ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘Economics’

0133: Incentives matter

มิถุนายน 25, 2008

ได้ข่าวว่า จีนออกกฏหมายให้ห้างสรรพสินค้าเก็บเงินจากผู้ซื้อที่ต้องการถุงพลาสติกเพื่อเป็นการช่วยลดโลกร้อน นับเป็นการแก้ปัญหาแบบนักเศรษฐศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างแรงจูงใจเพื่อช่วยพฤติกรรมด้วย ให้รางวัลคนดี ไม่ใช่แค่รณรงค์จิตสำนึกกันอย่างเดียว ล่าสุดห้างสรรพสินค้าในไทยแห่งหนึ่งก็เริ่มจัดแคมเปญให้ส่วนลดให้กับลูกค้าที่ไม่เอาถุงแล้ว แม้จุดมุ่งหมายหลักของโปรโมชั่นนี้จะเป็นแผนส่งเสริมการขาย แต่ก็นับว่าน่าชมเชยครับ

ยืดอก พกถุง(ผ้า) กันนะครับ อิอิ

0131: วัฒนธรรมบ้าบุญ

มิถุนายน 15, 2008

คุณคิดว่าอะไรทำให้ประเทศของเรามีเด็กมาขายพวงมาลัยตามสี่แยก ความยากจนเป็นสาเหตุงั้นหรือ?

รายการหลุมดำเคยไปสัมภาษณ์ครอบครัวคนขายพวงมาลัยแถวสี่แยกอโศก หัวหน้าครอบครัวบอกว่า ที่จริงแล้วไม่ได้อยากให้ลูก เป็นคนขาย แต่เพราะเมื่อตนขายเองจะขายได้ยากมาก แต่ถ้าเปลี่ยนให้เด็กขายแทนจะขายได้เร็วกว่าประมาณ 6-7 เท่า

ได้ยินอย่างนี้แล้วคุณว่าใครคือต้นเหตุที่แท้จริงที่ให้เด็กเหล่านี้ต้องมาเสี่ยงชีวิตบนท้องถนนแทนที่จะได้เรียนหนังสือเหมือนเด็กคนอื่นๆ

อดัม สมิธ เชื่อว่า demands create supplies หาใช่ supplies create demands ไม่ ในแต่ละปี ประเทศไทยมีความต้องการ “ความน่าสงสาร” จำนวนมหาศาล (เขาบอกว่า คนไทยขี้สงสาร) จึงทำให้เกิดอุตสาหกรรมขนาดมหึมาเพื่อตอบสนองความต้องการนี้ขึ้น เด็กเหล่านั้นไม่ได้กำลังขายพวงมาลัย แต่พวกเขากำลังขาย “ความน่าสงสาร” ต่างหาก และที่เด็กต้องเป็นคนมาขาย ก็เพราะลูกค้าอยากซื้อจากเด็กมากกว่าจากผู้ใหญ่ เพราะดูแล้วน่าสงสารมากกว่า ตลาดความน่าสงสารในประเทศไทยมีมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี มันเป็นตลาดที่อุปทานสามารถเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองอุปสงค์ได้อย่างเสรีโดยแท้จริง เพราะรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปควบคุมหรือจัดระเบียบใดๆ ได้เลย เพราะจะเป็นการขัดศรัทธาและถือว่าเป็น “บาป” เสียด้วย

ที่จริงแล้ว ถ้าหากมีการสั่งห้ามขายพวงมาลัยตามสี่แยก ครอบครัวคนขายพวงมาลัยจะไม่อดตายแต่จะเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอย่างอื่น สาเหตุที่ครอบครัวคนขายพวงมาลัยเลือกที่จะขายพวงมาลัยเป็นเพราะมันเป็นวิธีหากินที่ทำรายได้ได้สูงกว่าอาชีพใช้แรงงานทั่วไปอื่นๆ ตามหลักที่ว่า คนเราย่อมเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดที่มีอยู่ รัฐบาลไม่กล้าห้ามขายพวงมาลัยตามสี่แยก เพราะกลัวนักแสวงบุญจะหาว่ารัฐบาลรังแกผู้ไร้โอกาส 

