0124: แบบจำลองประเทศ
สมมติว่าโลกนี้มีแค่ 2 ประเทศ ที่แยกออกจากกัน แต่ละประเทศมีประชากร 8 คนเท่ากัน ความเป็นอยู่แร้นแค้นมาก เพาะปลูกอะไรไม่ขึ้น เลยไม่มีอาชีพอื่นใดนอกจาก การเลี้ยงแกะ เพื่อให้มีเนื้อแกะกินเป็นอาหาร ซึ่งก็พอทำให้ประชากรทั้ง 8 คนมีชีวิตอยู่ได้พอดี 
อยู่มาวันหนึ่ง มีชายคนหนึ่งในประเทศ A ค้นพบวิธีเอาขนแกะมาทอเป็นเครื่องนุ่งหุ่ม ซึ่งถ้าใช้คนหนึ่งคนทอเสื้อจะสร้างผลผลิตที่มีค่ามากกว่าเมื่อคนๆ นั้นเอาเวลาไปเลี้ยงแกะสองเท่า ก็เลยมีคนสองคนในประเทศ A เปลี่ยนอาชีพไปทอเสื้อแทน ซึ่งก็ทำให้สามารถผลิตเสื้อได้เพียงพอสำหรับประชากรทั้ง 8 คนพอดี
ตอนนี้ประเทศ A มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าประเทศ B แล้ว เพราะนอกจากจะมีเนื้อแกะไว้กิน ยังมีเสื้อขนแกะไว้ใส่อีกด้วย ไม่ต้องทนหนาวเหมือนก่อน คุณภาพชีวิตที่ดีเกิดจากทางเลือกในการบริโภคที่มากขึ้น
คนทอเสื้อ 2 คนต้องมีรายได้มากกว่าคนที่เหลือ เพราะสามารถใช้เวลาไปกับการผลิตของมีมูลค่ามากกว่าเดิมได้ แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อทั้งคู่มีรายได้สูงขึ้นก็ยินดีที่จะซื้อเนื้อแกะบริโภคมากกว่าเดิมด้วยทำให้เนื้อแกะมีราคาสูงขึ้น ในขณะที่ คนเลี้ยงแกะก็มีจำนวนน้อยลงเหลือแค่ 6 คน รายได้ของคนเลี้ยงแกะจึงสูงขึ้นตามไปด้วย (in real term) เพราะดีมานด์เพิ่ม แต่ซัพพลายลด จะเห็นได้ว่า เมื่อใดก็ตาม ที่มีใครสักคนค้นพบวิธีที่จะเพิ่มผลิตภาพ (ทอผ้า) real wage ของทุกคนในสังคมจะสูงขึ้นตามกันไปหมด เพราะต้องชดเชยค่าเสียโอกาสที่เพิ่มขึ้น (ที่จะหันไปทอเสื้อขายซึ่งทำเงินได้มากกว่า) ของทุกคน เพื่อให้ยังมีคนยอมเลี้ยงแกะอยู่ real wage เพิ่มขึ้นเมื่อค่าเสียโอกาสเพิ่มขึ้นเท่านั้น
เห็นหรือยังว่า ผลิตภาพทำให้ disposable income (real wage) สูงขึ้นได้อย่างไร
นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมคนสิงคโปร์ธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้มีความสามารถอะไรที่เหนือคนไทยเลย ทำงานอย่างเดียวกันเปี๊ยบ แต่พวกเขาจะต้องได้ real wage สูงกว่าเรามาก เพราะประเทศของเขามี”โอกาส”ในการทำงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูงๆ มากกว่าประเทศของเรา นายจ้างของเขาจึงจำเป็นต้องชดเชยค่าเสียโอกาสของลูกจ้างเหล่านั้นมากกว่าเราเพื่อมิให้พวกเขาหนีไปหาโอกาสในการทำงานอย่างอื่นที่มีผลิตภาพสูงกว่านั่นเอง

