0112: โอกาสทองของไทย
กุมภาพันธ์ 15, 2008 at 8:00 am | In Economics | 21 Comments
ประเทศไทยของเราเป็นประเทศเกษตรกรรมมาตั้งแต่ดั่งเดิม เพราะภูมิประเทศที่เหมาะสม แต่ที่ผ่านมา อาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่ไม่ค่อยดีเท่าไร เพราะผลผลิตล้นตลาดอย่างต่อเนื่อง ราคาพืชผลตกต่ำ ซัพพลายมากกว่าดีมานด์ อีกด้านหนึ่ง เราก็เป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานจำนวนมาก เพราะเราไม่มีแหล่งน้ำมันดิบเป็นของตัวเอง เราต้องพยายามส่งออกให้ได้มากๆ อยู่ตลอดเวลาเพื่อให้แน่ใจว่าเรามีเงินต่างประเทศพอที่จะนำเข้าพลังงานมาใช้ พลังงานก็ดูเหมือนจะแพงขึ้นทุกวัน
ปัญหาการขาดแคลนพลังงานของโลกยังเป็นปัญหาระยะยาว ในขณะที่พลังงานทางเลือกที่มาจากพืช เช่น อ้อย ข้าวโพด มันสัมปะหลัง ปาล์ม สบู่ดำ ก็ดูเหมือนจะเป็นพลังงานทดแทนที่เป็นไปได้มากที่สุดในทางปฏิบัติในเวลานี้ ประเทศที่พัฒนาแล้วเช่นยุโรปมีการตื่นตัวเรื่องนี้มาก เขามีความต้องการใช้พลังงานทางเลือกอย่างมหาศาล และมีเทคโนโลยีทางด้านนี้ที่พร้อมกว่าเรา แต่สิ่งที่เขาไม่มีคือเขาไม่มีพื้นที่การเกษตร พื้นที่การเกษตรในโลกนี้มีค่อนข้างจำกัดและเป็นปัจจัยการผลิตที่เพิ่มจำนวนขึ้นได้ยากที่สุดในระยะสั้น เมื่อความต้องการพืชพลังงานทดแทนเพิ่มสูงขึ้นแบบกระทันหัน ราคาพืชผลเหล่านี้จึงพุ่งขึ้นอย่างมาก ข้าวโพดมีราคาสูงขึ้นมากกว่า 150% แล้วในสองปีที่ผ่านม (ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากราคามากที่สุดคือผู้ที่เป็นเจ้าของพื้นที่การเกษตรซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดในโลกนี้)
โอกาสทองของไทยมาถึงแล้ว เราเป็นประเทศหนึ่งที่มีพื้นที่การเกษตรอย่างล้นเหลือในขณะที่ต้องพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ ทำไมเราไม่หันมาปลูกพืชพลังงานทดแทนอย่างจริงๆ จังๆ ขอเพียงแค่กล้าหันเข้าหาสิ่งใหม่ รัฐอาจเข้ามาช่วยแนะนำเกษตรให้สามารถปลูกพืชชนิดใหม่ที่แต่ไหนแต่ไรมาปู่ยาตายายอาจจะไม่เคยปลูกมาก่อน ที่จริงแล้ว ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์ม สบู่ดำ ล้วนแต่เป็นพืชที่เราปลูกได้อยู่แล้วทั้งนั้น ปลูกให้ได้เป็นล้านๆ ไร่ แล้วส่งออกพืชพลังงานทดแทนเป็นหลัก ชาติอื่นมีเทคโนโลยีสูงกว่าเราก็จริง แต่เขาไม่มีพื้นที่การเกษตร เปลี่ยนประเทศของเราจากประเทศที่นำเข้าพลังงาน กลายเป็นประเทศที่ส่งออกพลังงานทางเลือกรายหลักของโลก เราจะได้ยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเองเรื่องพลังงานสักที การนำเข้าจะลดลง ในขณะเดียวกัน เกษตรกรก็จะได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเพราะพืชที่ปลูกมีราคาสูงของมันเองโดยที่รัฐบาลไม่ต้องคอยเอาภาษีมาประกันราคาสินค้าเกษตรเหมือนแต่ก่อน ดูแล้วมีแต่ได้กับได้ อย่างนี้แหละถึงจะเรียกว่าทำให้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ยิงทีเดียวได้นกสองตัว ดีกว่าคอยอัดฉีดเงินเข้าระบบเป็นไหนๆ
อยากให้บ้านเราทำเรื่องนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ เลิกใช้ fossil energy และเปลี่ยนจากประเทศนำเข้าพลังงานให้กลายเป็นประเทศส่งออกพลังงานไปเลย
21 ความคิดเห็น »
RSS feed สำหรับความคิดเห็นในกระทู้นี้ TrackBack URI
เขียนความคิดเห็นของคุณ
บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.