ตลาดบุญเป็นตลาดที่แข่งขันกันที่ความน่าสงสาร นับวันเรายิ่งเห็นขอทานตามป้ายรถเมล์ที่ดูเหมือนสัตว์ประหลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ขอทานบางคนเอาแขนข้างหนึ่งซ่อนไว้ในเสื้อ ขอทานเด็กหลายคนโดนเตารีดนาบ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะผู้ซื้อยินดีจ่ายสูงสุดให้กับขอทานที่สามารถทำให้ตัวเองให้ดูน่าสงสารได้มากที่สุดนั่นเอง ตลาดขายความน่าสงสารไทยมีความต้องการสูงมากเสียจนเราไม่สามารถผลิตความน่าสาสารออกมาได้เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละปี จึงต้องมีการนำเข้า “เด็กถูกเตารีดนาบ” มาจากประเทศเพื่อนบ้านปีๆ นึงนับร้อยๆ คน 

แรงจูงใจที่สำคัญที่สุดของผู้ซื้อในตลาดนี้ก็คือ “บุญ” ผู้ซื้อซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้โดยอ้างว่าเพราะความสงสารแต่ลึกๆ แล้วหวังสิ่งที่เรียกว่า “บุญ” เป็นการตอบแทน บางคนไม่ค่อยโลภเลย ทำบุญที่วัดแค่ 20 บาท แต่ขอให้ถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง และประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีบุญสำเร็จรูป (ชุดสังฆทาน) ขายตามซูปเปอร์มาร์เก็ตด้วย เวลาถวายพระก็ไม่ได้คิดหรอกว่า พระจะได้สารอาหารครบหรือไม่ แต่เน้นว่าตัวเองชอบกินอะไรเป็นหลัก เราจะได้ได้กินอย่างนั้นเวลาไปปรโลก ผมว่า ในปรโลก ประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศมหาอำนาจนะครับ เพราะบนโลกมนุษย์ เราทำบุญกันหนักหน่วงกว่าประเทศอื่นมาก ดังนั้นแก้วแหวนเงินทองที่รอเราอยู่ในปรโลกน่าจะมีปริมาณมากกว่าประเทศอื่นๆ ที่ไม่รู้เรื่องบุญหลายเท่า

ผมเคยสงสัยว่าพวกวัดเวลารับบริจาคเงิน สุดท้ายแล้วเขาเอาเงินที่ได้พวกนั้นไปทำอะไรบ้าง ทำไมบางวัดเรี่ยไรให้ญาติโยมบริจาคเงินซื้อกระเบื้องหลังคาอุโบสถตั้งยี่สิบปี แต่ก็ยังคงเรี่ยไรเรื่องเดิมอยู่ มีอยู่วัดหนึ่งดังมาก ได้เงินบริจาคเพียบทุกปี ผมอยากรู้ว่าวัดจะเอาเงินเหล่านั้นไปทำบุญอะไร สุดท้ายแล้วพอได้รู้ ผมแทบเป็นลม เพราะวัดเอาเงินบริจาคที่สะสมมาตลอด 30-40 ปี ไปสร้างมหาอุโบสถหลังใหม่ให้อลังการมากกว่าเดิม (มูลค่ากว่า 1600 ล้านบาท) เพื่อให้ญาติโยมเห็นแล้วศรัทธามากขึ้นอีก จะได้ได้เงินบริจาคในอนาคตที่มากขึ้นไปอีก เงินต่อเงิน เฮ้อ…