เมษายน 17, 2008 at 9:22 am
เห็นภาพเลย ตอนนี้เลยมานั่งทำงานสิงคโปร์ อยู่เลยครับ
เมษายน 17, 2008 at 1:09 pm
ตามตัวอย่างข้างต้น อย่างนี้ผมก็มองได้ว่าคุณหน้าฟ้าทั้งหกคนใน A และ ทั้งแปดคนใน B ไม่แตกต่างกัน แต่ หกหน้าฟ้าใน A แค่เกิดมาโชคดี จึง่มีชึวิตที่แตกต่างจาก ฺB ได้ทั้งๆทีโดยเนื้อแท้นั้น่ไม่มีอะไรดีกว่า (แน่นอน ยกเว้นโชคดี)
ถ้าเชื่ออย่างนี้ ่ถ้าสองประเทศนี้อยู่ติดกันแล้วเปิดการค้าเสรี ปัญหาทุกอย่างก็จะได้รับการแก้ไขได้โดยกลไกตลาด …
และสองประเทศนี้ก็แทบจะไม่แตกต่างกันเลย หลังเปิดการค้าเสรี …
เมษายน 17, 2008 at 3:57 pm
ถูกต้องนะครับ …
เมษายน 17, 2008 at 4:06 pm
เป็นจริงดังที่เขียนครับ
เมษายน 17, 2008 at 4:27 pm
แบบเรียนน่าจะมีตัวอย่างแบบนี้นะครับ เข้าใจง่ายมากๆ
เมษายน 17, 2008 at 5:15 pm
เห็นด้วยกับ คุณ fatro …
และคนทำเรื่องยากๆ ให้เป็นเรื่องง่ายๆ (อย่างนี้) มีน้อย จึงควรจะได้รับ “real wage” มากกว่าคนที่เหลือ
ถ้าอย่างนั้น ปัญหาจึงอยู่ที่ “โอกาส” (ในการทำงานที่มี value-added) … อย่างนั้น ใช่ไหม คุณนรินทร์ ??
: )
เมษายน 17, 2008 at 9:23 pm
เป็นเช่นกันครับ
เมษายน 17, 2008 at 10:40 pm
แล้วคำพูดที่ว่าคนสิงคโปร์ เค้าค้าขายเก่งกว่าเราล่ะครับ
มันมีความสัมพันธ์กันไหม
แล้วถ้าเทียบกับประเทศในกลุ่มยุโรปล่ะทำไม ประเทศเหล่านั้นถึงรำรวยและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่า
ผมมีข้อสงสัยมานานแล้ว
ถ้าเราเก่งเท่ากันกับคนสิงคโปร์ แล้วทำไมเราทำมาค้าขายสู้เขาไม่ได้ล่ะครับ(Global Trading)
ที่หยิบมาเช่นนี้ไม่ได้เห็นคนสิงคโปร์ดีกว่าคนไทย
แต่อยากรู้ว่ามันเป็นแค่เพียงว่าโชคดีเท่านั้นเองหรือ? สำหรับคนสิงคโปร์
หรือเป็นเพราะศักยภาพและวิธีคิดของคนสองประเทศนี้มันต่างกันโดยเนื้อแท้ของมันเอง
ประเทศเรามีแต่คนเก่งหรือคนโกยเก่ง แล้วประเทศสิงคโปร์มีเหมือนเราด้วยไหม
ความเหมือนที่แตกต่าง
เมษายน 18, 2008 at 11:38 pm
ผมมีความสงสัยบางประการ ช่วยกรุณาด้วย ไม่ได้ประชดนะครับ
ถ้ามาเทียบเคียงกับประเทศเราในปัจจุบันถ้าคนสองคนพยายามเพิ่มผลผลิต แต่มีคนบางคนในพวกหกคนที่เหลืองอมืองอเท้ารอแต่ประชานิยม แบบจำลองประเทศจะออกมาในรูปแบบใด
เมษายน 19, 2008 at 3:12 pm