การปลูกพืชพลังงาน มากๆ จะทำให้พื้นที่ปลูก พืชที่ใช้เป็นอาหาร ลดลง
ทำให้อาหารเเพงขึ้นละเปล่าคับ ?? คนจะบุกรุกป่ามากขึ้นละเปล่า??
การปลูกพืช มันมีหลายปัจจัยที่ คุมไม่ได้อะครับเช่นลมฟ้า อากาศ เช่น ปาล์ม ถ้าปีไหนเเล้งก็ ผลปาล์มไม่ดี ราคาก็สูงขึ้น เเต่เกษตรกรก็ไม่มี ลูกปาล์มส่ง
นึกถึงเกษตรกรตอนนี้ปลูกยางกันมาก ทั้ง อีสาน ตะวันออก อะไรเเพงก็เเห่ตามกันไป
Comment โดย terati20 — กุมภาพันธ์ 15, 2008 #
การปลูกพืชพลังงานทางเลือกจะแย่งพื้นที่ปลูกพืชอาหารทำให้อาหารมีราคาแพงขึ้นอย่างมากแน่นอนครับ เพราะพื้นที่เกษตรนั้นอุปทาน inelastic มากๆ แต่นั่นก็คือสิ่งที่เราต้องการครับ ถ้าเราต้องการให้สินค้าเกษตรขายได้ราคา วิธีเดียวเท่านั้นคือการทำให้อุปทานลดลง นักเศรษฐศาสตร์บอกว่า ถ้าเกษตรกรทุกรายเอาผลผลิตของตัวเองมาเผาทิ้งไปครึ่งหนึ่ง แล้วค่อยเอาที่เหลือไปขาย ทุกคนจะมีกำไรสูงขึ้น เพราะ inelasticity ทำให้ ราคาเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าปริมาณขายที่ลดลง รายได้จึงมากกว่าเดิม
นักเศรษฐศาสตร์ฟันธงว่า อาชีพเกษตร เป็นอาชีพที่ไม่น่าทำ เพราะความไม่แน่นอนสูงเหลือเกิน ที่จริงแล้ว ที่ดีที่สุด ควรจะเลิกทำไปเลย แต่ผมว่าสำหรับบ้านเรา ยังไงก็ต้องทำ เพราะภูมิประเทศเราได้เปรียบ เรามีพื้นที่ที่ทำการเกษตรได้มากกว่าประเทศอื่น การหาวิธีทำให้ผลผลิตขาดแคลนน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด (ดีกว่าเลิกทำไปเลย)
คิดว่างั้น
Comment โดย 1001ii — กุมภาพันธ์ 15, 2008 #
ตอนนี้เค้า (นักวิทยาศาสตร์) กำลังถกเถียงกันว่า การปลูกพืชใช้เป็นพลังงานทดแทน อาจจะไม่ได้ดีอย่างที่คิด และอาจจะได้ผลเสียมากกว่าเสียด้วย
ผมจะไปค้นเหตุผลและบทความจริงมาให้ทีหลัง
Comment โดย lek — กุมภาพันธ์ 15, 2008 #
ปัญหาน่าจะอยู่ที่ว่า ถ้าทำอย่างนี้แล้ว รัฐบาลเค้าจะไม่ได้อะไรนะสิครับ
ถ้ารัฐไม่ได้อะไร แล้วพวกท่านเหล่านั้น จะทำหรอ ท่านแม่ทัพ…
Comment โดย hOuSe' — กุมภาพันธ์ 15, 2008 #
ติดใจบล็อกนี้ซะแล้ว เลยแวะเวียนมาเยี่ยมเป็นประจำครับ 555+
เคยได้ยินมาเหมือนกันว่าในเวลานี้ การใช้พลังงานทางเลือกอย่างไบโอดีเซลหรือแม้กระทั้งแอลกอฮอล์ ไม่คุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ เพราะต้นทุนแพงกว่าน้ำมัน (อันนี้ต้องเช็คข้อมูลอีกที)
