0122: ค่าครองชีพ

ข้าวของเครื่องใช้ที่ประเทศสิงคโปร์จะแพงกว่าบ้านเราประมาณ 2-3 เท่า แต่ชาวสิงคโปร์ก็มีความเป็นอยู่ที่สุขสบายกว่าเรามาก ทำไมน่ะหรือครับ ก็เพราะเขามีเงินเดือนมากกว่าเราประมาณ 10 เท่าตัว รายได้ประชาชาติต่อหัวของชาวสิงคโปร์เท่ากับ $34,152 ต่อปี หรือประมาณ 1.2 ล้านบาท ในขณะที่ไทยเราเท่ากับ $3400 หรือประมาณ 1.2 แสนบาท ชาวสิงค์โปร์เก็บเงินแค่ 9 เดือนก็ซื้อรถยนต์หนึ่งคันได้แล้ว แต่คนไทยต้องเก็บเงินถึง 7.5 ปีโดยไม่กินอะไรเลย ถึงจะซื้อรถยนต์ได้สักคัน คิดดูว่าชาวสิงคโปร์จะมีเงินเหลือสำหรับไว้ใช้จ่ายซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยในแต่ละเดือนมากกว่าเราขนาดไหน ต่อให้เขาซื้อสิ่งของจำเป็นในราคาสูงกว่าเราสองเท่า เขาก็ยังมีเงินส่วนเกินเหลืออยู่อีกมาก ในขณะที่ ของเราซื้อของถูกกว่าเขา แต่ต้องใช้จ่ายกันแบบเดือนชนเดือน ที่ต้องไปกู้เพิ่มมาซื้อข้าวสารก็มี

ค่าครองชีพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีสินค้าให้ซื้อในราคาถูก และก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเงินเดือนมากกว่า แต่ขึ้นอยู่กับส่วนต่างระหว่างรายได้กับราคาของสินค้าจำเป็นที่ต้องซื้อในแต่ละเดือน ส่วนต่างตรงนี้บางทีก็เรียกว่า disposable income (รายได้ส่วนเกินที่เอาไปใช้ทำอะไรก็ได้) ยิ่ง disposable income มากขึ้นเท่าไร ครอบครัวไทยก็จะยิ่งหายใจได้คล่องคอมากขึ้นเท่านั้น

การบังคับให้พ่อค้าตรึงราคาสินค้าเอาไว้ หรือนโยบายขึ้นเงินเดือนแบบกระทันหัน จะทำให้ประชาชนมี disposable income สูงขึ้นได้ในระยะสั้น แต่เมื่อตลาดรับรู้ความคาดหวังเรื่องนโยบายเหล่านี้ การปรับราคาสินค้าจะเกิดขึ้นเพื่อมิให้สินค้าขาดแคลน ทำให้สุดท้ายแล้วส่วนต่างระหว่างรายได้กับรายจ่ายกลับมาเท่าเดิมอีกครั้ง ความเป็นอยู่ของประชาชนจึงไม่สามารถทำให้ดีขึ้นได้ด้วยวิธีการเช่นนี้

David Ricardo บอกว่า ไม่ว่าจะแทรกแซงตลาดแรงงานยังไง ในระยะยาว ค่าแรงมีแนวโน้มที่จะวิ่งไปอยู่ในระดับที่ทำให้ unskilled labor พอดำรงชีวิตอยู่ได้พอดี มีหลักฐานที่แสดงว่า แนวคิดของ Ricardo เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะในระยะยาว เงินเฟ้อกับค่าจ้างมีแนวโน้มที่จะวิ่งตามกัน เราได้เงินเดือนขึ้นสักพักเงินก็จะเฟ้อตาม เงินเฟ้อสักพักเราก็จะได้ปรับเงินเดือนตาม สรุปแล้วกำลังซื้อของ disposable income ของเราจะยังคงเท่าเดิมอยู่ไม่ว่าเงินเดือนหรือเงินเฟ้อจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ disposable income สูงขึ้นได้ คือ การเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน ถ้าแรงงานมีทักษะในการทำงานมากขึ้น ผลิตสินค้าได้เพิ่มขึ้น มูลค่าเพิ่มของผู้ใช้แรงงานก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นไปด้วย ผลิตภาพของแรงงานสามารถเพิ่มขึ้นได้ด้วยการฝึกฝนทักษะในการทำงาน การศึกษาที่สูงขึ้น การบริหารจัดการที่ดีกว่าเดิม และการลงทุนเพื่อให้เกิดการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มผลผลิต คนสิงคโปร์เขามีส่วนต่างของรายได้กับค่าใช้จ่ายสูงกว่าเรามากเพราะผลิตภาพของเขาสูงกว่าเรามาก