อีกข้อหนึ่ง เพิ่งนึกขึ้นได้ ที่พวกNGOชอบพูดกันว่ายิ่งพัฒนาไปคนรวยยิ่งรวยมากขึ้น คนจนยิ่งจนลง ถ้าพิจารณาตามแบบจำลองนี้ และตามความเห็นที่พูดคุยกัน มันก็ไม่จริงสินะ แล้วทำไมชอบกล่าวอ้างกันจังเลย
เมษายน 19, 2008 at 5:32 pm
โดยส่วนตัวผมคิดว่าสมการดังตัวอย่างข้างต้นจะเกิดขึ้นและเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อคนทั้ง 8 ในประเทศ A มีความรู้ความสามารถเท่ากัน แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงคนเราเกิดมาไม่เท่าเทียมกันครับ ยิ่งถ้าวิสัยทัศน์กับทัศนคติไปคนละทิศละทางแบบคนไทยตอนนี้ คงยากคับที่จะมีผลิตภาพแบบตัวอย่าง เห็นด้วยกับคุณ M&N ครับ แถวบ้านผมที่ต่างจังหวัด แค่เบียร์ 3 ขวด ก็แลกได้ 1 คะแนนเสียงแล้วครับ หลังจากนั้นวันนั้นทั้งวันก็ได้ผลิตภาพเป็น 0
เมษายน 19, 2008 at 5:35 pm
อย่างไรก็ตาม ถือเป็นตัวอย่างที่เข้าใจง่ายและน่าจะมีใครลองนำไปประยุกต์ใช้กับบางชุมชนเป็นการนำร่องก่อนนะครับ น่าสนใจ
เมษายน 19, 2008 at 5:41 pm
ในแบบจำลองนี้ เศรษฐกิจเป็นแบบตลาด ใครใคร่ซื้อก็ซื้อ ใครใคร่ขายก็ขาย
ถ้าต้องการให้มีประชานิยมในประเทศนี้ด้วยต้องปรับแบบจำลองเพิ่มเติมโดยชักรายได้ของทุกคนส่วนหนึ่งมากองรวมกันเรียกว่า “ภาษี” แล้วตั้งคนใดคนหนึ่งขึ้นมาให้มีอำนาจตัดสินใจว่าจะใช้เงินก้อนนี้อย่างไรดี เรียกว่า “รัฐบาล”
ถ้าประชานิยม ก็คือ ให้คนที่ได้เป็นรัฐบาลเอาเงินก้อนนี้มาแจกกลับคืนไปให้คนประชากรบางคนเท่านั้น เรียกว่า การกระจายรายได้
สรุปแล้ว ในระยะสั้น ไม่มีผลิตภาพใดๆ เพิ่มขึ้นในกระบวนการดังกล่าว ในระดับประเทศ ยังเหมือนเดิม เพียงแต่ในระดับคน บางคนรวยขึ้นด้วยเงินของบางคนเท่านั้นเอง
ในระยะยาว คนที่เป็นฝ่ายเสียเงินอยู่ตลอดเวลาจะมีแรงจูงใจในการทำงานน้อยลง ช่วยทำให้ผลิตภาพของประเทศลดลงได้
เมษายน 19, 2008 at 5:55 pm
ตอบคำถามคุณ khun_aut
ความลับอยู่ที่การเพิ่มโอกาสในการทำงาน ถูกต้องแล้วครับ
วิธีเพิ่มโอกาสในการทำงานที่ง่ายที่สุดคือการส่งเสริมการลงทุนนั่นเอง
ลองคิดดูว่า หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีอาชีพทำนา วันดีคืนดี มีโรงงานฮาร์ดดิส์กขนาดใหญ่มาตั้งต้องการแรงงานจำนวนมหาศาล คนในหมู่บ้านย่อมมีทางเลือกเพิ่มขึ้นทันที นายจ้างจะต้องล่อใจด้วยค่าจ้างที่สูงกว่ารายได้จากการทำนาเป็นอย่างน้อย เพื่อให้คนยอมเปลี่ยนจากทำนามาทำงานที่โรงงาน นี่แหละที่จะทำให้ real wage ของคนในหมู่บ้านเพิ่มขึ้นได้จริง
