0117: เส้นโค้งรูปตัวเจ

มีนาคม 15, 2008 at 8:09 am | In Economics | 10 Comments

openness.gif

ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The J-Curve เขียนโดย Ian Bremmer หนังสือเล่มนี้ได้นำเสนอแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจมากทีเดียว….

ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์นั้น ระดับของการเปิดสู่โลกภายนอกกับความมั่นคงของแต่ละประเทศนั้น ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันแบบง่ายๆ ในด้านหนึ่ง ประเทศที่เปิดตัวเองมานานแล้วอย่างเต็มที่ เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น นอร์เวย์ ก็เป็นประเทศที่มีความมั่นคงสูง แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศที่ปิดตัวเองอย่างสิ้นเชิง ได้แก่ เกาหลีเหนือ พม่า ซิมบับเว และเบรารุส ในแง่ความมั่นคงก็เป็นประเทศที่มีความมั่นคงสูงมากเช่นกัน ประเทศที่มีปัญหาเรื่องความมั่นคงกลับได้แก่ ประเทศอื่นๆ ที่เหลือส่วนใหญ่ในโลกที่มีระดับของการเปิดตัวเองสู่โลกภายนอกแบบครึ่งๆ กลางๆ เพราะเพิ่งเริ่มเปิดประเทศจากอิทธิพลของกระแสโลกาภิวัฒน์

ถ้าจะแสดงความสัมพันธ์ระหว่างระดับความมั่นคงกับระดับของการเปิดตัวเองสู่โลกภายนอก จะได้กราฟที่มีลักษณะคล้ายอักษรเจ (ดูภาพประกอบ) แกนตั้งแทนระดับของความมั่นคง ส่วนแกนนอนแทนระดับของการเปิดตัวเองสู่โลกภายนอก เกาหลีเหนืออยู่ทางซ้ายสุดของกราฟ ส่วนสวีเดนนั้นอยู่ทางขวาสุด ประเทศอื่นๆ อยู่ที่ใดที่หนึ่งระหว่างกลาง (ความมั่นคงต่ำกว่า) 

สาเหตุที่ประเทศอย่างเกาหลีเหนือมีความมั่นคงสูงมากเพราะประชาชนไม่ได้รับข่าวสารใดๆ จากโลกภายนอกจึงทำให้ปกครองได้ง่าย คิมจองอิวบอกชาวเกาหลีเหนือว่าจำเป็นต้องเอาผลผลิต 25% ของจีดีพีไปใช้จ่ายด้านการทหารเพราะสหรัฐมีแผนที่จะยึดครองโลกอยู่ เกาหลีเหนือจึงจำเป็นต้องมีอาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องกันตัวเอง ชาวเกาหลีเหนือก็ไม่ว่าอะไรเพราะคิดว่าเป็นความจริง 

ในทางตรงกันข้าม ชาวอเมริกันมีสิทธิเสรีภาพอย่างสุดโต่ง เรียกร้องและตรวจสอบสารพัด แต่สังคมก็ไม่เกิดความวุ่นวาย เนื่องจากสถาบันทางสังคมที่จำเป็นสำหรับสังคมแบบเปิด เช่น สภาตรวจสอบ ศาล ตำรวจ องค์กรอิสระ กกต. องค์กรมหาชน สคบ. สหภาพแรงงาน เอ็นจีโอ สื่อมวลชน ฯลฯ ของสหรัฐฯ ได้ผ่านการวิวัฒนาการมานานจนมีความเข้มแข็งพอที่จะรับมือกับความวุ่นวายของสังคมแบบเปิดได้

ที่มีปัญหามากที่สุดคือพวกประเทศที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งแต่ก่อนนี้เคยเป็นประเทศที่ปิดมาก่อน แต่โลกาภิวัฒน์ได้ทำให้ประเทศเหล่านี้เปิดอย่างรวดเร็ว แต่สถาบันทางสังคมที่จำเป็นสำหรับสังคมแบบเปิดของประเทศเหล่านี้ยังไม่เข้มแข็ง ความวุ่นวายในสังคมจึงเกิดขึ้นมากมายในทุกๆ ด้าน