แต่ไหนแต่ไรมา พระจะจัดงานบุญเองก็ทำงานไม่สะดวก สู้ฆราวาสไม่ได้ ทุกวัดก็เลยต้องมี “มักทายก” ช่วยเป็นธุระแทนให้ แรกๆ มักทายก็ช่วยเพื่อหวังได้บุญ แต่ตอนหลังทำบ่อยๆ เข้าก็เริ่มยึดเป็นอาชีพ เพราะหาเงินง่ายกว่าธุรกิจอย่างอื่นที่ต้องแข่งขันกัน มีการแบ่งรายได้วัดอย่างเป็นระบบ อย่างที่ในเพลงลูกทุ่งเขาบอกว่า วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้กรรมการก้าวไปอีกขั้นด้วยการผูกขาดงานรับเหมาก่อสร้างทั้งหลายของวัดอีกด้วย ก็เลยได้อีกครึ่งหนึ่งมาทางอ้อมผ่านทางการรับเหมาก่อสร้างนี่แหละ ให้มันได้อย่างนั้น สมัยนี้เวลามีข่าวเจ้าอาวาสถูก มักทายก ยิงตายทีไร เปิดกรุออกมา เจ้าอาวาสที่ตายต้องมีเงินในบัญชีส่วนตัว 20-30 ล้านกันทุกคน บรรชิตหนอบรรชิต

ผู้เชี่ยวชาญบุญคนหนึ่งเคยเตือนผมว่า เวลาทำบุญให้ทำบุญด้วยใจ อย่าไปคิดสงสัยว่า เขาเอาเงินไปทำอะไร เพราะเราจะได้บุญไม่เต็มที่ เราได้บุญมาก็พอแล้ว ไม่ต้องไปสงสัยมาก สงสัยหลังจากที่ผมเขียนบล๊อคนี้เสร็จ นรกคงจะกินกบาลผมแน่เลย ไหนๆ ก็พูดไปแล้วก็ขอ sacrifice ตัวเองเลยละกัน

การทำบุญเป็นศรัทธาส่วนบุคคล และคนเรามีสิทธิที่จะใช้เงินของเราเองไปกับอะไรก็ได้ตามความพอใจ อันนี้ก็จริงครับ แต่ถ้าหากคุณจะช่วยสนใจเรื่องมนุษยธรรมด้วยสักนิดทุกครั้งที่ทำบุญ ผมก็ขอขอบคุณแทนเด็กขายพวงมาลัยเหล่านั้นมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

0130: สองสูง

มิถุนายน 4, 2008

ปกติแล้ว การเพิ่มเงินเดือนให้เมื่อเกิดภาวะข้าวยากหมากแพงจะไม่ช่วยแก้ปัญหา เพราะเงินมีมากขึ้นแต่ของมีเท่าเดิม ของจะยิ่งแพงขึ้นไปอีก สุดท้ายแล้ว กำลังซื้อจะยังคงเท่าเดิมอยู่ แต่ได้ภาวะเงินเฟ้อพ่วงมาด้วย ถ้ามองในมุมนี้ ดูเหมือนทฤษฏีสองสูงของเจ้าสัวธนินท์จะไม่ใช่ทางออกของปัญหาข้าวยากหมากแพง

แต่ผมเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เนื่องจากที่ผ่านมา ราคาสินค้าและค่าแรงของบ้านเราไม่ได้กำหนดด้วยกลไกตลาดแต่ถูกกดเอาไว้ให้ต่ำกว่าความเป็นจริงมาตลอดเพราะเป็นนโยบาย ถึงเวลาแล้วที่เราจะปล่อยให้ทั้งราคาสินค้าและรายได้ของคน “ลอยตัว” ขึ้นตามความเป็นจริง ไม่ใช่กดเอาไว้เหมือนในอดีต การขึ้นเงินเดือนตามทฤษฏีสองสูงไม่ได้หมายถึงการแจกเงิน แต่หมายถึงการปล่อยให้เงินเดือนลอยตัวขึ้นตามความเป็นจริง

