ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘สัพเพเหระ’

0132: Tribute to Cezanne

มิถุนายน 25, 2008

 

(Painted and photographed by Narin O.)

Paul Cezanne ลูกเจ้าของสถาบันการเงินที่ปฏิเสธที่จะเดินตามทางของบิดา และมุ่งมั่นที่จะอุทิศชีวิตให้กับการสร้างสิ่งใหม่ให้กับวงการศิลปะ Cezanne โชคดีกว่าศิลปินเอกคนไหนๆ เพราะฐานะการเงินที่ดีมากของเขาทำให้เขาไม่ต้องพะวงเรื่องการเงินเลยตลอดชีวิต ภาพเขียนของ Cezanne นำเสนอภาพของวัตถุเดียวกันที่หลายๆ ระนาบซึ่งแตกต่างจากที่ดวงตาของเราจะมองเห็น มันจึงเป็นเสมือนสะพานที่เชื่อมยุคอิมเพรสชั่นนิสม์ไปสู่ยุคของ Cubism ในเวลาต่อมา

ผมเองไม่ค่อยจะเข้าใจเรื่องนามธรรมในภาพเขียนเท่าไร แต่ผมชอบสีสันที่สดใสในภาพเขียนของ Cezanne ดูไปดูมา ภาพเขียนสไตล์ Cezanne เหมือนรูปที่ถ่ายด้วยกล้อง Lomography ยังไงก็ไม่รู้ สวยดี

0129: กลยุทธ์ในชีวิตประจำวัน

พฤษภาคม 23, 2008

แนะนำหนังสือเล่มใหม่ของผมครับชื่อ “กลยุทธ์ในชีวิตประจำวัน”

เนื้อหาหลักของหนังสือเล่มนี้เป็นการอธิบายถึงหลักของการต่อรองโดยอาศัยเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันเป็นตัวเล่าเรื่อง ครึ่งหลังของหนังสือก็ถือโอกาสเอากลยุทธ์สัพเพเหระในชีวิตประจำวันซึ่งบางเรื่องเคยอธิบายไว้ในบล็อคแห่งนี้มารวมเล่มด้วย หนังสือมีจำหน่ายแล้วที่ร้านบีทูเอสทุกสาขานะครับ

(มีอีกเล่มที่ออกวางแผงพร้อมกันชื่อ “โอกาสและความน่าจะเป็น” เล่มนี้คือหนังสือ “หลักการพนัน” เดิมแต่เปลี่ยนชื่อใหม่และทำรูปเล่มให้เหมือนกับทุกเล่มที่ผ่านๆ มาจะได้ดูเป็นซีรี่ยส์เดียวกัน แต่เนื้อหาข้างในจะเหมือนเดิมนะครับ)

0128: Woman Turned to the Right (1886)

พฤษภาคม 21, 2008

Woman Turned to the Left, Claude Monet (Reproduction by Narin O.)

ก่อนยุคอิมเพรสชั่นนิสต์ ศิลปินนิยมวาดภาพในสตูดิโอปิดเท่านั้น ศิลปินกลุ่มอิมเพรสชั่นนิสต์ยุคแรก (ซึ่งรวมทั้งโมเน่ต์ด้วย) เป็นผู้บุกเบิกการวาดรูปกลางแจ้ง และได้รับความนิยมในเวลาต่อมา ในช่วงแรกๆ โมเน่ต์เน้นให้ศิลปินบันทึกแสงและเงาตามอย่างที่ตาเห็นจริงๆ เป็นอย่างมาก ไม่ใช่คิดเอาเอง

บ่ายวันหนึ่งที่อากาศดี โมเน่ต์คิดถึงสมัยที่คามิล โมเน่ต์และลูกชายยืนเป็นแบบให้ทดลองวาดรูปกลางแจ้งใหม่ๆ เขาจึงวาดภาพในลักษณะนี้อีกครั้งโดยให้หลานสาวของเขาถือร่มยืนเป็นแบบให้แทน บ่ายวันนั้นทั้งวัน หลานสาวของโมเน่ต์ยืนถือร่มเป็นแบบให้จนมือของเธอล้าไปหมด 

