0120: เรื่องเล่าสมัยแคว้นฉี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว Meng Chang สมุหกลาโหมแห่งแคว้นฉี มีไพร่ศักดินาภายใต้ความดูแลถึง 3 พันคน Meng ต้องอาศัยการปล่อยกู้ให้ชาวบ้านเพื่อเอาดอกเบี้ยที่ได้มาเลี้ยงดูไพร่ศักดินาเหล่านี้ มีอยู่ปีหนึ่งที่การเก็บเกี่ยวไม่ดี ชาวบ้านจำนวนมากไม่สามารถหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยได้ Meng ไม่รู้จะทำเช่นไรดี
Meng มีไพร่ในสังกัดคนหนึ่งชื่อ Feng Quan ซึ่งวันๆ เอาแต่กินเหล้า ไม่มีข้อดีอะไรเลยนอกจากพูดคุยเก่งอย่างเดียว Meng ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วจึงลองส่ง Feng ไปลองทวงหนี้กับชาวบ้านดู
เมื่อ Feng ไปถึง ก็ติดตามทวงหนี้กับชาวบ้านทุกคน ซึ่งก็มีชาวบ้านส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถชำระดอกเบี้ยได้ Feng นำเงินที่ทวงได้ทั้งหมดไปซื้อเหล้ายาปลาปิ้งแล้วประกาศเชิญลูกหนี้ทั้งหมดทั้งที่มีจ่ายและไม่มีจ่ายให้มาร่วมงานเลี้ยงฉลอง
Feng เลี้ยงเหล้าลูกหนี้ทุกคนจนเมามาย แล้วก็แอบตรวจเงินในกระเป๋าของลูกหนี้ทุกคน Feng กำหนดเส้นตายในการชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ทุกคนที่มีเงินมาก ส่วนลูกหนี้ที่ไม่มีเงินเลย Feng ได้นำเอาสัญญาเงินกู้ของพวกเขาเหล่านั้นไปเผาทิ้งเสีย Feng บอกกับลูกหนี้ทุกคนว่า ท่านสมุหกลาโหม ให้ทุกคนยืมเงินเพื่อให้มีทุนทำกิน ในขณะเดียวกันท่านก็ต้องนำดอกเบี้ยที่ได้ไปเลี้ยงดูไพร่ในสังกัด แล้วพวกท่านจะเบี้ยวหนี้กับคนอย่างนี้ได้อย่างไร ชาวบ้านทุกคนที่ได้ฟังดังนั้นก็คิดได้
ท่านสมุหกลาโหมได้ยินข่าวว่า Feng เอาเงินที่เก็บได้ไปซื้อเหล้าแถมยังเอาสัญญาเงินกู้ไปเผาทิ้ง ก็โกรธมากจึงสั่งให้ม้าใช้รีบไปเอาตัว Feng กลับมา เมื่อ Feng กลับมาถึงจึงอธิบายว่า ถ้าไม่เอาเงินไปซื้อเหล้าก็คงเรียกลูกหนี้ทั้งหมดมารวมตัวกันไม่ได้ และทำให้ไม่รู้ว่า มีใครบ้างที่มีความสามารถในการชำระเงินกู้ ใครที่มีเงินข้าก็กำหนดเส้นตายให้รีบชำระเสีย ส่วนใครที่ไม่มี ต่อให้ทวงยังไงก็คงไม่ได้เงินคืน เมื่อดอกเบี้ยทบต้นไปเรื่อยๆ พวกเขาก็จะต้องหลบหนีในที่สุด น่าจะยกหนี้ให้คนพวกนี้แทนเพื่อเป็นการซื้อใจราษฏร อย่างน้อยท่านยังได้ความนิยมชมชอบกลับมาบ้าง ท่านสมุหกลาโหมได้ฟังดังนั้นก็พึ่งพอใจกับวิธีการของ Feng เป็นอย่างมาก
มีนาคม 25, 2008 at 10:07 am
ผมกำลังมีปัญหาที่แก้ไม่ตกอยู่พอดีเลยครับ
ได้อาศัยอ่านบทความของท่านแม่ทัพทุกวันๆ โดยหวังว่าจะเป้นเหมือนเรื่องอิมซังก๊กบ้าง ที่พอเจอเหตุการร์ที่ขับคันจริงๆ ยังมีโพยของหลวงพ่อเอาไว้ช่วย ….. หลังจากอ่านเรื่องนีแล้ว ทำให้รู้ว่า เวลาแก้ปัญหากับคนหมู่มากนั้น ควรจะยืดหยุ่น และ แข็งกร้าว ไปพร้อมๆ กันเป้น case by case ผมนึกไม่อกจริง ตั้งแต่แรก……การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในปีนี้ ก็ควรเป้นลักษณะอย่างนี้ใช่หรือไม่ครับ
ขอบคุณมากครับ….
