0127: อาชีพเกษตร

เมื่อเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก เกษตรกรทุกคนต้องหาเงินจำนวนมากมาซื้อปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ อุปกรณ์การเกษตร หรือแม้แต่แรงงานให้ได้ ไม่ว่าของเหล่านั้นจะมีราคาเป็นเท่าไร ก็ต้องซื้อ ใครไม่มีเงิน ก็ต้องกู้เงินมาให้ได้ ดอกเบี้ยเท่าไรก็ต้องเอา เพราะถ้าหากไม่มีเงินมาซื้อของเหล่านี้ ก็เท่ากับว่า ปีนั้นทั้งปีก็ต้องอยู่เฉยๆ เพราะไม่มีอะไรทำ
เมื่อลงทุนกันไปแล้ว ขณะรอเวลาเพื่อเก็บเกี่ยว ก็ไม่มีทางทำนายได้เลยว่า เมื่อถึงเวลาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว ราคาตลาดจะเป็นเท่าไร ซื่งเวลานั้นผลผลิตของทุกไร่ก็จะออกมาพร้อมๆ กันหมด ไม่ว่าราคาในขณะนั้นจะเป็นเท่าไรก็ต้องขายทันที เพราะถ้าไม่ขายตอนนั้น ผลผลิตก็จะเน่าเสียหมดในไม่ช้า แถมเงินก็กู้เขามาอีกต่างหาก ถ้าหากโชคดีปีนั้นราคาขายสูงกว่าทุนก็ได้กำไร ถ้าต่ำกว่าก็คือขาดทุน ทั้งเงินและแรงที่ลงไปปีนั้นทั้งปีก็ไม่ได้อะไรเลย ใครกู้เงินมาลงทุนด้วยก็เท่ากับว่าได้หนี้เพิ่มมาด้วยอีกต่างหาก และเมื่อเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกในปีถัดไป ก็ต้องลงทุนใหม่อีก ใครเป็นหนี้แล้ว ก็ยังต้องกู้มาใหม่ เพราะถ้าไม่กู้มา ปีนั้นทั้งปีก็ไม่มีงานทำ ดอกเบี้ยก็ทบต้นขึ้นไปอีกเพราะปีที่แล้วยังไม่ได้จ่าย
จะเห็นได้ว่าอาชีพเกษตรกรรมนั้นมีลักษณะเหมือนการเสี่ยงโชค เพราะเราต้องลงทุนไปก่อนโดยที่ไม่รู้เลยว่าสุดท้ายแล้วจะขายได้เท่าไร เพราะราคาสินค้าเกษตรนั้นไม่มีความแน่นอน ทำนายไม่ได้ อีกทั้งยังมีความผันผวนสูงกว่าสินค้าชนิดอื่นมากอีกด้วย ธรรมชาติของอาชีพนี่ทำให้มันเป็นอาชีพสำหรับนายทุน (คนที่มีทุนเป็นของตัวเอง) เพราะจะต้องมีเงินหน้าตักเป็นจำนวนมากเพื่อให้คนที่ประกอบอาชีพแบบนี้สามารถทนขาดทุนติดต่อกันนานๆ ได้ในช่วงที่ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำได้โดยไม่ต้องหมดตัวเพราะหนี้ท่วมไปเสียก่อน นอกจากนี้การมีเงินหน้าตักมากๆ ยังทำให้ไม่จำเป็นต้องขายผลผลิตในทันที ถ้าเห็นราคากำลังจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ก็สามารถกักตุนผลผลิตไว้ก่อนเพื่อเก็บไว้ขายตอนราคาดีๆ ก็ได้
แต่ในความเป็นจริง เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีการสะสมทุนของตัวเอง เกษตรกรบางรายอาศัยเงินกู้ล้วนๆ ในการลงทุน (ไม่ต่างอะไรกับนักเก็งกำไรหุ้นที่ใช้มาร์จิ้น) การกู้เงินมาลงทุนทั้งหมดนั้น หมายความว่า ทุกๆ ปีจะขาดทุนไม่ได้เลย เพราะถ้าขาดทุนแม้แต่ครั้งเดียว นอกจากจะไม่ได้อะไรเลยแล้ว ยังทำให้หนี้มากกว่าเดิมด้วย แต่ในความเป็นจริง ราคาสินค้าเกษตรที่ผันผวนมาก ทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้กำไรทุกปี สุดท้ายแล้วในระยะยาวเกษตรกรที่ไม่มีการสะสมทุนของตัวเองจึง”ต้อง”จบลงด้วยการมีหนี้สินล้นพ้นตัวเสมอ