0126: the people of Burma

พฤษภาคม 10, 2008

ชาวพม่ามีรายได้เพียงวันละประมาณหนึ่งดอลล่าร์หรือ 30 บาทเท่านั้น แม้ค่าใช้จ่ายจะไม่สูงเท่ากับประเทศอื่น (เพราะไม่มีอะไรให้ซื้อ) แต่ข้าวของจำเป็นพื้นฐานต่างๆ นั้นก็ต้องซื้อในราคาเดียวกันกับประเทศอื่นเพราะสิ่งของจำเป็นส่วนใหญ่มักมีราคาตามตลาดโลก disposable income ของชาวพม่าจึงต่ำมาก ถือว่าอยู่ในระดับที่ประชาชนส่วนใหญ่อยู่กันแบบขัดสนมาก ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นไปเท่ากันหนึ่งบาทนั้น คนพม่าจะเดือดร้อนกว่าเรามาก

ตั้งแต่รัฐบาลทหารเข้าปกครองประเทศ รัฐบาลทหารจำเป็นต้องปิดประเทศเพื่อความมั่นคง การลงทุนหยุดชะงัก สบู่ยาสีฟันผลิตไม่ได้เอง ต้องนำเข้าจากไทย ไม่มีการลงทุนจากต่างประเทศ (ยกเว้นจีน ไทย และอีกไม่กี่ประเทศเท่านั้น) ส่งผลให้ไม่มีการจ้างงาน ไม่มีงานใดๆ ให้ทำนอกจากการรับจ้างใช้แรงงานต่างๆ  ผลผลิตทางการเกษตรก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ เพราะไม่มีการลงทุนเพื่อปรับปรุงผลิตภาพมากนานมากแล้ว จากที่เคยปลูกข้าวได้มากพอๆ กับไทย เดี๋ยวนี้หล่นไปอยู่ที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ คนพม่าสมัยก่อนถือได้ว่ามีปัญญาชนอยู่ในมหาวิทยาลัยมากประเทศหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว เพราะรัฐบาลทหารกดไว้ เพราะนักศึกษาเป็นภัยคุกคามความมั่นคงอย่างหนึ่ง ความอดอยากและขาดโอกาสในชีวิตอย่างสิ้นเชิงทำให้คนพม่านับล้านที่ไม่ยอมรับสภาพเลือกที่จะหลบหนีออกนอกประเทศมาขายแรงงานที่ประเทศไทย ในแง่ของทรัพยากรและคุณภาพของคนแล้ว พม่ากับไทยก็ไม่ต่างกัน แต่ระบอบทำให้เกิดความแตกต่างได้แบบฟ้ากับเหว

วันนี้ ภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการบริโภคในระดับที่สูงของคนในประเทศที่ร่ำรวยได้ทำให้ชาวพม่านับหมื่นต้องเสียชีวิต อีกนับล้านต้องไร้ที่อยู่อาศัย ทั้งที่พวกเขาเหล่านั้นไม่ใช่คนที่ทำให้โลกร้อน เพราะชีวิตประจำวันของพวกเขาบริโภคต่ำมาก (คนในประเทศ G7 ซึ่งเท่ากับ 15% ของประชากรโลกเป็นผู้บริโภคทรัพยากรเท่ากับ 80% ของทั้งโลกในแต่ละปี) 

ท่านผู้ใดมีจิตศรัทธาอยากช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกที่ด้อยโอกาสกว่าเรามากๆ แต่ต้องมารับเคราะห์แทนเรา ขอเชิญได้ที่นี่ครับ สภากาชาดไทยเร่งช่วยผู้ประสบภัยในพม่า (หักภาษีได้ครับ)