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศของเราเริ่มทำเกษตรกันน้อยลงและหันมาเป็นผู้รับจ้างผลิต (OEMers) ในเวทีโลกมากขึ้น สินค้าที่ไทยส่งออกได้มากที่สุดทุกวันนี้คือ รับจ้างต่างประเทศผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ เรายังเป็นฐานการผลิตรถยนต์ส่งออกเป็นจำนวนมากอีกด้วย เราไม่ใช่ประเทศที่ทำเกษตรเป็นหลักเหมือนที่สอนไว้ในหนังสือสังคม สินค้าเกษตรในปัจจุบันมีสัดส่วนแค่เพียง 10% ของรายได้ประชาชาติเท่านั้นเอง 

การจะเป็น OEMers ในเวทีโลกได้นั้น ค่าแรงจะต้องถูก ที่ผ่านมารัฐบาลจึงมีนโยบายกดค่าแรงมาโดยตลอด เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติเลือกที่จะมาผลิตสินค้าในประเทศไทยเพราะค่าแรงต่ำ นอกจากนี้ เรายังใช้วิธีกดค่าเงินของเราให้ต่ำเกินความเป็นจริงอีกด้วย เพื่อให้สินค้าที่ผลิตออกจากประเทศไทยมีราคาต่ำเมื่อคิดเป็นเงินดอลล่าร์ ต่างชาติจะได้อยากซื้อสินค้าที่มีฐานการผลิตในประเทศไทย

นโยบายแบบนี้ที่ผ่านมาไปได้สวย เพราะแม้ว่าเงินเดือนจะน้อย แต่ของก็มีราคาถูก คนในประเทศจึงไม่เดือดร้อนอะไร ในขณะเดียวกัน การจ้างงานก็มีมากเพราะต่างชาติมาลงทุนกันมากเพื่อเอาค่าแรงถูก ดูๆ ไปก็เป็นนโยบายที่ลงตัว แต่พอนานๆ เข้า ราคาสินค้าในประเทศอื่นๆ ในโลกซึ่งเขาไม่ได้ใช้นโยบายกดราคากันก็สูงขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มทิ้งห่างราคาสินค้าในบ้านเราไปอย่างมีนัยสำคัญ  บังเอิญว่าเราต้องซึ้อสินค้าหลายอย่างจากต่างประเทศเสียด้วย ทั้งน้ำมัน แร่เหล็ก รวมไปถึงสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ ระดับราคาสินค้าและรายได้ในประเทศที่ต่ำกว่าตลาดโลกมาก ทำให้คนไทยต้องซื้อสินค้าเหล่านั้นในราคาที่แพงมาก ในขณะเดียวกัน เรายังขายสินค้าของเราในราคาถูกๆ ให้กับโลกเหมือนเดิม

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเลิกกลยุทธ์กดราคา ขืนยังปล่อยให้ระดับรายได้และระดับราคาของไทยต่ำกว่าประเทศอื่นๆ เช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ คนไทยจะตายอย่างเขียดในที่สุด….

ผมเชื่อว่าถ้าเราปรับเงินเดือนให้คนในประเทศ เงินเฟ้อจะไม่เพิ่มขึ้นเท่าไรนัก เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อในปัจจุบันเป็นปัญหาที่มาจากภายนอกประเทศเป็นหลัก ตลาดในประเทศเองมีแต่ตัดราคากันรุนแรงมาก เงินจึงไม่ค่อยจะเฟ้ออยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ย่อมมีข้อเสียอยู่ด้วย นั่นคือ ต่อไปนี้ ประเทศไทยก็จะมีความน่าสนใจในฐานะของ OEMers ในเวทีโลกน้อยลง เพราะคนของเรามีราคาแพงขึ้น เราคงต้องปรับตัวโดยหันไปสร้างจุดเด่นอย่างอื่นขึ้นมาทดแทน แต่ผมก็คิดว่า เราก็มีทางเลือกอื่นอยู่ไม่น้อย ราคาสินค้าเกษตรกำลังเป็นขาขึ้นพอดี แต่ไหนแต่ไรมา เราคือประเทศเกษตรกรรมอยู่แล้ว ถ้าในอนาคตสาวโรงงานต้องหันกลับไปเป็นเกษตรกรกัน ผมก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย เป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ เพราะเกษตรกรรมคือ strength ที่แท้จริงของประเทศไทย 