บางคนบอกว่าที่เกษตรกรไม่รวยเป็นเพราะมีพวกนายทุนคอยเอารัดเอาเปรียบ บางคนบอกว่า ถ้ากำจัดพวกนายทุนออกไปจากระบบให้สิ้นซาก เกษตรกรก็จะลืมตาอ้าปากได้ในที่สุด แต่ที่จริงแล้ว ถ้าหากไม่มีนายทุน เกษตรกรจะถึงขั้นประกอบอาชีพไม่ได้เลย เพราะอาชีพนี้โดยธรรมชาติของมันจะต้องมีใครสักคนที่ทำหน้าที่เป็นนายทุน การที่เกษตรกรไม่มีความคิดที่จะเป็นนายทุนให้ได้เสียเองนี่แหละที่ทำให้ต้องมีคนอื่นเข้ามาเป็นนายทุนแทนให้ ประเทศญี่ปุ่นนั้นเกษตรกรร่ำรวยเพราะเกษตรกรเป็นนายทุนเสียเอง พวกนี้เวลาจะประท้วงรัฐบาลสหรัฐฯ เรื่องภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร สามารถนัดกันนั่งเครื่องบินไปประท้วงถึงหน้าทำเนียบขาวได้เลยทีเดียว ไม่รู้ว่าเมื่อไรเกษตรกรในประเทศไทยถึงจะเป็นอาชีพที่ร่ำรวยเหมือนอย่างที่ญี่ปุ่นบ้าง
ที่จริงแล้ว ถ้าเกษตรกรไม่มีทุนของตัวเอง อย่าเพิ่งคิดเรื่องการมีที่ดินทำกิน ควรจะหันไปเป็น “ลูกไร่” ก่อนจะดีกว่า เพราะลูกไร่ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจึงไม่มีต้องมีทุนก็ได้ ไม่ว่าราคาผลผลิตปีนั้นจะเป็นเท่าไร ลูกไร่ก็ได้ค่าแรงแน่นอน ไม่คำว่าขาดทุน เมื่อสะสมทุนของตัวเองได้แล้วจึงค่อยเริ่มต้นทำเองจากเล็กๆ ก่อน ค่อยๆ สะสมทุนไปเรื่อยๆ จนเติบโต แต่ถ้าหากคิดว่าไม่มีทางสะสมทุนได้มากพอ ก็ควรหันไปสู่ภาคแรงงานดีกว่า การทำเกษตรโดยไม่มีทุนเป็นของตัวเองนั้น ไม่ต่างอะไรกับการทำให้ตัวเองเป็นหนี้ (ขออภัยที่เขียนอย่างตรงไปตรงมา ผมเห็นใจเกษตรกรที่ต้องทำงานหนักมาก อยากให้มีชีวิตที่ดี)
พฤษภาคม 15, 2008 at 4:41 pm
ผมว่าการส่งเสริมการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืน เผลอๆจะมากกว่าโครงการเอื้ออาทรทั้งหลายเสียอีก
พฤษภาคม 15, 2008 at 5:02 pm
T-T เราได้ข้าวอร่อย ๆ กิน โดยที่เกษตรกรต้องเป็นหนี้ ชีวิตหนอชีวิต
พฤษภาคม 15, 2008 at 5:39 pm
ต้องเป็นนายทุน
ต้องรวมกลุ่มกัน
เหมือนกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ที่รวมกลุ่มกันแล้วสามารถมีกำลังพอที่จะต่อรองกับผู้ผลิตกลุ่มอื่นๆได้
พฤษภาคม 16, 2008 at 7:51 am
คุณ 1001i เขียนแบบนี้ imply ว่าเห็นด้วยกับไอเดียของเจ้าสัวซีพีใช่ไหมเนี่ย…
พฤษภาคม 16, 2008 at 7:57 am
“สหกรณ์” ดีไหม คุณนรินทร์ ??