ส่วนการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ หรือขึ้นเงินเดือนข้าราชการ หรือการตรึงราคาสินค้านั้น ไม่ได้สามารถทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ในระยะยาว สิ่งเหล่านี้ทำให้ “ตัวเลข” เปลี่ยนไปเท่านั้น เงินเฟ้อจะปรับให้ทุกอย่างเหมือนเดิมในไม่ช้า สรุปแล้ว ไม่มีเวทย์มนต์ใดๆ ที่จะเสกชีวิตความเป็นอยู่ของเราให้ดีขึ้นได้ นอกจาก การทำงานให้มากขึ้นหรือทำงานให้ฉลาดขึ้นเท่านั้นเอง  

  

15 Responses to “0122: ค่าครองชีพ”

  1. ixiu Says:

    เป็นบทความที่ดีมากครับ

    ผมเองอายุยังน้อย disposable income ก็มีกับเขาบ้าง แต่ไม่มาก ทุกวันนี้ก็เป็นหนี้เป็นสิน

    แต่คิดว่าในประเทศนี้คงมีคนลำบากกว่าผมอยู่อีกมาก

    ที่บอกว่า”ทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ disposable income สูงขึ้นได้ คือ การเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน”..ผมเด้วยนะครับ…แต่นโยบายของรัฐบาลเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น…ตอนนี้ก็มีแต่ประชานิยมอย่างเดียว(อีกฝาก..ก็อำมาตยาธิปไตย)…คิดแล้วก็เซ็งครับ..ว่ามั้ย

    คิดดูคนสิงคโปรคงมาเที่ยวเมืองไทยได้สบายๆ…แต่คนไทยกว่าจะเก็บเงินไปเที่ยวสิงคโปรได้แทบตาย(แถมไปเที่ยวกลับมาแล้วรู้สึกเสียดายเงินอีก)

  2. khun_aut Says:

    คุณนรินทร์ …

    ไม่ได้คุยกันจริงจังเท่าไร ที่ผ่านมา … ต่างคนต่างยุ่ง ว่างั้น
    เวลาผมเขียนอะไรด้วยความรู้บ้าง (ความรู้บ้านๆ) และ ความรู้สึกบ้าง
    … แล้วมาเจอบทความของ คุณนรินทร์ อย่างวันนี้ ทำให้รู้สึกมั่นใจทุกที

    ผมพูดมาตลอดว่า … รายได้ รายจ่าย นั้น ไม่สำคัญเท่า รายเหลือ
    รายได้ที่ถูกปรับขึ้นทุกปี ไม่เคยแซง รายจ่าย เกินสองโค้ง
    … รายจ่ายตามทันทุกที ดีไม่ดี – น๊อครอบ !

    การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เงินเดือนข้าราชการการ แม้กระทั่ง โบนัส ของบริษัททั่วไป
    … กลับทำตัวเป็นจราจร เปิดไฟเขียว ให้ ไข่ ข้าวสาร น้ำปลา ค่ารถเมล์ขึ้นทุกครั้ง

    และเพื่อความยุติ-ธรรม …
    อีกด้านหนึ่ง มนุษย์เงินเดือน ก็นั่งทำงานในฝากผู้ผลิต (สินค้า/บริการ)
    เขาไม่สนุกด้วยหรอกครับ กับ นโยบายกดราคาเพื่อผู้บริโภค
    มันดีได้จริง แต่ดีได้แค่สั้นๆ และไม่ยั่งยืน —