0125: ถุงผ้าที่ทำให้โลกร้อนยิ่งกว่าเดิม

พฤษภาคม 3, 2008

ช่วงนี้มีการรณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อนกันมาก แต่หลายอย่างก็ดูจะประสบความสำเร็จเฉพาะในแง่ที่ดูเอิกเกริกเท่านั้น ส่งผลให้โลกเย็นลงน้อยมาก ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งคือคำแนะนำหลายอย่างเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในทางปฏิบัติ เช่น ใช้น้ำมันให้น้อยลง ก็ไม่รู้จะลดตรงไหนได้อีกแล้ว หรืออย่างถ้าจะติดรถเพื่อนบ้านไปทำงานก็ต้องมารอไป-กลับพร้อมกันทำให้เสียเวลามาก รถติดมากๆ อย่างกรุงเทพ ยิ่งเป็นไปได้ยากเข้าไปใหญ่ หลายอย่างกระทบวิถีชีวิตที่เคยชินไปแล้วทำให้เปลี่ยนไม่ได้ง่ายๆ หลายอย่างก็ไม่กล้าทำเพราะกลัวคนจะหาว่าแปลก เช่น เอาถุงผ้าไปซูปเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น มาตรการที่เป็นไปได้น้อยในทางปฏิบัติทำให้สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นแค่เครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ให้กับบริษัทต่างๆ เท่านั้น (CSR)

ผมพยายามคิดถึงมาตรการอะไรที่ทำได้จริงๆในทางปฏิบัติ มันต้องเป็นมาตรการที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตให้น้อยที่สุด มาตการเหล่านั้นจะช่วยลดโลกร้อนได้มากที่สุด เพราะมันจะถูกเอาไปใช้ได้จริง อย่างหนึ่งที่ผมคิดได้ตอนนี้ก็คือ มาหยุดพฤติกรรมรับของชำร่วยใดๆ ก็ตามที่เราไม่ได้ต้องการกันเถอะ ทุกวันนี้องค์กรทั้งหลายนิยมแจกของชำร่วยกันมากทั้งปากกา ถุง แก้วน้ำ ไดอารี่ พวงกุญแจ เสื้อยืด กระเป๋า ทำให้เราได้รับแจกของเหล่านี้เต็มไปหมดตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปเดินเมืองทองธานี ไปฟังสัมมนาที่ศูนย์ประชุม ไปงานอีเว้นท์ในห้าง หรือการสมัครสมาชิกต่างๆ ส่วนใหญ่แล้ว องค์กรเหล่านั้นจะแจกให้ลูกค้าแบบเหวี่ยงแหคือไม่ถามว่าอยากได้หรือไม่ เสนอให้เลย และเราก็มักมีนิสัยชอบรับของเหล่านี้ไว้ก่อนเสีย เพราะเห็นว่าเป็นของฟรี ที่จริงแล้ว ถ้าเราคิดว่าสุดท้ายแล้วเราก็คงจะไม่ได้ใช้มันอยู่ดี  เราน่าจะบอกปฏิเสธที่จะรับของเหล่านั้น แค่ไม่ยอมรับของที่ไม่ต้องการก็ช่วยโลกร้อนได้แล้ว โดยที่เราแทบจะไม่ต้องเดือดร้อนอะไรเลย แถมยังช่วยมิให้บ้านของคุณรกอีกด้วย บางคนมีพวงกุญแจสิบกว่าอันเต็มบ้านไปหมดจนไม่มีที่จะเก็บ     

ทั้งนี้ทั้งนั้นรวมถึงพวกถุงผ้าแก้โลกร้อนที่บริษัททั้งหลายทำออกมาแจกเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กรอีกด้วย ถ้าคุณรับถุงผ้าจากบริษัทต่างๆมานับสิบถุงโดยที่ไม่ได้นำไปใช้ ถุงผ้าเหล่านั้นจะกลายมหันตภัยที่ทำให้โลกร้อนยิ่งกว่าเดิม

0123: วันมหาสงกรานต์

เมษายน 12, 2008

feelgoood
“Feel gooood”, by Narin O. (Oil on canvas)