ขอความรู้เรื่อง สหกรณ์ หน่อยสิครับ
: )
พฤษภาคม 16, 2008 at 8:47 am
เกษตรอินทรีย์คือทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรครับ
ปล.ขออนุญาต Link ไปยัง บล็อกผมนะครับ
ขอบคุณมากครับ
พฤษภาคม 16, 2008 at 2:39 pm
ผมทำสวนยาง และ ออกทุนให้ชาวบ้านมาปลูกสับปะรด และดูแลสวนยางให้ผม
สิ่งที่เห็น ผมว่ายังไงก็ ยากจนเหมือนเดิม รอบที่ผานมากำไร สับปะรด หักค่าใช้จ่าย ได้เป็นแสน
เหลือ คืนผมส่วนนึงก็ยังมีเป็นแสน แต่หมดไปกับ เหล้า การจัดเลี้ยงพอใจว่าปีนี้ ได้กำไรเยอะ
เสร็จแล้ว ก็ต้องไปเชื่อปุ๋ย เถ้าแก่ มาใส่ ทั้งยาฆ่าแมลง ฯลฯ งวด สอง เลยไม่เหลือเงิน กลายเป็นติดเงินเถ้าแก่แทน ต้องรอ ตัดสัปปะรดงวดหน้า ซึ่งกลายเป็นต้องขายให้เถ้าแก่ในราคาถูกกดแทน
บางทีการทำเกษตร เหมือนกับการมีบัตรเครดิต เหมือนกัน เอาเงินอนาคตมาใช้ เท่าที่เจอในพื้นที่ จะเหลือส่วนน้อยที่มีเหลือเก็บ ผมว่าการศึกษาสำคัญกว่านะให้เค้ารู้จักการมองยาวมากกว่าการมองสั้น พวกนี้เค้ามองแคสั้นๆ หาเงินไปวันๆ ทั้งที่เค้ามีโอกาศ เก็บเงินได้ดี ในบางช่ว
ส่วนเรื่อง ซีพี และนายทุน อยากฟังความเห็น แม่ทัพก่อน แล้วจะมาแชร์ ไอเดีย จากการเห็นคนที่ไปร่วมทำกับซีพี มาเล่าให้ฟัง
พฤษภาคม 16, 2008 at 4:21 pm
ผมเห็นว่าเกษตรไทย(เฉพาะญาติผม)ว่างงานเกินไป
ไม่ศึกษาหาความรู้ เท่าไร ซึ่งบางอย่างผมก็ไม่เห็นด้วยกะญาติ ที่ใช้เทคโนโลยี (เช่นรถดำนา)
ผมจึงค่อนข้างเห็นด้วยกะเจ้าซัวซีพี ว่าจำเป็นต้องมีคนที่มาทำหน้าที่บางอย่างที่เกษตรกรไม่สามารถทำได้
พฤษภาคม 16, 2008 at 8:18 pm
มีกระทู้เชิงเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับราคาข้าวและชาวนารวยมาฝากครับ น่าอ่านมากๆ
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I6586882/I6586882.html
พฤษภาคม 17, 2008 at 12:51 am
ผมว่าเกษตรกรไม่ได้เป็นอาชีพที่ยากจนโดยอาชีพน่ะครับ แต่ผมว่าเป็นที่ตัวของคนทำการเกษตรต่างหากที่เป็นคนทำให้ยากจน จากที่ผมเห็นและรู้จักทำนาข้าว ปลูกมันสำปะหลัง ทำไร่อ้อย ทุกคนไม่มีใครบอกว่าไม่ได้กำไรเลย แต่จะน้อยจะมากเท่านั่น ที่ขาดทุนก็มีบ้างนานๆครั้ง แต่ถัวเฉลี่ยก็กำไร แต่พอถามต่อว่ามีเงินเก็บไหม พอใจรายได้ที่ได้ไหม อันนี้จะเริ่มแตกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่เป็นเกษตรกรที่มีวิสัยทัศน์พอใจ และมีเงินเก็บ กลุ่มที่ไม่มีวิสัยทัศน์ไม่พอใจ และไม่มีเงินเก็บ