    มิหนำซ้ำ การกดราคาไว้ เหมือนกดลูกบอลลงน้ำ
    … ความจริง อยากบอกว่า เหมือนกดผู้ผลิตไว้ในน้ำ — ไม่ต่างกัน
    ใครเล่าอยากสำลักน้ำอย่างนั้น … ไม่มีหรอก
    สิ่งที่เขาจะทำ ถ้าไม่ถอดใจเสียก่อน คือ …

    1. ไปอยู่ในบ่ออื่น ที่ไม่ถูกกด(น้ำ)
    2. ลดต้นทุน ทุกวิธีทาง กระทบถึงคุณภาพ และการพัฒนา
    3. ลดปริมาณการผลิต — เจ็บตัวน้อยลง นิดหน่อยก็ต้องทำ

    เห็นไหมครับ … ว่าในที่สุดแล้ว ใครรับเคราะห์ at the end
    สินค้าไม่เพียงพอกับความต้องการ
    รายใหญ่ครองตลาด และผูกขาดกับรัฐ และผู้บริโภค
    คุณภาพงั้นๆ และไม่ลงทุนในการวิจัยพัฒนา(สินค้า)

    สรุปว่า … ผู้บริโภค ใช่ไหมครับ ที่รับเคราะห์ ?

    สุดท้าย ประเด็นที่อยากชวน คุณนิรนทร์ คุย ก็คือ
    เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ความรู้แค่หางอึ่งอย่างผม ยังเข้าใจได้
    อาจารย์ในมหาวิทยาลัย ของเรา มากมาย ในเอเซียยังยอมรับนับถือ
    ทำไมเล่าครับ เราจึงแก้ไม่ถูกจุดเสียที — ทำไมครับ ???

    ขุนอรรถ (มีสาวในโลกเสมือนใจ ตั้งชื่อไทยให้ครับ)

    ปล. ๑ ขอโทษครับ ที่ใช้พื้นที่ของบ้านนี้ เหมือนบ้านตัวเองไปหน่อย หวังว่า จะไม่รำคาญกัน
    ปล. ๒ ขอบคุณนะครับ … เข้ามาบ้านนี้ทุกที เหมือนกลับไปโรงเรียนอีกครั้ง — ได้ความรู้ครับ

  3. ขาประจำ Says:

    พระพุทธเจ้าได้ประกาศ ธรรมะที่เป็นสัจจะธรรม ไม่ขึ้นกับกาลเวลา ว่า อัตตา หิ อัตโน นาโถ ตนนั้นแล เป็นที่พิ่งแห่งตน นี้เป็นทางเดียวที่จะทำให้เรามีความหวังได้อย่างแท้จริง ยิ่งผ่านกาลเวลามายิ่งพิสูจน์ได้ชัดว่า ธรรมะนั้นแน่กว่า สิ่งใด แต่กี่คนจะเข้าใจ ตอนนี้เราอยู่ท่ามกลางผลประโยชน์ของคน 2 กลุ่ม คนนึงได้ อีกคนเสีย แต่ประชาธิปไตย เอาเสียงส่วนใหญ่ว่า แม้จะไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุดดีกว่านี้ต้อง เป็น ธรรมาธิปไตย แต่เอาละ ในเมื่อเราเอาเสียงส่วนใหญ่ว่าก็ต้องว่าตามเสียงส่วนใหญ่เหมือนกับเราเลือกหัวหน้าห้องตอนเราเรียน ป.5 เรายอมให้เขาเป็นคนนำคนในห้องเรียน เขาไม่ดีก็ ถึงเวลาเลือกใหม่ก็เลือกคนใหม่ก็จบเกมส์ นักเรียนเลือกหัวหน้าห้อง เราก็ต้องเคารพเขา ให้เขาทำหน้าที่ไป ถ้าเห็นว่าไม่ดีก็ต้องทน เพราะเราเลือกผิด เลือกหัวไม่ดี ก็ตัวใครตัวมันคราบ สมัยก่อนพระพุทะเจ้าก็เคยหลีกหนีจากคณะสงฆ์ เพราะว่า หลงผิด ติดลาภสัการะ โลภบังตา ขนาดพระพุทธเจ้ายังเอาไม่อยู่ หลีกไปอยู่ที่สงบ มีลิง กับช้าง คอยอุปฐาก จนชาวบ้านผู้เป็นคนเลี้ยงคณะสงฆ์คอยให้ปัจจัย 4 เป็นฐานให้เหล่าสงฆ์ผู้สำคัญผิดในตน ประท้วงโดยการไม่ใส่บาตร ไม่ต้อนรับ ไม่ใหว้ เหล่าสงฆ์ก็เริ่มได้สติ โดยไม่มีใครไปบอก เพราะศาสนา สร้างศรัทธาจากคำสอนที่ให้แสงสว่างให้ทรัพย์สิน ให้ทางออกแก่ชาวบ้าน เพราะการแลกเปลี่ยนปัจจัย 4 คือธรรมะ ชาวบ้านต้องการธรรมมะมาเป็นแสงสว่างในการดำเนินชีวิต และสามารถพิสูจน์ทำได้จริงด้วย ศรัทธาหมด ปัจจัย 4 ก็หมดไปด้วย ทำให้พระเริ่มถามตัวเองว่า แล้วเราจะบวชมาทำไม ถึงจุดนี้ ก็ได้ไปเชิญพระพุทธเจ้ากลับมาในเมืองเหมือนเก่า ไม่ดื้อ ไม่อวดตน ชาวบ้านก็หันกลับมาใส่บาตรอีกครั้ง เพราะพระได้กลับมาทำหน้าที่ที่ถูกต้องของตนอีกครั้ง เป็นหน้าที่ที่เป็นเหตุให้ชาวบ้านใส่บาตรนี้นแหละ คือการเขามาบวชเพื่อมาชำระกิเลส เมื่อตนเห็นทางสว่าง ก็เอาความสว่างนั้นไปบอกแต่คน ใส่บาตรอีกครั้ง ถ้าไม่สว่างในชาตินี้นก็เป็นเชื้อเป็นหน่อให้ได้เกิดที่ดี ได้สว่างในชาติถัดไป หรือว่าอีก 10-100 ชาติ แต่ที่แน่ๆคือ ไม่มืดบอดไปชั่วกัปป์ ชั่วกัลป์ ไม่มีที่สิ้นสุด แน่ๆ ทึ่เล่าเรื่องนี้ให้ฟังเพราะอาจจะไม่ได้ตอบคำถามอะไรเลยก็ได้แต่อย่างน้อยอย่าทัอครับ ให้ท่านตั้งมั่นในความดีที่ตนศรัทธาต่อไป มันยากเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา ครับ แต่ไอ้ทำไม่ดีเนียะมันง่ายเหมือนปล่อยครกลงภูเขาเชียว เป็นกำลังใจให้คนท้อครับ

  4. 1001ii Says:

    ตามสบายครับพี่ khun_ant :)

  5. saraburian Says:

    ถ้านำทฤษฏีของ Ricardo มาอธิบายต่อเนื่องในกรณีเปรียบเทียบระหว่างไทย กับสิงคโปร์ ย่อมหมายความว่า แรงงานไม่มีฝีมือในประเทศสิงค์โปร์ ย่อมมีความเป็นอยู่ที่พอประทังชีวิตเท่านั้น ไม่ได้สบาย และไม่ควรจะต่างกับแรงงานไร้ฝีมือที่อยู่ในไทย

    แล้วเช่นนี้เราจะอธิบายได้อย่างไรว่า ทำไม แรงงานไร้ฝีมือไทย จึงหาทางไปทำงานที่สิงคโปร์ เพราะความไม่รู้ (Asymmetric Information) หรือ เพราะ ไม่เป็นความจริงที่ว่า แรงงานไม่มีฝีมือในประเทศสิงคโปร์ ผมเชื่อว่าหลายคนอาจจะเชื่อเช่นนั้น แต่ในทางกลับกันหากนำหลักคิดนี้มาเทียบเคียงกับไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า กัมพูชา ลาว (อาจทำให้เราคนไทยรู้สึกดีขึ้น แต่ไม่ใช่จุดมุ่งหมายของผม) ผมคิดว่าหลายคนคงคิดได้ว่า ก็เพราะไทยดีกว่า ประเทศเพื่อนบ้านน่ะสิ เค้าถึงเข้ามาทำงาน แม้จะลำบากแค่ไหนก็ดีกว่าอยู่ที่ประเทศเค้าเอง …