ประเทศที่เพิ่งเปิดประเทศเหล่านี้ต้องการการปฏิรูปเพื่อวิ่งไปสู่ด้านขวาของกราฟ กระบวนการนี้ต้องอาศัยเวลาและความจริงใจของผู้นำเก่าที่จะปฏิรูป และการปฎิรูปจะก่อให้เกิดจุดวิกฤตของความมั่นคงระหว่างทาง (ผ่านจุดต่ำสุดของกราฟ) ด้วย ถ้าผ่านจุดนั้นไปได้ก็จะกลายเป็นประเทศเปิดที่มีความมั่นคง (อยู่ทางขวาของกราฟ) บางประเทศสามารถก้าวผ่านกระบวนการนี้ไปได้ด้วยดี เช่น อัฟริกาใต้ แต่บางประเทศก็ถึงกับล่มสลายกลางทาง เช่น ยูโกสลาเวีย ส่วนใหญ่แล้ว ประเทศที่ปฏิรูปสำเร็จจะต้องมีสถานการณ์ที่บีบบังคับให้การปฏิรูปเป็นทางออกทางเดียวเท่านั้นของผู้นำเก่า

External Shocks ทั้งหลาย เช่น ราคาพลังงาน ซึนามิ วิกฤตการเงิน การก่อการร้ายข้ามชาติ ภาวะอดอยาก สามารถทำให้ประเทศที่กำลังอยู่ครึ่งๆ กลางๆ ซึ่งเปราะบางอยู่แล้ว เกิดวิกฤตความมั่นคงได้ง่ายๆ  (เช่น ราคาก๊าซในพม่า วิกฤตการเงินในอินโดทำให้คนออกมาไล่ฆ่ากัน เป็นต้น )

ผมว่าแนวคิดนี้สามารถเอามาใช้มองประเทศไทยได้เหมือนกัน มันช่วยทำให้เราเข้าใจเกิดอะไรขึ้นกับประเทศตอนนี้ และทางเลือกที่มีอยู่จะพาเราไปสู่จุดไหนกันบ้าง คราวหน้าผมจะลองเอาแนวคิดนี้มาพูดถึงกรณีของบ้านเราดูนะครับ

(ปล. คำว่า J-curve ผู้เขียนยืมมาจากวิชาเศรษฐศาสตร์ แต่ไม่เกี่ยวกันนะครับ)  

10 ความเห็น »

RSS feed สำหรับความเห็นต่อเรื่องนี้ TrackBack URI

  1. เชื่อว่าไทยคงจะอยู่ล่างๆนะครับ…แต่ว่าฝั่งซ้ายหรือขวาของ bottom.
    5555

    แล้วอะไรทำให้ อเมริกามีความมั่นคงสูง ใช่แค่ การวิวัฒนาการหรือเปล่า หรือว่ามีอย่างอื่นด้วย “การวิวัฒนาการมานานจนมีความเข้มแข็งพอที่จะรับมือกับความวุ่นวายของสังคมแบบเปิดได้”

  2. บางครั้งก็แอบอิจฉาประเทศที่ปิดตัวเองหลายๆ ประเทศ แต่กลับมีความมั่นคงในประเทศสูง เห็นว่าความมั่นคงของประชาชนทั้งหมดย่อมจะดีกว่าความั่นคงของผู้นำบางคน ปัญหาที่ได้รับรู้ก็มักจะออกมาในทำนองที่ว่าผู้นำของประเทศต้องการให้ตัวเองมีความมั่นคงเสียก่อนแล้วจึงจะกระจายลงไปสู่ประชาชน…ชีวิตจะต้องการอะไรไปมากกว่าการดำเนินชีวิตที่เต็มไปด้วยความมั่นคง

  3. วิวัฒนาการมานานคือ สถาบันผู้นำประเทศเหลืออำนาจอยู่แค่ส่วนเดียว ส่วนที่เหลือถูกแบ่งไปยังสถาบันทางสังคมต่างๆ โดยที่ สถาบันเหล่านี้สามารถต้านทานการแทรกแซงได้เพราะผ่านร้อนผ่านหนาวมานาน สถาบันเหล่านี้คือตัวแทนของภาคประชาชนและทำให้ภาคประชาชนมีความเข้มแข็งนั่นเอง

  4. สวัสดีครับ ท่านแม่ทัพ อยากจะบอกว่า หนังสือมหัศจรรย์ แห่ง กลยุทธ์ทางธุรกิจนั้นดีมากๆเลยครับ มีประโยชย์และให้แง่คิดในการนำไปปฏิบัติจริงได้ด้วย ชอบมากๆครับ

  5. ยิ่งเปิดรับ กลับยิ่งมั่นคง กระนั้นหรือ?
    นึกไปถึง topic ที่ผ่านมาเรื่อง ซุนวู ของพี่ทั่น

    รออ่านครับ …
    dont make us wait too long!