ไม่อยากให้มองว่าเจ้าสัวพูดเพื่อตัวเอง โลกธุรกิจไม่ใช่ zero sum game ไม่ใช่ว่าคนหนึ่งได้ประโยชน์อีกคนจะต้องเสียประโยชน์เสมอไป แม้ว่าเจ้าสัวจะได้ประโยชน์จากการปล่อยให้ราคาสินค้าเกษตรลอยตัว แต่ประเทศไทยโดยรวมก็ได้ประโยชน์ด้วยเช่นกัน (win-win) ไม่ต้องกลัวคนในประเทศซึ้อข้าวแพงแล้วจะลำบาก ลองดูประเทศอาหรับสิครับ เขาปล่อยให้ราคาน้ำมันซึ่งเป็นสินค้าของประเทศเขาเองลอยตัว แล้วมันทำให้คนในประเทศของเขารวยหรือว่าจนล่ะครับ แขกเขารู้จักทำราคาสินค้าของเขาให้แพงๆ ก็เลยรวยเอา รวยเอา แต่บ้านเราพยายามทำราคาสินค้าของเราให้ถูกๆ ได้เงินมาก็เอาซื้อของที่ราคาแพงๆ ก็เลยจนเอา จนเอา อยู่อย่างนี้แหละครับ 

0129: กลยุทธ์ในชีวิตประจำวัน

พฤษภาคม 23, 2008

แนะนำหนังสือเล่มใหม่ของผมครับชื่อ “กลยุทธ์ในชีวิตประจำวัน”

เนื้อหาหลักของหนังสือเล่มนี้เป็นการอธิบายถึงหลักของการต่อรองโดยอาศัยเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันเป็นตัวเล่าเรื่อง ครึ่งหลังของหนังสือก็ถือโอกาสเอากลยุทธ์สัพเพเหระในชีวิตประจำวันซึ่งบางเรื่องเคยอธิบายไว้ในบล็อคแห่งนี้มารวมเล่มด้วย หนังสือมีจำหน่ายแล้วที่ร้านบีทูเอสทุกสาขานะครับ

(มีอีกเล่มที่ออกวางแผงพร้อมกันชื่อ “โอกาสและความน่าจะเป็น” เล่มนี้คือหนังสือ “หลักการพนัน” เดิมแต่เปลี่ยนชื่อใหม่และทำรูปเล่มให้เหมือนกับทุกเล่มที่ผ่านๆ มาจะได้ดูเป็นซีรี่ยส์เดียวกัน แต่เนื้อหาข้างในจะเหมือนเดิมนะครับ)

0127: อาชีพเกษตร

พฤษภาคม 15, 2008

เมื่อเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก เกษตรกรทุกคนต้องหาเงินจำนวนมากมาซื้อปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ อุปกรณ์การเกษตร หรือแม้แต่แรงงานให้ได้ ไม่ว่าของเหล่านั้นจะมีราคาเป็นเท่าไร ก็ต้องซื้อ ใครไม่มีเงิน ก็ต้องกู้เงินมาให้ได้ ดอกเบี้ยเท่าไรก็ต้องเอา เพราะถ้าหากไม่มีเงินมาซื้อของเหล่านี้ ก็เท่ากับว่า ปีนั้นทั้งปีก็ต้องอยู่เฉยๆ เพราะไม่มีอะไรทำ