    ถ้าแรงงานคนเดียวกันเพียงแค่ข้ามประเทศแล้วมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ถ้าเป็นไปตามที่เจ้าของบล็อกบอก แสดงว่า เพียงข้ามเขตแดน คนๆเดียวกันก็มีผลิตภาพมากขึ้น แสดงว่า สิ่งที่ผิดอยู่คือระบบ ไม่ใช่ คน หรือเปล่าครับ???

  6. 1001ii Says:

    ผมลืมย้ำไปว่า ทฤษฎี Ricardo จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อ ผลิตภาพของประเทศไม่ได้สูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าผลิตภาพไม่เพิ่มขึ้น ไม่ว่า nominal wage จะเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน real wage จะเท่าเดิมในระยะยาว เพราะเงินเฟ้อจะปรับตาม nominal wage

    แต่ถ้าผลิตภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา real wage จะเพิ่มขึ้นได้ เพราะประเทศสามารถผลิตสินค้าได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงจนทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นในอัตราทีช้ากว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้

    ดังนั้น ถ้าเราอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ต้องเพิ่มผลิตภาพให้ได้เท่านั้น ซึ่งต้องอาศัย การทำงานให้ฉลาดขึ้น (มีเครื่องทุ่นแรงมากกว่าเดิม เช่น เทคโนโลยี มี know-how มีการจัดการที่ดี ฯลฯ)

    ส่วนการไปทำงานต่างประเทศนั้น ถ้าไปทำงานในประเทศที่ค่าแรงสูงกว่าไทย แล้วเขียมให้มากที่สุด เอาเงินที่ได้กลับมาใช้ในเมืองไทย จะเป็นการเพิ่มอำนาจการซื้อของเงินนั้น เพราะแต่ละประเทศมี nominal price ต่างกัน เป็นการอาบริทาจอย่างหนึ่ง แต่ถ้าได้เงินในประเทศนั้น แล้วก็ใช้จ่ายในประเทศนั้นด้วย ก็ต้องขึ้นอยู่กับผลิตภาพของประเทศนั้นว่าสูงกว่าไทยหรือไม่ ถ้าสูงกว่าก็ดีกว่าทำงานในเมืองไทยแน่นอน แต่ถ้าเท่ากันก็ไม่ต่างกัน เพราะเงินเดือนมากกว่าก็จริง แต่ของก็แพงด้วย

    สำหรับสิงคโปร์นั้น ทั้งรายได้และผลิตภาพของเขาสูงกว่าไทย ดังนั้น การที่คนไทยไปทำงานในสิงคโปร์ย่อมมี wealth ที่สูงขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะใช้เงินที่สิงคโปร์หรือเอากลับมาใช้ที่เมืองไทย

    ที่จริงแล้ว คนเหมือนเดิม แต่ย้ายไปทำงานที่สิงคโปร์ผลิตภาพก็สูงขึ้นได้ครับ เพราะว่านายจ้างที่สิงคโปร์มีวิธีใช้งานเราให้ได้ผลผลิตสูงกว่า เช่น อยู่เมืองไทย อาจใช้ควายไถนา แต่ไปสิงคโปร์อาจถูกใช้ให้ขับรถแท็กเตอร์ เป็นต้น

    ที่จริงแล้วคนไทยมีศักยภาพไม่แพ้คนสิงคโปร์เลยครับ แต่ระบบของเรามันไม่เอื้ออำนวย เช่น ขยันแล้วไม่ได้ดี เลียเจ้านายดีกว่า ในขณะที่สิงคโปร์ วัดกันที่ผลงาน เป็นต้น