0122: ค่าครองชีพ

เมษายน 5, 2008

ข้าวของเครื่องใช้ที่ประเทศสิงคโปร์จะแพงกว่าบ้านเราประมาณ 2-3 เท่า แต่ชาวสิงคโปร์ก็มีความเป็นอยู่ที่สุขสบายกว่าเรามาก ทำไมน่ะหรือครับ ก็เพราะเขามีเงินเดือนมากกว่าเราประมาณ 10 เท่าตัว รายได้ประชาชาติต่อหัวของชาวสิงคโปร์เท่ากับ $34,152 ต่อปี หรือประมาณ 1.2 ล้านบาท ในขณะที่ไทยเราเท่ากับ $3400 หรือประมาณ 1.2 แสนบาท ชาวสิงค์โปร์เก็บเงินแค่ 9 เดือนก็ซื้อรถยนต์หนึ่งคันได้แล้ว แต่คนไทยต้องเก็บเงินถึง 7.5 ปีโดยไม่กินอะไรเลย ถึงจะซื้อรถยนต์ได้สักคัน คิดดูว่าชาวสิงคโปร์จะมีเงินเหลือสำหรับไว้ใช้จ่ายซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยในแต่ละเดือนมากกว่าเราขนาดไหน ต่อให้เขาซื้อสิ่งของจำเป็นในราคาสูงกว่าเราสองเท่า เขาก็ยังมีเงินส่วนเกินเหลืออยู่อีกมาก ในขณะที่ ของเราซื้อของถูกกว่าเขา แต่ต้องใช้จ่ายกันแบบเดือนชนเดือน ที่ต้องไปกู้เพิ่มมาซื้อข้าวสารก็มี

ค่าครองชีพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีสินค้าให้ซื้อในราคาถูก และก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเงินเดือนมากกว่า แต่ขึ้นอยู่กับส่วนต่างระหว่างรายได้กับราคาของสินค้าจำเป็นที่ต้องซื้อในแต่ละเดือน ส่วนต่างตรงนี้บางทีก็เรียกว่า disposable income (รายได้ส่วนเกินที่เอาไปใช้ทำอะไรก็ได้) ยิ่ง disposable income มากขึ้นเท่าไร ครอบครัวไทยก็จะยิ่งหายใจได้คล่องคอมากขึ้นเท่านั้น

การบังคับให้พ่อค้าตรึงราคาสินค้าเอาไว้ หรือนโยบายขึ้นเงินเดือนแบบกระทันหัน จะทำให้ประชาชนมี disposable income สูงขึ้นได้ในระยะสั้น แต่เมื่อตลาดรับรู้ความคาดหวังเรื่องนโยบายเหล่านี้ การปรับราคาสินค้าจะเกิดขึ้นเพื่อมิให้สินค้าขาดแคลน ทำให้สุดท้ายแล้วส่วนต่างระหว่างรายได้กับรายจ่ายกลับมาเท่าเดิมอีกครั้ง ความเป็นอยู่ของประชาชนจึงไม่สามารถทำให้ดีขึ้นได้ด้วยวิธีการเช่นนี้

David Ricardo บอกว่า ไม่ว่าจะแทรกแซงตลาดแรงงานยังไง ในระยะยาว ค่าแรงมีแนวโน้มที่จะวิ่งไปอยู่ในระดับที่ทำให้ unskilled labor พอดำรงชีวิตอยู่ได้พอดี มีหลักฐานที่แสดงว่า แนวคิดของ Ricardo เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะในระยะยาว เงินเฟ้อกับค่าจ้างมีแนวโน้มที่จะวิ่งตามกัน เราได้เงินเดือนขึ้นสักพักเงินก็จะเฟ้อตาม เงินเฟ้อสักพักเราก็จะได้ปรับเงินเดือนตาม สรุปแล้วกำลังซื้อของ disposable income ของเราจะยังคงเท่าเดิมอยู่ไม่ว่าเงินเดือนหรือเงินเฟ้อจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ disposable income สูงขึ้นได้ คือ การเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน ถ้าแรงงานมีทักษะในการทำงานมากขึ้น ผลิตสินค้าได้เพิ่มขึ้น มูลค่าเพิ่มของผู้ใช้แรงงานก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นไปด้วย ผลิตภาพของแรงงานสามารถเพิ่มขึ้นได้ด้วยการฝึกฝนทักษะในการทำงาน การศึกษาที่สูงขึ้น การบริหารจัดการที่ดีกว่าเดิม และการลงทุนเพื่อให้เกิดการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มผลผลิต คนสิงคโปร์เขามีส่วนต่างของรายได้กับค่าใช้จ่ายสูงกว่าเรามากเพราะผลิตภาพของเขาสูงกว่าเรามาก