เมื่อลงทุนกันไปแล้ว ขณะรอเวลาเพื่อเก็บเกี่ยว ก็ไม่มีทางทำนายได้เลยว่า เมื่อถึงเวลาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว ราคาตลาดจะเป็นเท่าไร ซื่งเวลานั้นผลผลิตของทุกไร่ก็จะออกมาพร้อมๆ กันหมด ไม่ว่าราคาในขณะนั้นจะเป็นเท่าไรก็ต้องขายทันที เพราะถ้าไม่ขายตอนนั้น ผลผลิตก็จะเน่าเสียหมดในไม่ช้า แถมเงินก็กู้เขามาอีกต่างหาก ถ้าหากโชคดีปีนั้นราคาขายสูงกว่าทุนก็ได้กำไร ถ้าต่ำกว่าก็คือขาดทุน ทั้งเงินและแรงที่ลงไปปีนั้นทั้งปีก็ไม่ได้อะไรเลย ใครกู้เงินมาลงทุนด้วยก็เท่ากับว่าได้หนี้เพิ่มมาด้วยอีกต่างหาก และเมื่อเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกในปีถัดไป ก็ต้องลงทุนใหม่อีก ใครเป็นหนี้แล้ว ก็ยังต้องกู้มาใหม่ เพราะถ้าไม่กู้มา ปีนั้นทั้งปีก็ไม่มีงานทำ ดอกเบี้ยก็ทบต้นขึ้นไปอีกเพราะปีที่แล้วยังไม่ได้จ่าย

จะเห็นได้ว่าอาชีพเกษตรกรรมนั้นมีลักษณะเหมือนการเสี่ยงโชค เพราะเราต้องลงทุนไปก่อนโดยที่ไม่รู้เลยว่าสุดท้ายแล้วจะขายได้เท่าไร เพราะราคาสินค้าเกษตรนั้นไม่มีความแน่นอน ทำนายไม่ได้ อีกทั้งยังมีความผันผวนสูงกว่าสินค้าชนิดอื่นมากอีกด้วย ธรรมชาติของอาชีพนี่ทำให้มันเป็นอาชีพสำหรับนายทุน (คนที่มีทุนเป็นของตัวเอง) เพราะจะต้องมีเงินหน้าตักเป็นจำนวนมากเพื่อให้คนที่ประกอบอาชีพแบบนี้สามารถทนขาดทุนติดต่อกันนานๆ ได้ในช่วงที่ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำได้โดยไม่ต้องหมดตัวเพราะหนี้ท่วมไปเสียก่อน นอกจากนี้การมีเงินหน้าตักมากๆ ยังทำให้ไม่จำเป็นต้องขายผลผลิตในทันที ถ้าเห็นราคากำลังจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ก็สามารถกักตุนผลผลิตไว้ก่อนเพื่อเก็บไว้ขายตอนราคาดีๆ ก็ได้     

แต่ในความเป็นจริง เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีการสะสมทุนของตัวเอง เกษตรกรบางรายอาศัยเงินกู้ล้วนๆ ในการลงทุน (ไม่ต่างอะไรกับนักเก็งกำไรหุ้นที่ใช้มาร์จิ้น) การกู้เงินมาลงทุนทั้งหมดนั้น หมายความว่า ทุกๆ ปีจะขาดทุนไม่ได้เลย เพราะถ้าขาดทุนแม้แต่ครั้งเดียว นอกจากจะไม่ได้อะไรเลยแล้ว ยังทำให้หนี้มากกว่าเดิมด้วย แต่ในความเป็นจริง ราคาสินค้าเกษตรที่ผันผวนมาก ทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้กำไรทุกปี สุดท้ายแล้วในระยะยาวเกษตรกรที่ไม่มีการสะสมทุนของตัวเองจึง”ต้อง”จบลงด้วยการมีหนี้สินล้นพ้นตัวเสมอ