ต่อมาโรงงานปิโตรเคมีมาตั้งอีก นายจ้างก็ต้องจ้างด้วยเงินที่สูงขึ้นไปอีก เพื่อให้คนส่วนหนึ่งยอมมาทำงานที่โรงงานปิโตรเคมี
ยิ่งมีคนมาลงทุนมากเท่าไร โอกาสในการทำงานของคนงานจะมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้รายได้ของคนงานสูงขึ้นเรื่อยๆ
เมษายน 19, 2008 at 6:32 pm
เข้าใจกระจ่างเลยครับ ขอบคุณครับ
เมษายน 19, 2008 at 8:17 pm
เป็นอย่างนี้นี่เอง เปิดโลกกว้างให้ MeOmee อีกแล้ว อิอิ
เมษายน 20, 2008 at 11:15 am
พี่เขียนเรื่องให้อ่านเข้าใจง่ายอีกแล้ว ^^
ขอบคุณนะครับพี่สุมาอี้
เมษายน 20, 2008 at 11:40 am
หลายคน หลายความคิดครับ
อยากจะเพิ่มเติมอีกสักนิดครับท่านแม่ทัพ และท่านอื่นๆด้วยครับ
model คือ สิ่งที่เป็นจริงเสมอ เพราะ ปัจจัียต่างๆล้วนแล้วแต่กำหนดขึ้นมาเองทั้งนั้น
ด้งนั้น มันก็เลยสอดคล้องและตอบรับกับ ทฤษฏี หรือ ความคิดของเราครับ
ในที่นี้ ประชากร ทุกคนก็ต้องได้รับข่าวสารเท่าเทียมกัน มีการตัดสินที่เป็นอิสระต่อกันด้วย
ส่วน ความเป็นจริง จะเป็นตามทฤษฏีหรือไม่นั้น ก็ต้องว่ากันยาว เพราะปัจจัยเปลี่ยนไปครับ
ปล.ขอบคุณท่านแม่ทัพ สำหรับข้อคิดดีๆเช่นเคย
และขอบคุณทุกท่านสำหรับข้อโต้งแย้ง เพื่อพิสูจน์ด้วยเหตุและผล
เมษายน 20, 2008 at 2:52 pm
ข้อเขียนท่านแม่ทัพอ่านง่ายเสมอ เยี่ยมจริง
ส่วนข้อทักท้วงอื่นๆนี่ เรื่องโอกาส และความไม่เท่าเทียม เห็นด้วยเต็มๆ ครับ เพราะพอเปลี่ยนจากแบบจำลองมาเป็นเรื่องจริงแล้ว มันก็ต้องเจอมิติอื่นๆ อีกมหาศาล ทั้งเรื่องความเก่ง - มันจะเท่ากันได้อย่างไร, เรื่องโอกาส ที่แต่ละชนชั้นก็ต้องกีดกันชนชั้นอื่นๆ ด้วย “การไม่กระจายอำนาจ” รวมถึงการผลิตวาทกรรมต่างๆ เพื่อไม่ให้คนเท่าเทียมกันได้ง่ายๆ (เช่น อยากหายจน ก็มาเอ็นท์ให้ติดละกัน, หรือ อยากหายจนก็พอเพียงสิ เจ้าไม่พอเพียงเองนี่นา ฯลฯ) และก็สิ่งแวดล้อมที่ประกอบ เช่น
อยู่ในที่ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ฉ้อฉล มันก็ต้องปรับตัวตามน้ำ
อยู่ในที่ที่ทุกคนทำธุรกิจ ก็ต้องทำธุรกิจ (ดังนั้น คนสิงค์โปร์ส่วนใหญ่ ก็ต้องค้าขายเก่งกว่าคนไทยส่วนใหญ่)
อยู่ในที่ที่ผู้คนชิลๆ (หรือถูกหลอกให้ชิลๆ) เราก็พลอยชิลๆ ไปด้วยเองแหละครับ