    : )

  6. ผมว่าการเขียนทฤษฎีมารองรับเรื่องที่มีอยู่แล้ว เป็นไปแล้ว มันธรรมดานะครับ

    จะเขียนให้เป็นโค้งแบบไหนก็ได้ เราก็ผูกเรื่องหน่อย หาตัวอย่างมาประกอบให้น่าเชื่อถือ แค่นี้ก็ได้แล้วครับ คนส่วนใหญ่ก็เชื่อแล้วว่าจริง

    เพราะคนส่วนใหญ่จะอ่านหนังสือได้สักกี่เล่มกันครับ
    แล้วจะมีสักกี่คนที่ไปหาข้อมูลต่อ หรือมีข้อมูลเก่าๆ มาโต้แย้งได้

  7. แย้งคุณ dcopywriter ว่าถึงมันจะธรรมดา แต่ถ้าช่วยเปิดความคิดใหม่ๆได้ ก็เป็นข้อสรุปที่น่าสนใจนะครับ

    ความคิดเก่าก่อนหน้านี้ก็คือ ทุกประเทศต้องวิ่งเข้าสู่การเปิด (Openness) แต่ไม่แน่ว่าแต่ละความคิดจะบอกว่าการปิดนั้น มั่นคงหรือเปล่า? ถ้ามั่นคง มันจะเป็น Bell Curve -Rounding Bottom (ระฆังหงาย) หรือเปล่า?

    อ่านแล้วเห็นว่า เมืองไทยมีสถาบันที่ปากว่าตาขยิบ (คนในประเทศก็ถูกเลี้ยงดูมาแบบนี้) คงต้องถูๆ ไถๆ กันต่อไปแหละครับ

  8. ขอบคุณครับที่แย้ง ชอบให้มีคนแย้งเยอะๆครับ

    ความคิดใหม่ๆ เก่าๆก็มีอยู่มากมายทั่วโลกละครับ
    แต่อันไหนที่สำคัญกับเรา..

    อีกอย่างผมว่าคนไทยนี้เหมาะกับการปกครองด้วย
    ระบบสมบูรณาญาสิทธิราช มากที่สุดแล้วครับ
    อาจเป็นเพราะ เราปกครองด้วยวิธีมานานก็ไม่อาจทราบได้
    หรืออาจเพราะ ปัจจุบันเรามีองค์ในหลวง
    เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระราชอัชฉริยะหลายด้าน
    จึงต้องการให้ทรงปกครองเอง
    เมืองไทยเรา ต้องดีกว่านี้มาก
    ไม่ต้องมาผ่าน นักเลือกตั้งทั้งหลายครับ

    ว่า.แต่มันเกี่ยวเรื่องตัว j ตรงไหนเปล่าครับ..ไปดีกว่า

  9. ประเทศไทย อยู่ตรงไหนของ Curve ครับ

    เเล้ว จีน กับ เวียดนามละ ? สองประเทศนี้เป็นโมเดลที่น่าศึกษามาก

  10. ไม่ได้แวะมานาน สวัสดีครับ ความคิดของท่านยังใหม่และเกาะกระแสใกล้ตัวเสมอ เสนอมุมมองของยุคได้ในระดับที่น่าเชื่อถือ เรื่องที่เขียนก็ต่อเนื่องกันดี พออ่านเสร็จเรากะพูดในใจว่าเออจริงแฮะ แสดงว่าความคิดทางการค้า กับการเมืองมันสามารถต่อเป็นเรื่องเดียวกันได้ จริงๆท่านก็พยายามไม่พูดการเมืองแต่อารมณ์บ้านเมืองตอนนี้มันบังคับให้ต้องเขียนนะสิผมว่านะ ผมก็ว่าต้องให้เลือดตกยางออกกันก่อนถึงจะรู้ว่าใครผิดใครถูกให้ชัดไปเลย โจรอ้างเจ้าเป็นข้อก่อการมันก็หลอกได้แต่คนรู้ไม่ทันต้องให้เห็นเลือดก่อนมันถึงจะได้สติ รุนแรงไปนิดแต่วาถ้าดินมันแข็งก็ใช้เสียมที่มีด้ามหนักๆ มันจะได้ปลูกข้าวได้ ไม่ได้ว่าใครนะครับ แต่เปรียบเปรย ว่าคนเรานี้มันเป็นบัว 4 เหล่า ตาเนื้อมันก็เห็นเป็นคนมีตามีหูมีจมูกเหมือนกัน แต่ว่าปัญญา สั้น ยาว กิเลสหน้า บางต่างกัน สมองใส มัว 100 พ่อพันธุ์แม่ นี้แหละสาเหตุให้การสื่อสารลำบาก พูดไม่ค่อยรู้เรื่องกัน


ใส่ความเห็น

XHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <pre> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.