บางคนบอกว่าที่เกษตรกรไม่รวยเป็นเพราะมีพวกนายทุนคอยเอารัดเอาเปรียบ บางคนบอกว่า ถ้ากำจัดพวกนายทุนออกไปจากระบบให้สิ้นซาก เกษตรกรก็จะลืมตาอ้าปากได้ในที่สุด แต่ที่จริงแล้ว ถ้าหากไม่มีนายทุน เกษตรกรจะถึงขั้นประกอบอาชีพไม่ได้เลย เพราะอาชีพนี้โดยธรรมชาติของมันจะต้องมีใครสักคนที่ทำหน้าที่เป็นนายทุน การที่เกษตรกรไม่มีความคิดที่จะเป็นนายทุนให้ได้เสียเองนี่แหละที่ทำให้ต้องมีคนอื่นเข้ามาเป็นนายทุนแทนให้ ประเทศญี่ปุ่นนั้นเกษตรกรร่ำรวยเพราะเกษตรกรเป็นนายทุนเสียเอง พวกนี้เวลาจะประท้วงรัฐบาลสหรัฐฯ เรื่องภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร สามารถนัดกันนั่งเครื่องบินไปประท้วงถึงหน้าทำเนียบขาวได้เลยทีเดียว ไม่รู้ว่าเมื่อไรเกษตรกรในประเทศไทยถึงจะเป็นอาชีพที่ร่ำรวยเหมือนอย่างที่ญี่ปุ่นบ้าง    

ที่จริงแล้ว ถ้าเกษตรกรไม่มีทุนของตัวเอง อย่าเพิ่งคิดเรื่องการมีที่ดินทำกิน ควรจะหันไปเป็น “ลูกไร่” ก่อนจะดีกว่า เพราะลูกไร่ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจึงไม่มีต้องมีทุนก็ได้ ไม่ว่าราคาผลผลิตปีนั้นจะเป็นเท่าไร ลูกไร่ก็ได้ค่าแรงแน่นอน ไม่คำว่าขาดทุน เมื่อสะสมทุนของตัวเองได้แล้วจึงค่อยเริ่มต้นทำเองจากเล็กๆ ก่อน ค่อยๆ สะสมทุนไปเรื่อยๆ จนเติบโต แต่ถ้าหากคิดว่าไม่มีทางสะสมทุนได้มากพอ ก็ควรหันไปสู่ภาคแรงงานดีกว่า การทำเกษตรโดยไม่มีทุนเป็นของตัวเองนั้น ไม่ต่างอะไรกับการทำให้ตัวเองเป็นหนี้ (ขออภัยที่เขียนอย่างตรงไปตรงมา ผมเห็นใจเกษตรกรที่ต้องทำงานหนักมาก อยากให้มีชีวิตที่ดี)

0126: the people of Burma

พฤษภาคม 10, 2008

ชาวพม่ามีรายได้เพียงวันละประมาณหนึ่งดอลล่าร์หรือ 30 บาทเท่านั้น แม้ค่าใช้จ่ายจะไม่สูงเท่ากับประเทศอื่น (เพราะไม่มีอะไรให้ซื้อ) แต่ข้าวของจำเป็นพื้นฐานต่างๆ นั้นก็ต้องซื้อในราคาเดียวกันกับประเทศอื่นเพราะสิ่งของจำเป็นส่วนใหญ่มักมีราคาตามตลาดโลก disposable income ของชาวพม่าจึงต่ำมาก ถือว่าอยู่ในระดับที่ประชาชนส่วนใหญ่อยู่กันแบบขัดสนมาก ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นไปเท่ากันหนึ่งบาทนั้น คนพม่าจะเดือดร้อนกว่าเรามาก