อะไรที่เป็นวิสัยทัศน์ที่ทำให้สองกลุ่มนี้ต่างกัน ผมว่าเป็นความรู้ และค่านิยม สังคมชนบทมีความไม่เท่าเทียมขององค์ความรู้ทางการเกษตรมากบางคนปลูกข้างได้ไร่ละหนึ่งเกวียน บางคนสองไร่ได้สามเกวียน ส่วนใหญ่ทำตามความเคยชิน และแห่ทำตามกัน ไม่ค่อยทำการศึกษาเพื่อพัฒนาผลผลิต ไม่ดูตลาด ผมยกตัวอย่างเรื่องคะน้าเมื่อสองปีก่อนมีคนปลูกคะน้าได้กำไรดีมากกิโลละ25บาท ชาวบ้านเห็นราคาดีก็ขุดนายกร่องปลูกคะน้าเต็มไปหมดคนที่ทำแรกๆก็ได้กำไรกันไป คนที่มาทีหลังก็ขาดทุนเพราะsupplyมันล้นdemand ชาวบ้านเลยต้องตัดคะน้าไปทำเป็นอาหารสัตว์(ไม่คุ้มค่าเก็บไปขาย) ชาวบ้านต้องกลบดินกลับไปทำนาข้าวเหมือนเดิม เป็นอะไรที่เป็นวัฏจักรมาก ค่านิยมก็ไม่น้อยหน้ามีการแข่งขันกันมาก ซื้อรถกะบะ มือถือ stereo จัดงานบุญใหญ่ๆเอาหน้า ทั้งที่ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลยนอกจากได้หน้า และให้เพื่อนบ้านอิจฉาเล่น ทำงานหนักต้องกินเหล้าหลังเลิกงานเพื่อผ่อนคลาย การทำนาปัจจุบันใช้แรงงานของเจ้าของน้อย ส่วนใหญ่จะจ้างคนมาทำตั้งแต่หว่าน ใส่ปุ๋ย พ่นยา เก็บเกี่ยวจ้างหมด ต้นทุนก็สูง กำไรก็ต่ำลง ทุกอย่างที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเราไม่พัฒนาทรัยพยากรมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพ ขอบ่นนิดหน่อยน่ะครับ
พฤษภาคม 17, 2008 at 8:00 am
ถ้าถามว่าสหกรณ์เวิร์คมั้ย ในแง่เป็นแหล่งระดมทุนมันไม่มีอะไรแตกต่าง เพราะสหกรณ์คือการระดมทุนแต่ระดมจากเกษตรกรด้วยกันเองแทนที่จะไปขอนายทุนเท่านั้นเอง เป็นภาระของเกษตรกรรายที่รู้จักสะสมทุนที่ต้องเอาทุนไปแบ่งเกษตรกรที่ไม่สะสมทุนใช้เพื่อให้ลากกันไปได้ทั้งชุมชนนั่นเอง ตราบใดที่เกษตรกรที่ไม่สะสมทุนก็ยังมีพฤติกรรมเหมือนเดิมอยู่ ก็ต้องพึ่งพาใครก็ได้สักคนไปเรื่อยๆ
อีกแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจเหมือนกันคือ แนวคิดเรื่องธนาคารประชาชนที่ได้รับรางวัลโนเบล ระบบนี้ที่จริงก็เป็นระบบนายทุนแบบดั่งเดิม (เป็นธนาคารปล่อยกู้) แต่สิ่งที่แตกต่างอยู่ตรงที่ การ implement เขาไม่ได้ให้กู้เงินอย่างเดียว แต่สร้างระบบ peer pressure ขึ้นมา กล่าวคือ เกษตรกรจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ถ้ากลุ่มไหนมีสมาชิกที่ทำหนี้เสีย สมาชิกทั้งกลุ่มจะกู้เงินไม่ได้อีกเลย ทำให้เกษตรกรกดดันกันเอง เป็นการช่วยเหลือเรื่องการปรับปรุงพฤติกรรมด้วย ไม่ได้ช่วยแต่เรื่องเงิน
สรุปแล้วอยู่ที่พฤติกรรมของเกษตรกรเองนั่นแหละว่ารักตัวเองแค่ไหน
พฤษภาคม 17, 2008 at 10:58 am
มาต่อครับ
ทัศนคติ เกษตรกร ก็สำคัญครับ ต้องบอกว่า เค้าไม่กล้าเปลี่ยนแปลง ยึดแบบเดิมๆ เพราะว่ากลัวว่าการเปลี่ยนแปลง หากมันเกิดไม่ดี เค้าก็เจ๊งอีก
อย่างสัปปะรด ผมส่วนของผมเองที่จ้างเค้าปลูก เอาสนุกๆ ผมให้เค้าใช้ปุ๋ยอินทรย์ชีวภาพ ใส่ ตอนแรก เค้าบอกว่าไม่ได้ผลต้องเคมี เท่านั้น สรุป พอถึงเวลาตัด ส่วนของผม ได้น้ำหนักมากกว่า ของเค้าอีก ผมก็บอกว่า ลองใช้ปุ๋ยอินทรีย์สิ เค้าก็ไม่กล้าใช้ เคมีเหมือนเดิม ทั้งที่มีผลการทดลองจากแปลงผมพิสูจน์แล้ว
ส่วนเรื่องแรงงานก็อีกส่วน ชาวสวน นี่ จะว่าไปก็กรรมกรดีๆนี่เอง ครับ ผมสังเกตุ ดูนะ คนปลูกสัปปะรด ก็จ้างคนอื่นมาปลูก มาฉีดยา ทั้งที่ทำเองก็ได้ แต่ไม่ทำ จ้างคนมาทำตลอด เงินมันก็ร่อยหรอ ติดหนี้เถ้าแก่เหมือนเดิม
ขอพูดถึงซีพีนิดหน่อย ไอ้เรื่องนโยบายสองสูง อยากจะเห็นด้วยน่ะครับ หากเค้ามีธรรมาภิบาลเพียงพอ ซีพีเคยจ้างเกษตรกร มาปลูกข้าวโพดให้เค้า บอกว่าจะรับซื้อ ในราคาประกัน แต่ต้องใช้ยา ปุ๋ยเค้าหมด ซึ่งก็แพงกว่าท้องตลาด พอถึงเก็บเกี่ยว ดัน บอกว่า ราคาตลาดโลกตก ไม่สามารถรับซื้อได้ ต้องขายราคานี้ จะขายก็จะซื้อ ไม่ขายก็ช่วยไม่ได้ สรุปชาวไร่ต้องปล่อยตากเลยครับ เพราะว่า ค่าแรงจ้างเก็บ หักฝักข้าวโพดยังไม่คุ้มค่าแรงที่จ้างซะด้วยซ้ำ
อีกกรณี บอกชาวบ้านมาเลี้ยง ปลานิล ปลาทับทิม เหมือนเดิมรับซื้อ แต่ต้องใช้ยาเค้า แพงกว่าชาวบ้าน พอจะขาย มาบอกว่า ขนาดใหญ่กว่ามาตรฐานบ้าง เนื้อปลาดูไม่แน่บ้าง หาเรื่องกดราคาจาก ราคารับประกัน