มีนาคม 25, 2008 at 10:36 am
เหล้าก็มีข้อดีเหมือนกันนะครับ ถ้าใช้ถูกที่ ถูกเวลา
halleruya
มีนาคม 26, 2008 at 12:47 am
ตามเข้ามาอ่าน ขอรับ
: )
มีนาคม 26, 2008 at 5:53 pm
เห็นว่าเรื่องนี้ให้ข้อคิดที่ดีหลายอย่างก็เลยนำมาแชร์กัน
ปัญหาบางอย่างอาจมีทางออกที่ดีกับทุกฝ่ายซ่อนอยู่ ต้องพยายามหาให้เจอ
แต่ไหนแต่ไรมา ความลำบากใจของเจ้าหนี้ก็คือ เจ้าหนี้ไม่มีทางรู้ว่า ลูกหนี้คนไหนพูดจริง คนไหนโกหก เจ้าหนี้จึงไม่อาจยกหนี้ให้ลูกหนี้คนไหนๆ ได้
มีนาคม 26, 2008 at 9:10 pm
ท่านสุมาอี้เอารูปสวยๆพวกนี้มาจากใหนหรอ และไม่มีงานประจำหรือคับเลยมีเวลาอ่านหนังสือเล่นๆดูชีวิตน่ามีความสูขมากจริงๆ
มีนาคม 26, 2008 at 9:51 pm
อยากได้รูปอะไรก็คีย์ลงไปในนี้
http://images.google.co.th/imghp?hl=th&tab=wi
“ไม่มีงานประจำหรือ” แหม พูดจาหยาบคายนะครับ
แต่จะว่าไปก็จริง เหอๆ
มีนาคม 27, 2008 at 8:52 pm
ก็ ผมคนทำงานนิครับ เลี้ยงชีพด้วยความลำบาก เห็นคนอื่นมีเวลาและมีความสูขก็แอบอิจฉาเล็กๆ ผมเคยไม่ทำงานมาก่อน สบายจริงๆ แต่ว่าก็ประมาท ตอนนี้เลยต้องมาชดใช้ กรรมเก่าอยู่แต่ก็สนุกดี ตอนนี้ขอเสพอาหารสมองไปก่อนครับ จะได้ฉลาดขึ้นบ้างครับ เหอๆ
มีนาคม 27, 2008 at 9:22 pm
ถ้าคุณขาประจำเคยไม่ทำงานมาก่อน เราคงคุยกันรู้เรื่อง
ที่จริงตอนนี้ผมมีงานทำครับ เพียงแต่ว่าไม่ใช่งานประจำเท่านั้นเอง
มีนาคม 28, 2008 at 8:51 pm
“ใครที่มีเงินข้าก็กำหนดเส้นตายให้รีบชำระเสีย ส่วนใครที่ไม่มี ต่อให้ทวงยังไงก็คงไม่ได้เงินคืน เมื่อดอกเบี้ยทบต้นไปเรื่อยๆ พวกเขาก็จะต้องหลบหนีในที่สุด น่าจะยกหนี้ให้คนพวกนี้แทนเพื่อเป็นการซื้อใจราษฏร อย่างน้อยท่านยังได้ความนิยมชมชอบกลับมาบ้าง”
สงสัยครับ การยกหนี้ให้แก่ลูกหนี้บางรายเป็นสิ่งที่ดีจริงหรือครับ ถ้าอย่างนั้นมันจะไม่ยุติธรรมกับคนที่ไม่ได้รับการยกหนี้หรือไม่ครับ
คนที่ไม่ถูกยกหนี้ก็อาจเอามาเป็นข้ออ้าง ว่ามีลูกหน้คนอื่นได้รับการล้างหนี้ ฉะนั้นเขาเองก็น่าจะมีสิทธิ์ในการไม่คืนเงินที่กู้มา อย่างนี้จะทำให้หลายๆรายกลายเป็นหนี้เสียหรือเปล่าครับ
มีนาคม 28, 2008 at 9:40 pm
แหมว่าจะไม่พูดแล้วเชียว ให้คิดต่อกันเอาเอง ผมเขียนอะไรแบบนักเศรษฐศาสตร์อยู่บ่อยๆ บางทีก็กลัวเหมือนกัน กลัวคนหาว่าผมโหด
อย่างที่ท่านนักเวทย์ว่ามาน่ะถูกต้องแล้วครับ การยกหนี้ให้บางคนเป็นการลงโทษคนที่ชำระหนี้ตามกำหนด ปัญหาอย่างนี้นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Moral Hazard