แต่เราต้องไม่ลืมว่าอุปทานน้ำมันดิบของโลกเริ่มตึงตัวแล้ว การผลิตน้ำมันดิบของโลก ได้ผ่านจุดสูงสุดตามแนวคิดจากโมเดลของ Hubbert ไปแล้วเมื่อสัก 3-4 ปีก่อน นั่นหมายความว่าเราจะไม่มีอุปทานต่อน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นเพื่อมาชะลอราคาของน้ำมันลงอีกต่อไป ดังยั้น สักวันหนึ่งการลงทุนในพลังงานทางเลือก จะคุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ เมื่อราคาน้ำมันดิบขึ้นไปถึงจุดหนึ่ง (ทั้งนี้ ไม่รวมเทคโนโลยีที่สามารถพัฒนาให้ต้นทุนพลังงานทางเลือกลดลงด้วย)
นอกจากนี้ ในเรื่องราคาสินค้าประเภทอาหาร ก็อาจจะเพิ่มขึ้นจริง แต่ผลกระทบอาจจะไม่มากนัก เพราะปัจจุบัน เศรษฐกิจโลกโลกาภิวัตน์มาก ประเทศไทยเอง อาจจะเปลี่ยนจากผลิตสินค้าเกษตรเพื่อเป็นอาหาร ไปผลิตสินค้าเกษตรเพื่อใช้เป็นพลังงานแทน แล้วนำเข้าอาหารบางประเภทจากประเทศอื่น ๆ ที่ราคาต่ำกว่าแทนก็ได้ หากเรามีรายได้ที่มากขึ้นจากพลังงานอย่างมีนัยสำคัญจริง
อันนี้เป็นความเห็นแบบยังไม่มีข้อมูลอ้างอิง ยังไงอาจต้องรบกวนเจ้าของบล็อกมาช่วยแนะนำอีกทีครับ
ปล. ตอนนี้ผมกำลังอ่านหนังสือเรื่องความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัยไทย ของ ศ.ดร. จรัส อธิการจุฬาอยู่ครับ ก็เป็นแนวคิดเกี่ยวกับการนำมหาวิทยาลับยออกนอกระบบ ได้มุมมองหลายอย่างเลย ยังไงหากมีโอกาสหวังว่าจะได้อ่านเรื่องสนุก ๆ ในประเด็นนี้จากเจ้าของบล็อกนะครับ ^_^
Comment โดย Chalermporn — กุมภาพันธ์ 15, 2008 #
ข้อมูลจาก Economist ฉบับวันที่ 22 เม.ย. 2006
ราคาน้ำมันที่จะทำให้ พลังงานทางเลือกเหล่านี้มีความเป็นไปได้ในทางพาณิชย์ (อ้างอิงจาก Cambridge Energy Research Associates)
USD 80 —> Biodiesel
USD 60 —> US Corn-based ethanol
USD 50 —> Shale Oil
USD 40 —> Tar sand, Brazillian cane-based ethanol, Gas-to-liquid (GTL), Coal-to-liquid
USD 20 —> Conventional Oil
ตอนนั้นเขาว่าไม่คุ้มกัน แต่ตอนนี้น้ำมันเหนือ 90 คุ้มหมดแล้ว เหอๆ
ยุโรปเป็นตลาดที่สำคัญมาก เพราะยุโรปต้องการจะใช้พลังงานทางเลือกมหาศาล โดยไม่สนใจว่าคุ้มหรือไม่ (ทวีปนี้เห่อเรื่องโลกร้อนที่สุด) แต่เขาผลิตเองได้น้อยมากเพราะขาดแคลนพื้นที่การเกษตร
Comment โดย 1001ii — กุมภาพันธ์ 15, 2008 #
555+ ข้อมูลผมไม่อัพเดทเลยแฮะ ขอบคุณเจ้าของบล็อกครับ
Comment โดย Chalermporn — กุมภาพันธ์ 15, 2008 #
เรียนคุณสุอี้ผมเพิ่งจะเป็นมือใหม่หัดลงทุนในตลาดหุ้นอยากจะขอความอนุเคราะห์แนะนำหนังสือดีๆ เพื่อเป็นแนวทางในการลงทุนที่ยั่งยืนด้วยครับ จะโพสตอบก็ได้ หรือ mail มาบอกที่ as_apples@hotmail.com ขอขอบคุณล่วงหน้านะครับ