หวังว่าจะช่วยตอบบางคำถามที่ทักท้วงท่านแม่ทัพ - ก็ความเป็นจริงมันซับซ้อนกว่าโมเดลนี่ขอรับ, และก็เป็นการกดดันให้ท่านแม่ทัพ - ผลิตงานอธิบายโมเดลซับซ้อนมาให้เข้าใจง่ายเช่นเดิม ในอีกทาง ฮ่า ฮ่า
เมษายน 20, 2008 at 2:57 pm
หลากความคิด หลากความเห็น
แต่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
แต่
ก็เป็นเพื่อนกันได้
เมษายน 22, 2008 at 3:53 pm
ขอบคุณสำหรับบทความเยี่ยมอ่านง่ายอีกเช่นเคยครับ
แต่ตรงบรรทัดที่สอง แล้งแค้น ต้องเป็น แร้นแค้น รึเปล่า?
เมษายน 23, 2008 at 7:42 am
ประมาณนั้นครับ แหะๆ แก้ไขให้แล้ว
เมษายน 23, 2008 at 2:38 pm
เข้าใจง่ายดีครับ เยี่ยมๆ
ผมเห็นด้วยกับข้อสังเกตุของคุณ m&n นะครับทั้งสองข้อเลย เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจริงๆเลย
เมษายน 25, 2008 at 9:04 pm
ชอบจังครับ
เห็นภาพ แล้วก็เข้าใจง่ายดีด้วยครับ
อ่านมาหลายเรื่อง เรื่อง J-curve ก็น่าสนใจครับ
อ่านแล้วก็กังวลเหมือนกัน ว่าประเทศไทยจะผ่านจุดต่ำสุดของกราฟ เพื่อเลื่อนไปทางขวา
ได้อย่างราบรื่นมั้ย
ขออนุญาตเอาลิงค์ไปแปะที่บล๊อกผมด้วยละกันครับ
http://peenpai.wordpress.com ครับ
เมษายน 26, 2008 at 9:31 pm
อ่านง่ายดีจังครับ
แต่ว่า พออ่าน comment ท่านอื่น ๆ ก็เหมือนจะมีรายละเอียดที่มากกว่านี้ อีกอ่ะครับ
ชอบครับ วันหลังมาไล่ ๆ อ่านต่อครับ
เมษายน 26, 2008 at 10:54 pm
เศรษฐกิจแบบตลาด แก้ปัญหาความเท่าเทียมกันไม่ได้ครับ แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้คนจนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับอดีตได้ เพราะเศรษฐกิจแบบตลาดกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจในการเพิ่มผลิตภาพของประเทศ แม้คนจนจะไม่มีวันรวยเท่าคนรวย แต่ทั้งคนจนและคนรวยก็มีฐานะที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
เศรษฐกิจที่เน้นการแก้ปัญหาเรื่องความเท่าเทียมกันมากกว่าการเพิ่มผลิตภาพ คือ เศรษฐกิจแบบสังคมนิยม ซึ่งสหภาพโซเวียดและจีนก็ได้เคยพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า นำไปสู่ความอดอยากในที่สุด