ส่วนการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ หรือขึ้นเงินเดือนข้าราชการ หรือการตรึงราคาสินค้านั้น ไม่ได้สามารถทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ในระยะยาว สิ่งเหล่านี้ทำให้ “ตัวเลข” เปลี่ยนไปเท่านั้น เงินเฟ้อจะปรับให้ทุกอย่างเหมือนเดิมในไม่ช้า สรุปแล้ว ไม่มีเวทย์มนต์ใดๆ ที่จะเสกชีวิตความเป็นอยู่ของเราให้ดีขึ้นได้ นอกจาก การทำงานให้มากขึ้นหรือทำงานให้ฉลาดขึ้นเท่านั้นเอง  

  

0121: Brave New Hope

เมษายน 2, 2008

titlebrave.gif

 

คนเราถ้าอยากทำอะไรสักอย่างให้ประสบความสำเร็จในชีวิตต้องมีคุณธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ “ความกล้าหาญ”

ความกล้าหาญ คือ กล้าทำในสิ่งที่เห็นว่าถูกต้อง กล้าทำแม้ต้องเสี่ยงอันตราย กล้าเผชิญกับความไม่แน่นอน กล้าเรียนรู้ในสิ่งใหม่ที่ไม่คุ้นเคย กล้าคิดนอกกรอบ กล้าเลือกทางเดินที่คนส่วนใหญ่เขาไม่เดินกัน กล้าโดนเข้าใจผิดจากคนที่ไม่เข้าใจ กล้าโดนใส่ร้ายจากคนที่อิจฉาริษยา กล้าแบกรับความเสี่ยงที่จะล้มเหลว กล้าที่จะสูญเสียบางอย่างไปเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน

คุณใฝ่ฝันที่จะประสบความสำเร็จอะไรสักอย่างในชีวิตหรือเปล่า ถ้าใช่ คุณมีความกล้าเหล่านี้หรือยังครับ? 

0118: เขียนยากกว่าที่คิด

มีนาคม 19, 2008

นั่งขีดๆ เขียนๆ อยู่นานก็ไม่ลงตัวสักที สัญญาไว้ว่าจะเอาเรื่องเส้นโค้งรูปตัวเจมาเขียนถึงประเทศไทยโดยเฉพาะ แต่ไม่คิดเลยว่า มันจะเป็นเรื่องที่เรียบเรียงความคิดได้ยากขนาดนี้ เอาเป็นว่าขอกล่าวโดยสรุปแทนก็ละกัน

ผมว่าประเทศไทยจากนี้ไปมีแนวโน้มที่จะวุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเรากำลังย้ายจากด้านซ้ายของเส้นโค้งรูปตัวเจไปสู่ด้านขวาเหมือนๆ กับประเทศอื่น (รูปแบบความวุ่นวายของแต่ละประเทศนั้นไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับจุดเปราะบางด้านความมั่นคงของแต่ละประเทศ) ผมว่าตอนนี้ไทยยังไม่ได้ผ่านจุดต่ำสุดของกราฟซึ่งเป็นจุดวิกฤตที่ปมปัญหาต่างๆ ที่หมักหมมมานานจะมาถึงจุดแตกหัก

การเกิดวิกฤตก็ไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายเสมอไป บ่อยครั้งที่วิกฤตเป็นหนทางเดียวที่จะผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสังคมในทางที่ดี ประเทศเปิดที่มีความมั่นคงสูง ล้วนแล้วแต่จะต้องผ่านจุดวิกฤตนี้กันมาทั้งนั้น

0116: Poppies (1873)

มีนาคม 7, 2008

Title: Monet’s Poppies, Near Argenteuil (Reproduction)

Artist: Narin Olankijanan

Oil on canvas

Reproduction ภาพเขียนที่สำคัญชิ้นหนึ่งของ Claude Monet ครับ ภาพนี้เป็นหนึ่งในภาพที่ Monet นำออกแสดงในงานแสดงภาพเขียนแนว Impressionism  ครั้งแรกของโลกเมื่อปี 1874 ที่ Boulevard des Capucines ในประเทศฝรั่งเศส หลักของสีตรงข้ามช่วยทำให้ดอกป๊อบปี้ในภาพนี้ดูโดดเด่นครับ