Comment โดย Leon — กุมภาพันธ์ 16, 2008 #
เรื่องของต้นทุนการผลิตไบโอดีเซล ไม่ใช่ประเด็นหลักอีกต่อไป เพราะว่ามัน”คุ้มค่า”แก่การผลิตมาตั้งนานแล้ว และก็มีแนวโน้มที่จะดีขึ้นด้วย.
ประเด็นที่มีการถกเถียงปัจจุบันคือ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่างหาก เพราะการปลูกพืชพลังงานทดแทนอาจจะส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม (รวมไปถึงการใช้พืชที่มีการดัดแปลงพันธุ์กรรมมากปลูก).
แต่การนำน้ำมันมารีไซเคิลนั้นเป็นคนละเรื่องนะครับ… อันนี้เป็นเรื่องดี (หรือการนำของเหลือจากการเกษตรมาทำเป็นพลังงานทดแทน ก็เป็นเรื่องที่ดี)
Comment โดย lek — กุมภาพันธ์ 16, 2008 #
FYI: recycle carbon emission
http://www.gatech.edu/newsroom/release.html?id=1707
Comment โดย lek — กุมภาพันธ์ 16, 2008 #
ลองหาข้อมูล เกี่ยวกับเรื่องนี้ ในประเทศบราซิล ดูสิครับ
ได้ข้อมูลดีๆ อีกเพียบ
เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ ผู้นำรัฐ จะจริงใจในการทำหรือเปล่าก็แค่นั้นเองครับ
Comment โดย dcopywriter — กุมภาพันธ์ 16, 2008 #
ใจจริง ผมอยากเห็นการลด demand ด้วยอะครับ
เช่น Mass transit มากกว่าจะช่วยประหยัดพลังงานมากๆ
หรือเอาดิบๆเลย รณรงค์ให้ขี่จักรยาน
Comment โดย terati20 — กุมภาพันธ์ 18, 2008 #
ประเทศไทย ไม่ตัดคอคอกะ เป็นทางการ(แบบดีๆ)บอกว่าไม่คุ้มทุน (ไม่รู้ไม่เป็นทางการสิงคโปร์จะยอมหรือไม่ หรือ จะยอมจ่ายเงินกี่พันล้านเพื่อไม่ให้เกิดขึ้น) ในเรื่องภาษีมรดก ไม่มีโอกาสเปลี่ยนแปลง ในทางทางการ(แบบดีๆ) บอกว่าต้องใช้เวลาในการศึกษาผลกระทบ เพราะมีคนเฒ่าคนแก่ มีเพื้นที่นามากๆไม่เข้าใจ (แบบไม่เป็นทางการคือ ผู้ที่เป็นใหญ่ในการบริหาร มักจะมีมรดกมากและไม่ต้องการเสียภาษี) ธุรกิจน้ำมันในอดีต ถูกดูแลด้วยกลุ่มทหาร ในทางทางการ(แบบดีๆ) บอกว่าธุรกิจน้ำมันเป็นยุทธโทปกรณ์ด้านการสงคราม ต้องมีผู้ใหญ่ดูแลอย่างใกล้ชิด จนถึงปัจจุปัน หลายๆส่วนก็ยังคงมีธหารดูแล รวมถึงคนใหญ่คนโต มีหุ้นในการดูแลอยู่ ดังนั้น โอกาศเกิดไบโอดีเซล ถ้าไม่ใช่พระราชดำรัสของในหลวงมีโอกาศเกิดแค่ 0.00000001% เพราะ บริษัทน้ำมัน ไม่มีที่ใดมีฐานในการผลิตพีชน้ำมัน ดังนั้นถ้าไม่ใช่ผู้บริหารแบบคิดใหม่ทำใหม่ มิมีทางที่จะทำใจกับผลประโยชน์ของตัวเองในด้านธุรกิจน้ำมันสูญเสียไปได้ ปัญหาในเรื่องพื้นที่การเพาะปลูกและอาหารคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะประเทศไทยอุดมสมบูรณ์จริงๆ ผลผลิตต่อไร่สูง มีพื้นที่ที่ทำได้อีกมากๆ แต่ขาดการส่งเสริมที่ชัดเจน จากรากฐานเก่าๆในอดีต ผมขอให้พระศรีรัตนฯช่วยคุ้มครองให้ไทยผ่านจุดนี้ไปได้และเป็นผู้ส่งออกพลังงานที่รักษาโลกด้วยเถิด
Comment โดย Yes indeed — กุมภาพันธ์ 24, 2008 #
ผมสังเกตว่า ธุรกิจบ้านเราที่กำไรดีจริงๆ คือธุรกิจที่ต้องอาศัยอิทธิพลต่างๆ ในขณะที่ประเทศอื่น ธุรกิจที่กำไรดีๆ คือธุรกิจประสบความสำเร็จในการตอบสนองผู้บริโภค
ถ้าเราเปลี่ยนตรงนี้ได้ ประเทศเราจะดีขึ้นเยอะเลย การอุ้มค่าเงิน การลดดอกเบี้ย การอัดฉีด(ผลาญ)งบประมาณ เป็นวิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่ตรงประเด็น
Comment โดย 1001ii — กุมภาพันธ์ 24, 2008 #
เรียนท่านแม่ทัพ สุมาอี้ ข้าพเจ้าขอเรียนถามท่านว่าเจ้าหุ้นพื้นฐานดี หรือหาหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีๆ
ในการลงทุน แล้วคำที่ว่า “พื้นฐาน” เนี่ยมันมีรอะไรเป็นองค์ประกอบบ้างสำหรับหุ้นหนึ่งตัว ข้าพเจ้าอ่านบทวิเคราะห์แล้วงง มากๆ ช่วยไขข้อข้องใจด้วยเถิด ท่านแม่ทัพ T_T
Comment โดย Leon — กุมภาพันธ์ 24, 2008 #
หุ้นที่น่าลงทุนคือหุ้นที่มีลักษณะ 4 ประการ
1. อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตดีต่อเนื่อง
2. บริษัทมีข้อได้เปรียบคู่แข่งขัน
3. ผู้บริหารมีความสามารถและน่าเชื่อถือ
4. ราคาหุ้นยังไม่แพง
Comment โดย 1001ii — กุมภาพันธ์ 24, 2008 #
ขอบพระคุณมากครับ
จิงๆแล้วท่านแม่ทัพ สุมาอี้เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ไหนหรืเปล่าครับเนี่ย เริ่มจะสงสัย
Comment โดย Leon — กุมภาพันธ์ 24, 2008 #
ไม่รู้มาเขียนช้าไปหรือเปล่า
ปกติมาอ่านที่นี่บ่อยๆ ทั้งอ่านหนังสือคุณทุกเล่ม แต่ก็ไม่ได้เขียนบ้างสักที
วันนี้ผมสะดุดกับบางข้อความในบทความที่ว่า
“ราคาพืชผลเหล่านี้จึงพุ่งขึ้นอย่างมาก …ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากราคามากที่สุดคือผู้ที่เป็นเจ้าของพื้นที่การเกษตรซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดในโลกนี้”
ผมเคยมานั่งคิดวิเคราะห์ trend ธุรกิจเกษตรใน 5-10 ปีข้างหน้านี้อย่างจริงจังเพื่อจะลงทุน
ว่าเราควรไปอยู่ในส่วนไหนของ supply chain นี้จึงจะดีที่สุดในช่วงเวลาดังกล่าว