    ระบบการจัดการในองค์กร เกี่ยวกับผลิตภาพมากเลยครับ

  7. Khun T Says:

    การให้แรงงานมีทักษะที่สูงขึ้นเป็นเหตุที่ได้ยินเสมอมา แต่มุมมองผมกลับมองว่าประเด็นหลักคือผู้ประกอบการที่ต้องทำธุรกิจที่มีคุณค่ามากขึ้นมากกว่า เพราะตราบใดที่ธุรกิจยังทำแบบคุณค่าต่ำ ราคาต่ำ กำไรต่ำ ไม่ว่าแรงงานหนฃรือพนักงานจะดีหรือเก่งอย่างไร กำไรที่ได้รับกลับมาก็ต่ำเกินไปอยู่ดี

    อย่างธุรกิจแบงค์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีความเหมือนกันทั่วโลก ทำไมพนักงานแบงค์ นับพวกที่เรียนจบเริ่มทำงานก็แล้วกัน ทำไมรายได้ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับฮ่องกง สิงคโปร์ และทั้งที่ต้นทุนพนักงานที่ต่ำแบงค์ในเมืองไทยก็ไม่ได้มีกำไรที่สูงกว่าคนอื่นเลย

  8. nitbert Says:

    เห็นแย้งกับ Khun T หน่อยๆ ไปมองพนักงานตามร้านขายของ ในต่างประเทศ พนักงานคนเดียว ทำได้หน้าที่ตั้งแต่พนักงานขาย แคชเชียร์ บริการลูกค้า เช็คสต็อค ฯลฯ แต่ของไทย ต้องจ้างพนักงานแต่ละคนทำแต่ละตำแหน่ง ประสิทธิภาพต่างกันจริงๆ

  9. halleruya Says:

    วิธีการขึ้นเงินเดือนแล้วเงินก็ยังเฟ้อตามไม่รู้จบ เหมือนกับเป็นนโยบายงูกินหางเลยนะครับ เดือนหน้าเพื่อนผมกำลังจะไปเริ่มงานสถาปนิกที่สิงคโปร์พอดีเลยนะครับเนี่ย
    ตัวเลขต่างกันถึง 10 เท่านี่เยอะมากเลยนะครับ
    โดยเฉพาะตัวอย่างการซื้อรถนี่ หดหู่จริงๆเลยครับ

  10. 1001ii Says:

    ผลิตภาพของทั้ง”ประเทศ” มีอิทธิพลต่อ disposable income ของแต่ละคนอย่างมาก ไม่ว่าคนๆ นั้นเองจะเป็นคนที่มีผลิตภาพมากหรือน้อยก็ตาม ไว้ผมจะอธิบายให้ฟังว่าทำไมจึงเป็นงั้น

  11. มิตรไทย|ปาย Says:

    อ่านเอาความรู้นะคับ ชอบมาก ผมก็คิดอยู่เรื่อยๆนะว่า สุดท้ายผู้บริโภคน่ะตายลูกเดียว ถ้าไม่อยากรอวันนั้น ให้หันมามองตัวเองและระดมสมอง เปลี่ยนสถานะตัวเองเป็นผู้ผลิตบ้าง ผู้ออกแบบบ้าง ผู้ขายบ้าง อย่านั่งรับเงินเดือนแล้วก็จะเป็นผู้บริโภคลูกเดียว คงจะพอรอดตายได้บ้าง

  12. killerpress Says:

    สนใจไปทำไม๊… ก็ในเมื่อเรายึดมั่นในหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซะอย่าง สบายไปเจ็ดชั่วโคตร

  13. noooon010 Says:

    ขอบคุณพี่สุมาอี้สำหรับข้อคิด และความรู้ดีๆที่มีให้เสมอมานะครับ

    ชอบเข้ามาอ่านบ่อยๆ แต่ไม่ค่อยได้ comment ^^

    รออ่านหนังสือของพี่อยู่เช่นกันนะครับผม ^^

  14. ริน Says:

    ขอบคุณสำหรับหลักเศรษฐศาสตร์เข้าใจง่าย ๆ แบบนี้ค่ะ :)

  15. แก้มใส Says:

    จริง หรือ ค่ะ ที่ว่า ถุง ผ้าทำให้ โลกเรา ร้อนๆๆ อยากจะบอกว่าถุง ผ้า ซื้อมาใช้ ไปมหาลัยไม่ซ้ำ ใบ อาคึ

Leave a Reply