โลกของเรามันมีไม่มีความเท่าเทียมหรอกครับ ลองดูในป่าสิครับ ม้าลายต้องยอมให้เสือกินทุกวัน โดยที่ไม่มีสิทธิเรียกร้องอะไรเลย มีแต่โลกในอุดมคติของมนุษย์เท่านั้นแหละที่แสวงหาความเท่าเทียมกัน ถ้าวันหนึ่งเราบอกว่าเสือเกิดมาแข็งแรงกว่าม้าลายถือว่าได้เปรียบม้าลาย ต่อไปนี้ ห้ามเสือกินม้าลาย สุดท้าย เสือก็จะพากันตายหมด ม้าลายก็จะขยายพันธู้จนเต็มป่า กินหญ้าจนหมด ทำให้เกิดความแห้งแล้ง แล้วสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในป่าก็จะพากันเดือนร้อน
ลองคิดดูดีๆ นะครับ
เมษายน 28, 2008 at 4:01 pm
ความเท่าเทียมกัน ผมก็ว่ามันไม่ค่อยสอดคล้องกับสถานการณ์จริงเท่าไร ผมว่ามันเป็นเรื่องของความยุติธรรมมากกว่า
เสือซึ่งแข็งแรงกว่า ย่อมมีสิทธิ์กินม้าลายที่อ่อนแอกว่า เหมือนกับคนที่ฉลาดกว่า ขยันกว่า ย่อมมีสิทธิ์ที่จะได้รับค่าตอบแทนที่มากกว่า
ในทำนองเดียวกัน ประเทศที่มีผลผลิตมากกว่า ย่อมมีสิทธิ์ที่จะมีความเป็นอยู่ดีกว่า คนที่อยู่ในประเทศที่มีผลผลิตต่ำกว่า
ถ้าหากว่าทุกอย่างเท่าเทียมกันหมด คนเราคงไม่มีใครอยากทำงานยากๆให้เหนื่อยหรอก จริงมั๊ย
เมษายน 29, 2008 at 10:25 pm
ดนตรีถ้ามีโน๊ตตัวเดียวมันคงฟังไม่เป็นเพลง ไม่ไพเราะ ป่าถ้ามีต้นไม้ชนิดเดียวมันคงไม่เป็นป่า
การมองของคุณนรินทร์ ใกล้เคียงกับการได้ดวงตาเห็นธรรมเพราะว่าความคิดตีแตกกรณีม้าลาย คนใหนเห็นธรรม คนนั้นเห็นธรรมชาติ เห็นสภาวะอันแท้จริงของธรรมชาติ
เมษายน 30, 2008 at 7:42 pm
อันที่จริงผมไม่ได้มองได้เองแต่ผมได้ยินคำอธิบายนี้มาจากพระเซ็นรูปหนึ่งครับ ท่านอธิบายว่าทำไมพระพุทธเจ้าจึงอนุญาตให้พระสงฆ์ฉันเนื้อสัตว์ได้
พฤษภาคม 2, 2008 at 5:04 pm
เรียนถามท่านแม่ทัพว่า
“การเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ของหลักทรัพย์ จาก 10 บาท เป็น 1 บาท”
มันจะมีผลกระทบอย่างไรบ้างกับนักลงทุนที่ถือหุ้นตัวนั้น ได้ประโยชน์ หรือ เสียประโยชน์
ราคาตลาดอยูที่ 66 บาท
พฤษภาคม 2, 2008 at 7:40 pm
ถ้าไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นร่วมด้วย จะไม่มีผลอะไรเลยต่อมูลค่าพื้นฐานของหุ้นครับ
กรกฎาคม 1, 2008 at 12:40 am
ขอสงสัยหน่อยนะครับ
ที่”ความเป็นอยู่แร้นแค้นมาก การเลี้ยงแกะทำให้ 8 คนมีชีวิตอยู่ได้พอดี”
แล้วคนสองคนไม่เลี้ยงแกะแล้วไปทอเครื่องนุ่งหุ่ม อาจจะทำให้อาหารลดลงได้ใช่ใหมครับ
ถ้าอย่างนั้นไม่มีอาหารกับไม่มีเครื่องนุ่งหุ่มอันใหนจะดีกว่ากัน
ผมคิดว่า การทอเครื่องนุ่งหุ่ม เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดต่อตนเอง แต่แย่สำหรับกลุ่มครับ