แล้วก็ได้บทสรุปเหมือนที่คุณสุมาอี้คิดเลย คือ ต้องครอบครองพื้นที่เกษตร
แต่พอหาข้อมูลลึกๆ ขึ้นก็พบว่า สิ่งที่คิดนั้นจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อตลาด “เสรี” จริงๆเท่านั้น
ยกตัวอย่าง ข้าว ที่ราคาตลาดโลกสูงขึ้นมากในปีที่ผ่านมา อีกทั้งนักวิจัยซีพีก็เพิ่งประกาศว่าข้าว
เหมาะสมที่สุด ในการนำมาทำพลังงานทดแทน ซึ่งดูแล้วมีอนาคตมากๆ ใครครองพื้นที่ปลูกข้าว
น่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีตามๆ กัน
แต่พอไปถามชาวนาจริงๆ ปรากฎว่า ราคาที่เขาขายได้เพิ่มน้อยมากเมื่อเทียบกับตลาดโลก
แน่นอนว่าพ่อค้าจำเป็นต้องกำไรมากกว่า เพราะต้องแบกความเสี่ยงมากกว่านั้นก็จริง แต่ก็ยังมากเกินไป
มันต้องมีคนที่ยอมรับซื้อราคาที่สูงกว่านี้สิ เพราะ margin ยังเหลืออีกเยอะมาก
ชาวนาบอกว่า ที่นี่ (จังหวัดหนึ่ง) ก็มีคนรับซื้ออยู่เจ้าเดียว และเค้าเป็นกำนัน…
ถ้าจะเอาราคาดีกว่านั้นก็ไม่ต้องขาย ทำไงได้ ข้ามถิ่นขายก็เปลืองค่าขนส่ง แถมอาจมีปัญหา
กับชนชั้นปกครองได้อีก ส่วนสหกรณ์ก็มีแต่เส้นสายอิทธิพล ไม่ได้ทำหน้าที่อะไร
ข้าราชการก็ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะรับเงินนายทุน จึงไม่ต้องหวังพึ่ง
แน่นอนว่าใครจะไปรับซื้อแข่งขันด้วย ก็อาจจะมีต้นทุน (ความปลอดภัยในชีวิต) ที่สูงเกินไป
ผมถึงได้ตระหนักว่า “แรงเสียดทานที่ทำให้ตลาดไม่เสรี”นี่ต่างหาก
ที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศไทย
ที่ทำให้เกษตรกรไทยยากจนตลอดมา
ไม่ว่าสถานการณ์ภายนอกจะดีร้ายประการใดก็ตาม
และมันนำมาซึ่งปัญหาอีกนานับประการ ทั้งการกระจายรายได้ที่นับวันยิ่งห่าง คอรัปชั่น ผู้มีอิทธิผล
ปัญหาสังคม คุณภาพชีวิต คุณค่ามนุษย์ ฯลฯ
Comment โดย BG — มีนาคม 10, 2008 #
ประเทศที่พัฒนาแล้ว เกษตรกรเป็นนายทุนเอง เพราะอาชีพเกษตรเป็นอาชีพของนายทุน
เห็นด้วยเรื่องปัญหาของไทย ประเทศของเราขาดความโปร่งใสอย่างรุนแรง อะไรๆ ก็ต้องอาศัยเส้นสาย อิทธิพลไปหมดทุกอย่าง แทนที่จะแข่งขันกันด้วยการนำเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้กับตลาด
Comment โดย 1001ii — มีนาคม 11, 2008 #
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ
Comment โดย Leon Future Marry2012 — มีนาคม 15, 2008 #
ราคาน้ำมันพืชเก่าพุ่งแรงขนาดนี้ในอนาคตอาจจะเป็นเหมือนกับน้ำมันดีเซลแน่ ๆ
Comment โดย แก้มใส — มิถุนายน 19, 2008 #