอกหางหมูที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เกิดความไม่มั่นใจในเงินดอลล่าร์เมื่อเร็วๆ นี้ในที่สุด
โลกของเรากำลังจะเข้าสู่การปรับตัวครั้งใหญ่อีกครั้ง เพื่อขจัดความไม่สมดุลที่สะสมมานานนี้ให้หมดไป เป็นที่เชื่อกันว่า การปรับตัวครั้งนี้จะพาโลกของเราเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจซบเซาทั่วโลก (Global Recession)
วิกฤตค่าเงินเกิดขึ้นเป็นระยะๆ (ไทย เม็กซิโก อาเจนติน่า และล่าสุดก็สหรัฐ) และจะยังคงเกิดขึ้นต่อไปอีกในอนาคต ตราบใดที่โลกของเราปรารถนาที่จะเห็นอัตราแลกเปลี่ยนนิ่งอยู่
ระบบที่ไม่มีวิกฤตคือ ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวที่ปราศจากการแทรกแซงใดๆ ของธนาคารกลางอย่างแท้จริง (unmanaged float) เนื่องจากเป็นระบบที่ไม่กดค่าเงินให้อยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ค่าเงินจะถูกปรับให้เป็นไปตามความเป็นจริงอยู่ตลอดเวลาช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความไม่สมดุลขึ้น (เมื่อขาดดุลการค้ามากๆ ค่าเงินก็จะอ่อนลง การส่งออกก็จะค่อยๆ ดีขึ้น ดุลการค้าก็จะกลับมาดีเอง) แต่ระบบนี้เกิดขึ้นได้ยาก เพราะเป็นระบบที่ไม่ทนต่อ “แรงเสียดทานทางการเมือง” ของกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มต่างๆ ในสังคมที่จะได้ประโยชน์จากการที่ค่าเงินอ่อนหรือแข็งเกินความเป็นจริง
โลกของเราจึงยังต้องเผชิญกับวิกฤตค่าเงินอีกต่อไปเรื่อยๆ
11 ความคิดเห็น »
RSS feed สำหรับความคิดเห็นในกระทู้นี้ TrackBack URI
เขียนความคิดเห็นของคุณ
บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.
กระจ่างชัดเช่นเคย ครับ
ท่านแม่ทัพ
ว่าแต่ ถ้าเป็นอย่างนี้
ปัญหาของ sub prime ที่วิกฤตอยู่ตอนนี้
ส่วนหนึ่งก็มาจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วยหรือเปล่าอ่ะท่าน
Comment โดย the_boy_10 — กุมภาพันธ์ 5, 2008 #
เคยเรียนมาหนนึงแล้วแต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องสำรองเป็นดอลล่าร์ด้วย
กำลังจะไปรื้อชีทตอนเรียนมาอ่านใหม่ พอดีมาเจอบทความนี้เข้า ดีจริงๆคับ
จะติดตามอ่านต่อไป ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้เลยคับ (หนังสือของท่านตอนนี้สามารถ
หาซื้อแต่ละเล่มได้ที่ไหนบ้างคับ)
Comment โดย halleruya — กุมภาพันธ์ 5, 2008 #
ท่านเขียนเรื่อง Sub prime หน่อยสิ แฟนคอลัมส์คนนึงอยากอ่าน
Comment โดย mk41 — กุมภาพันธ์ 5, 2008 #
ดอลล่าร์มีส่วนทำให้เกิดปัญหาซับไพรม์ทางอ้อมครับ ดอลล่าร์ที่เป็นเหมือนทองคำ ทำให้สหรัฐเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่ายเกินไป
หนังสือผมไปซื้อที่บีทูเอสในห้างเซ็นทรัลจะได้ครบที่สุดครับ (ยกเว้นวัดมูลค่าหุ้นหายากมากแล้ว)
เอาไว้ผมมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับซับไพร์มที่หาอ่านไม่ได้ทั่วไปจะมานำเสนอครับ
Comment โดย 1001ii — กุมภาพันธ์ 5, 2008 #
แล้วอัตราแลกเปลี่ยน กับเงินกู้ต่างประเทศ
ถ้าลอยตัวแบบไม่แทรกแซงแล้วจะชำระหนี้กันยังไงครับ
จะเหมือนกับการนำเข้าและส่งออก หรือเปล่าครับ
Comment โดย ไม่บอกจะรู้ได้ไง — กุมภาพันธ์ 6, 2008 #
เหมือนกันครับ
Comment โดย 1001ii — กุมภาพันธ์ 6, 2008 #
เห็นคุยเรื่องหนังสือกัน ขอถามหน่อยนะครับ
หนังสือ การวัดมูลค่าหุ้น นะครับท่าน
มีวี่แววว่าจะพิมพ์เพิ่มบ้างไหมครับ อยากได้..
สั่งทาง อีแมว ล่ะได้ไหมครัย..