บอกชาวบ้านมาเลี้ยงไก่ ชาวบ้านกู้เงิน ธนาคารมาสร้างโรงเลี้ยงแบบปิด ซึ่งต้องให้บริษัทพรรคพวกเค้าสร้างให้ โรงขนาดเล็กก็เป็นล้าน สรุป ให้เลี้ยง ได้สัก ส่งเค้า สอง งวด สามงวด ก็บอกว่าโควต้าหมด ไม่ให้แล้ว ทิ้งหนี้ และโรงเรื่อน ให้ชาวบ้านดูต่างหน้า ส่วนตัวเองไปหลอกฟันกับค่าขายโรงเรือนกับคนอื่นๆ ต่อไป
พฤติกรรมนายทุนที่จะบอกว่าจะมาเป็นพ่อพระ ให้เกษตรกร อย่างนี้ ผมว่า เกษตรกร ต้องคิดให้หนักๆครับ
พฤษภาคม 17, 2008 at 1:14 pm
ลองอ่าน “ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว” ซิคะ ท่านแม่ทัพและเพื่อนๆ
อาจจะได้แนวทางใหม่ของเกษตรกรไทยก็ได้
“The One Straw Revolution”
บันทึกการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าใหม่ของเกษตรกรญี่ปุ่น
เขียนโดยเกษตรกรตัวจริง Masanobu Fukuoka
เปิดอ่านเรียกน้ำย่อยได้ที่เวปนี้ค่า
http://olddreamz.com/bookshelf/onestraw/preface.html
พฤษภาคม 17, 2008 at 11:00 pm
ญาติฝ่ายพ่อของผม ครึ่งนึงเป็นเกษตรกรครับ
น่าเห็นใจเหมือนกันครับ ทำงานหนัก แต่รายได้แค่พอกินพออยู่
ยังดีที่ปู่สามารถส่งพ่อและลุงหลายคนเรียนจนมีงานประจำทำได้
ตอนนี้ก็มีความเป็นอยู่ดีขึ้นมาบ้าง
ปล.รูปสวยอีกแล้วครับ ^^
พฤษภาคม 19, 2008 at 4:37 pm
รูป the Sower ของ Vangogh ครับ อันนี้ของจริง ไม่ใช่ reproduction
พฤษภาคม 20, 2008 at 3:25 pm
มีพ่อเพื่อนผมเป็นเกษตรกร ปลูกมัน ก็กำไรดี เเต่เขาเอาเงินที่ได้ไปลงทุนต่อปลูก อพาตเมนท์ให้เช่า อาชีพเกษตรกร ROIC ต่ำไม่เเน่นอนจึงต้องระวังต้องมีธุรกิจอื่นมาช่วย เวลาเกษตรกรกำไรมาเยอะๆ มักจะไม่รู้จักเอาเงินต่อเงิน
ผมว่าชาวนามี2 ทางเลือก
1. เป็นผู้ประกอบการ–> ตั้งสหกรณ์ สีขาวเอง ทำข้าวถุงเอง หรือทำผลิตภัณ ต่อเนื่องเป็น ขนม อะไรก็ เเปรรูปไป –> รัฐให้ทุน กับสหกรณ์ ดอกต่ำๆระยะเวลาคืนยาวๆ—-> สหกรณ์มาเล่น AFET เพื่อกันความเสี่ยง—-> รวมกันซื้อ ปุ๋ยมากๆ ราคาจะได้ถูก
ผมเคยเห็นข้าวถุงที่เป็นของสหกรณ์ ยังซื้อกินบ่อยๆ มันดูขลังดี
2. รับจ้างปลูกข้าว รัฐบาล หรือบริษัทเป็นผู้จ้าง ชาวนารับเป็นเงินเดือน
รัฐบาลรับซื้อ เเละจ้างโรงสี เเละกันความเสี่ยงเองหาตลาดเอง
พ่อค้าคนกลาง กับโรงสีจะหาย ไป…..