แหม แบบนี้ไว้วันหลังต้องกลับมาเขียนอะไรโหดๆ อีกซะแล้ว จะทำให้มีคนเกลียดเราก็ช่าง หวังว่ามันจะเป็น eye opener ให้สังคมมองเห็นอีกมุมหนึ่งได้บ้าง
มีนาคม 29, 2008 at 12:20 am
ท่านสุมาอี้ครับ ขอสั้นๆครับ ไอ้ Moral Hazard กับ eye opener แปลไทยว่าไรหรอครับ แต่ในมุมมองของผมว่ามันได้มากกว่าเสียนะครับยังดีกว่าหนี้สูญทั้งหมด แต่คิดอีกทีก็จะมีคนแย้งแบบนี้ละครับ และอาจใช้ได้ครั้งเดียวกับกรณีนั้นเวลานั้นเท่านั้นครับจึงจะได้ผล คำถามคือว่า คุณ Feng คิดได้อย่างไร เพราะเวลาคนเมาสติมักไม่ค่อยสมบูรณ์ ยกเว้น เป็นบุคคลยกเว้น(อัจฉริยะ) และอยากทราบว่านักเศรฐศาสตร์ มีมุมมองเป็นเช่นไรกันถึงได้ชื่อว่าคนโหด ครับ
มีนาคม 29, 2008 at 3:19 pm
ถึงยกหนี้ให้ ก็ยังมีบุญคุณกันนี่ครับ ถึงได้บอกว่าซื้อใจไง ใจคุณเป็นของผม
ผมซื้อใจคุณด้วยหนี้อันนี้ ต่อไปมีอะไร คุณก็ต้องสนับสนุนผม จะให้ช่วยอะไรก็ต้องทำ
มีนาคม 29, 2008 at 5:26 pm
ปัญหาของกรณีนี้คือ มันไม่ใช่ one-time game แต่เป็น repeated game ชาวนาต้องกลับมายืมเงินอีกทุกปี
เมื่อชาวนาได้เห็นผลของปีนี้เป็นตัวอย่างแล้ว ปีต่อๆ ไป พฤติกรรมการใช้คืนหนี้ของชาวนาก็จะเปลี่ยนไป
มีนาคม 29, 2008 at 8:09 pm
“ปัญหาของกรณีนี้คือ มันไม่ใช่ one-time game แต่เป็น repeated game ชาวนาต้องกลับมายืมเงินอีกทุกปี”
นั่นแหละครับ ตัวอย่างในชีวิตจริงที่ผมนึกถึงเมื่ออ่านโพสนี้จบ
คือผมเคยได้ยินมาหลายๆครั้งเกี่ยวกับเรื่องการยกหนี้ให้แก่ชาวนา
ฟังดูเผินๆอาจเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง แต่ความจริงแล้วเป็นการทำลายระบบอย่างนึง โดยที่ผู้เสียหายคือประเทศชาติ ซึ่งจริงๆแล้วก็คือผู้ที่เสียภาษีทุกๆท่าน นั่นเอง (ไม่ว่าจะเป็นภาษีรายได้ ส่วนบุคคล VAT หรือแม้แต่ภาษีนิติบุคคล)
ทางที่ดีน่าจะทำการส่งเสริมการเกษตร ให้มีผลผลิตต่อ หัว ต่อพื้นที่ มากขึ้น โดบการให้ความรู้แก่เกษตรกร มากกว่าที่จะมายกหนี้กันง่ายๆ
ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับคนไทยส่วนใหญ่ที่ชอบเอาคำว่า “ช่างมันเถอะ” , “ไม่เป็นไร” และ “ได้บุญ” มาเป็นข้ออ้าง ในการทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง บางครั้งการทำอะไรที่ดูโหดร้ายในวันนี้ อาจเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาวที่ถูกต้องก็ได้นะครับ
ลองตอบคุณ ขาประจำ
Moral Hazard == กล้าที่จะเบี้ยวหนี้มากขึ้น (ฟังดูมั่วๆแฮะ)
( http://www.investopedia.com/terms/m/moralhazard.asp )
eye opener == เปิดโลกทัศน์ (อันนี้ค่อนข้างมั่นใจ)
มีนาคม 30, 2008 at 8:15 am