Comment โดย the_boy_10 — กุมภาพันธ์ 6, 2008 #
อ่านพารากราฟสุดท้ายของคุณ 1001ii แล้วก็นึกเลยไปถึงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่มีผลต่อการค้าระหว่างประเทศ เพราะปัจจุบัน ภาคธุรกิจรวมทั้งภาครัฐบาลของไทย มักจะมองที่อัตราแลกเปลี่ยนเป็นหลัก ในการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พอเงินแข็งค่ากันทีหนึ่ง ก็เดือดร้อน ต้องปิดบริษัทกันวุ่นวาย
ค่าเงินเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนครับ มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตลอด ไม่ว่ารัฐบาลจะพยายามรักษาให้มันมีเสถียรภาพมากแค่ไหน หรือด้วยวิธีอะไร อัตราแลกเปลี่ยนคงที่หรือลอยตัว สุดท้ายแล้ว ค่าเงินมันก็จะต้องเปลี่ยนแปลงไปอยู่ดี เพราะเศรษฐกิจมีพลวัต ทั้งในทางที่แข็งขึ้นหรืออ่อนลง ซึ่งผมมองว่าธุรกิจไทย ยังไม่แกร่งพอสำหรับการแก้โจทย์ข้อนี้
ส่วนที่สำคัญคือภาครัฐ ผมอยากให้มองถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นปัจจัยหลักในการสร้างความสามารถทางการแข่งขัน เพราะทุกวันนี้ จะให้เราไปแข่งขันด้านราคา คงจะสู้ประเทศเกิดใหม่ไม่ได้ ถ้าเราไม่ขยับไปชกในรุ่นที่ใหญ่ขึ้น ก็น่าคิดว่าไทยจะยืนตรงจุดไหนในระบบการค้าโลก
Comment โดย Chalermporn — กุมภาพันธ์ 6, 2008 #
ตอน พม่า มีปัญหา หลายประเทศ พยายามแทรกแซง …
ถ้าไม่ยุ่งกับเขา เราก็ยุ่ง … ถ้ายุ่งกับเขา เราก็ยุ่ง เหมือนกัน
เวลานั้น ทั่นสุรินทร์ พิศฯ ไปบอกในที่ประชุม อาเซียนว่า
พวกเรา ควรดำเนินนโนบาย Flexible Engagement
ตอนบาทมีปัญหา … ความคิดเรื่อง บาทนิ่ง บาทลอย ก็นำมาถกกัน
ในที่สุด … จบลงด้วยว่า managed float
ตอบแบบนี้ ออกทั้งหัวทั้งก้อย คือ ลอย แต่จะคอยดูให้มันนิ่ง
คล้าย Flexible baht …
ส่วนตัวเห็นด้วย … ที่จะให้ flexible เอาประโยชน์สูงสุด ณ เวลานั้นๆ
ถ้าเวลานั้น float แล้ว เราได้มาก ก็ทำ … ถ้า fix แล้ว เราได้มาก ก็ทำ
แบงค์ชาติทำได้ ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ
ไม่ใช่กะล่อน แต่(อยากให้)คิดว่า …
… สหรัฐฯ ให้เงินเกินตัว พอมีปัญหา คนอื่นก็รับกรรมไปด้วย ไม่แฟร์
เหมือนกับ แบงค์ไทย ธุรกิจไทย นายทุนไทย ใช้เงินเกินตัว
… พอมีปัญหา … คนอื่นๆ ก็รับกรรมไปด้วย
แบงค์ นายห้าง นายทุน … ล้มนิ่มๆ
เพราะ รัฐฯ (บรส) รับซื้อราคาถูก ล้างหนี้ให้
คนชุดเดิม มาซื้อต่อ (ราคาถูก และถูกกฏหมาย) เอาไปขาย ทำกำไรต่อ
หนี้สินหายทันที ได้กำไรอีกต่างหาก … แฟร์หรือนี่?
อยู่ที่แบงค์ชาติ จะทำหรือไม่ ไม่ใช่รัฐบาล — รัฐฯ ไม่ทำอยู่แล้ว
อะไรที่เสี่ยงต่อ ฐานคะแนน ไม่มีทางแตะ ทั้งไทย ทั้งเทศ
… เข้าใจถูกไหม ??
: )
Comment โดย khun_aut — กุมภาพันธ์ 6, 2008 #
อึม วิเคราะห์ได้เยี่ยมทั้งสองท่านเลย สงสัยผมจะเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนซะแล้ว
ขอเสริมคุณเฉลิมพร ค่าเงินนิ่งอยู่ที่เดิมตลอดไปไม่ได้เพราะความสามารถในการแข่งขันของสินค้าและความน่าลงทุนของแต่ละประเทศโดยเชิงเปรียบเทียบนั้น มันไม่เคยอยู่ที่เดิม แต่มันเป็นไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
ผมคิดว่าระบบราชการไม่เอื้อต่อการกล้าตัดสินใจครับคุณ knun_ant ธปท.กลัวว่าถ้าตัดสินใจไปแล้ว ผิดพลาดขึ้นมาความซวยจะตกอยู่กับตัวเอง เพราะฉะนั้นต้องป้องกันตัวเอาไว้ก่อน ด้วยการไม่ทำอะไรที่แตกต่างไปจากวิธีการในอดีตโดยเด็ดขาด
Comment โดย 1001ii — กุมภาพันธ์ 6, 2008 #
การที่เงินบาท มี ตลาด offshore มันจะมีผลอะไรกันบ้างครับ
สุดท้ายเเล้ว ทุกสิ่งก็เป็นวัฏฏสงสาร
..
Comment โดย terati20 — กุมภาพันธ์ 8, 2008 #