เเต่กลัวว่า คนที่ทำจะไม่ใช่รัฐ จะเป็น เจ้าสัวซะเอง
พฤษภาคม 20, 2008 at 9:40 pm
ที่คุณ terati20 พูดมาก็ฟังดูดีครับ
แต่ถ้าทำจริงๆ คงได้เห็น หลายๆคนโดน ไข้โป้ง กันไป
เรื่องโรงสีน่ะ มีเงินอย่างเดียวทำไม่ได้หรอกครับ ต้องมีอิทธิพลด้วย
ผมเคยคิดเหมือนกันว่าทำไมโรงสีข้าวถึงมีการแข่งขันกันน้อย มานึกขึ้นได้ก็เมื่อน้องที่ทำงานเล่าให้ฟังว่าคุณพ่อเขาคิดจะนำเครื่องสีข้าว เข้ามาจากญี่ปุ่น แค่เปรยๆเท่านั้นแลหะที่บ้านโดนขู่ฆ่าเลย
ไม่งั้นชาวนาก็ไม่จนอยู่จนถึงทุกวันนี้หรอกครับ
มิถุนายน 6, 2008 at 9:52 am
เป็นบทความที่ดีครับ ทำให้ได้คิดอะไรตามมาอีกเยอะเลย
อยากลองไปเป็นชาวสวนชาวนาดูเหมือนกัน ว่าจะเจ๊งอย่างเขามั๊ย
มิถุนายน 22, 2008 at 12:39 am
โดยส่วนตัวคิดว่า การจะพัฒนาอาชีพเกษตรกร ให้ดีขึ้นได้นั้น ต้องอาศัยทั้งปัจจัยที่ตัวเกษตรกรเอง และปัจจัยภายนอกคือ การช่วยเหลือของภาครัฐ
คือว่า
1.ตัวเกษตรกรเองต้องมีการศึกษาก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งจะมีความรู้ได้อย่างไรก็คือ ต้องอาศัยการช่วยเหลือจากภาครัฐคือโรงเรียนและข้าราชการ(ครู) ให้พวกเขามีความคิดถูก คิดชอบ คิดดี ตามที่คนควรจะเป็น (อย่ามีนิสัยฟุ้งเฟ้อ ตามกระแสสังคม)
2. ภาครัฐ ควรให้ความรู้เพิ่มเติมแก่เกษตรกรอย่างจริงจัง ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ตามที่ในหลวงท่านทรงสอนไว้
3. ภาครัฐ ต้องควบคุมเรื่องกลไกการตลาด อย่าให้ไปขึ้นอยู่กับพ่อค้าคนกลาง
ส่วนตัวแล้ว ก็เป็นลูกหลานชาวสวนคนหนึ่ง และเมื่อได้ฟังเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง จึงทำให้พอจะเห็นภาพว่า มันช่วยเกษตรกรได้จริงๆ ขอเพียงแค่มีที่ดิน มีความรุ้ และมีความขยัน อดทน (ซึ่งเป็นนิสัยที่เริ่มหายากขึ้นทุกวัน) เพราะแน่นอนว่า งานเกษตรตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงนั้นจะต้องเหนื่อย การทำการเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง หากเข้าใจไม่ผิด คือต้องมีการจัดสรรพื้นที่ให้ดี
ให้มีทั้งส่วนที่เป็นแหล่งน้ำ และพื้นที่เพาะปลูก ทั้งพืชผักสวนครัว และผลไม้หลายๆ ชนิด
ซึ่งการที่มีพืชผลหลายๆชนิดนี้ จะทำให้เกิดรายได้หมุนเวียนขึ้นในครอบครัว เช่น กล้วย ก็สามารถตัดขายได้ทั้งปี (แต่ราคาถูกมากค่ะ กก.ละ ไม่เกิน 10 บาท ยังดีที่กล้วยนั้น ไม่ต้องบำรุงมากมาย)
ซึ่งการมีรายได้หมุนนี้ ก็จะทำให้พอจะมีทุนไปลงกับผลไม้ชนิดอื่นๆ ต่อไป แต่ปัญหามันก็อยู่ตรงที่ว่าจะทำอย่างไรให้ชาวบ้านเขาเข้าใจทฤษฎีนี้ และมุ่งมั่นลงมือทำ หากพวกเขาไม่มีความรู้ และไม่มีการสนับสนุนจากรัฐบาล
ปัญหาใหญ่อีกประการของเกษตรกร ก็ไม่พ้นเรื่องการขายผลผลิต ซึ่งจุดนี้ คิดว่า ต้องได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลดีๆ (ย้ำว่า ดีๆ…เพราะถ้าไม่ดีบางทีคนของรัฐเองนั่นแหละที่เอื้อต่อคนกลาง) ในเรื่องการกำหนดราคาผลผลิตต่างๆ เพื่อไม่ให้คนกลางค้ากำไรเกินควร แต่อันนี้ปัญหามันอยู่ตรงที่…รัฐบาลดีๆ มีศีลธรรม ตั้งใจทำงานและควบคุมกิเลสตนเองได้นั้นมันมีอยู่จริงหรือป่าว…หากคำตอบคือ “ไม่”….เกษตรกรก็คงต้องก้มหน้าก้มตาทำงานใช้หนี้กันตามลำพังต่อไป