เพราะทุนนิยมนี้แหละครับ ชาวนาชาวไร่ไทยปลูกพืชเชิงเดี่ยวกันทั้งนั้น
ปัญหานี้ แก้ง่ายๆ แค่นำที่ดินส่วนหนึ่งไม่ต้องทั้งหมดหรอกครับ
กลับไปทำแบบปู่ย่า แบบแนวทฤษฎีใหม่ นะครับ
ส่วนใครจะนิยมทำเยอะๆแบบนั้นก็ทำไม ส่งเสริมให้ทำ ส่งผู้เชี่ยวชาญไปวิเคราะห์วิจัย
บ้านเราสังคม เกษตร มีเกษตรเป็นฐานมาแต่ไหนแต่ไร ผมว่ายังมีหน่วยงานทางการเกษตรน้อยไปนะครับ รัฐก็ไม่ส่งเสริมให้คนเป็นเกษตรกร
วิทยาลัยเกษตรกรรมก็มีทั่วประเทศ แต่แทบหาคนเรียนไม่ได้ ทำไมไม่ส่งเสริมให้ออกมาเป็นเกษตรกร เห็นจบมาก็มาอยู่ในโรงงานหมด
เรียนกันสูงๆไว้นะลูก จะได้ไม่ต้องมาลำบาก ทำนา ทำไร่ จะได้เป็นเจ้าคนนายคนกัน
เราจึงมีคนจบ ป.ตรี เกลื่อนเมือง แต่ไร้ประสิทธิภาพอย่างยิ่ง
จบกันเข้ามากสุดก็ปริญญาด้านกลุ่มทางสังคมศาสตร์ จบมาทำไมเยอะอย่างนี้
จบมาแล้วก็หางานยาก สุดท้ายก็เป็นลูกจ้างเขาอยู่ดี
การส่งออกเรา ก็ผ่านจากส่งออกพึ้งเกษตรล้วน ก็มาทำโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ โรงงานแปรรูปผลผลิตส่งออก แล้วทำไมไม่เน้นการเรรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์ ด้านเกษตรศาสตร์ ที่เกี่ยวโยงละครับ
ผมละอยากมีที่ดิน บนภู ริมห้วย ริมไร่บ้านนอก แล้วออกจากงานนี้ไปเป็นเกษตรกร
อากาศก็ดี บรรยากาศ สภาพแวดล้อมก็ดี แล้วรวยได้ง่ายๆกว่าที่ทำงานประจำแบบนี้ด้วยครับ ถ้ามีแล้วได้ออกจากงานแน่ๆ แต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ตอนนี้ก็เป็นฝันไปก่อน
ผมเห็นมีประเทศจนๆ ถูกรัฐบ้าง คนกลางบ้างเอาเปรียบ อย่างไทยนี่แหละครับ ที่เกษตรยากจน เห็นประเทศเจ๋งๆอื่นๆ เกษตรกรรวยๆ ทั้งนั้น เป็น สส สว ของแต่ละประเทศก็มาก
ก้เห็นมีแต่ สส สว ประเทศไทยนี้แหละครับ ที่เช็ดไปดูมา ก็ทำมาหากินเป็นอยู่อย่างเดียว โดยเน้นอยู่กับการประมูลงานต่างๆของรัฐ ไปทำต่อ เพราะอะไรไม่ต้องบอก
มีนาคม 31, 2008 at 3:53 pm
ผมมองว่าคุณ Feng แก้ปัญหาได้อย่างแยบยล และสุดยอดจริงๆ
ถ้ามาเทียบในปัจจุบัน
คนที่ได้รับการยกหนี้ อาจทำให้คนที่ชำระหนี้ไม่พอใจก็จริง แต่เค้าก็จะเสียเครดิตไปเรื่อยๆเอง
ส่วนคนที่ชำระหนี้ก็จะได้รับการชดเชยความรู้สึกที่เสียไป ด้วยการเป็นลูกหนี้ชั้นดี นั่นเอง…
เมษายน 2, 2008 at 12:01 am
มาสวัสดีพี่สุมาอี้สุดจ๊าบครับ
เข้ามาอ่านทีไรได้ความรู้เยอะแยะติดตัวกลับไปทุกครั้งเลย
ขอบคุณมากเลยครับ …. ^_^
เมษายน 5, 2008 at 11:47 pm
กลับไปอ่าน ทฤษฎีเกมส์ของ นรินทร์ ฯ อีกทีครับกระผม
เมษายน 23, 2008 at 3:02 pm
เห็นด้วยกับพี่เฮ๊าส์นะคร้าบบ