ตั้งแต่รัฐบาลทหารเข้าปกครองประเทศ รัฐบาลทหารจำเป็นต้องปิดประเทศเพื่อความมั่นคง การลงทุนหยุดชะงัก สบู่ยาสีฟันผลิตไม่ได้เอง ต้องนำเข้าจากไทย ไม่มีการลงทุนจากต่างประเทศ (ยกเว้นจีน ไทย และอีกไม่กี่ประเทศเท่านั้น) ส่งผลให้ไม่มีการจ้างงาน ไม่มีงานใดๆ ให้ทำนอกจากการรับจ้างใช้แรงงานต่างๆ  ผลผลิตทางการเกษตรก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ เพราะไม่มีการลงทุนเพื่อปรับปรุงผลิตภาพมากนานมากแล้ว จากที่เคยปลูกข้าวได้มากพอๆ กับไทย เดี๋ยวนี้หล่นไปอยู่ที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ คนพม่าสมัยก่อนถือได้ว่ามีปัญญาชนอยู่ในมหาวิทยาลัยมากประเทศหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว เพราะรัฐบาลทหารกดไว้ เพราะนักศึกษาเป็นภัยคุกคามความมั่นคงอย่างหนึ่ง ความอดอยากและขาดโอกาสในชีวิตอย่างสิ้นเชิงทำให้คนพม่านับล้านที่ไม่ยอมรับสภาพเลือกที่จะหลบหนีออกนอกประเทศมาขายแรงงานที่ประเทศไทย ในแง่ของทรัพยากรและคุณภาพของคนแล้ว พม่ากับไทยก็ไม่ต่างกัน แต่ระบอบทำให้เกิดความแตกต่างได้แบบฟ้ากับเหว

วันนี้ ภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการบริโภคในระดับที่สูงของคนในประเทศที่ร่ำรวยได้ทำให้ชาวพม่านับหมื่นต้องเสียชีวิต อีกนับล้านต้องไร้ที่อยู่อาศัย ทั้งที่พวกเขาเหล่านั้นไม่ใช่คนที่ทำให้โลกร้อน เพราะชีวิตประจำวันของพวกเขาบริโภคต่ำมาก (คนในประเทศ G7 ซึ่งเท่ากับ 15% ของประชากรโลกเป็นผู้บริโภคทรัพยากรเท่ากับ 80% ของทั้งโลกในแต่ละปี) 

ท่านผู้ใดมีจิตศรัทธาอยากช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกที่ด้อยโอกาสกว่าเรามากๆ แต่ต้องมารับเคราะห์แทนเรา ขอเชิญได้ที่นี่ครับ สภากาชาดไทยเร่งช่วยผู้ประสบภัยในพม่า (หักภาษีได้ครับ)

0124: แบบจำลองประเทศ

เมษายน 17, 2008

สมมติว่าโลกนี้มีแค่ 2 ประเทศ ที่แยกออกจากกัน แต่ละประเทศมีประชากร 8 คนเท่ากัน ความเป็นอยู่แร้นแค้นมาก เพาะปลูกอะไรไม่ขึ้น เลยไม่มีอาชีพอื่นใดนอกจาก การเลี้ยงแกะ เพื่อให้มีเนื้อแกะกินเป็นอาหาร ซึ่งก็พอทำให้ประชากรทั้ง 8 คนมีชีวิตอยู่ได้พอดี 

อยู่มาวันหนึ่ง มีชายคนหนึ่งในประเทศ A ค้นพบวิธีเอาขนแกะมาทอเป็นเครื่องนุ่งหุ่ม ซึ่งถ้าใช้คนหนึ่งคนทอเสื้อจะสร้างผลผลิตที่มีค่ามากกว่าเมื่อคนๆ นั้นเอาเวลาไปเลี้ยงแกะสองเท่า ก็เลยมีคนสองคนในประเทศ A เปลี่ยนอาชีพไปทอเสื้อแทน ซึ่งก็ทำให้สามารถผลิตเสื้อได้เพียงพอสำหรับประชากรทั้ง 8 คนพอดี

 

ตอนนี้ประเทศ A มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าประเทศ B แล้ว เพราะนอกจากจะมีเนื้อแกะไว้กิน ยังมีเสื้อขนแกะไว้ใส่อีกด้วย ไม่ต้องทนหนาวเหมือนก่อน คุณภาพชีวิตที่ดีเกิดจากทางเลือกในการบริโภคที่มากขึ้น

คนทอเสื้อ 2 คนต้องมีรายได้มากกว่าคนที่เหลือ เพราะสามารถใช้เวลาไปกับการผลิตของมีมูลค่ามากกว่าเดิมได้ แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อทั้งคู่มีรายได้สูงขึ้นก็ยินดีที่จะซื้อเนื้อแกะบริโภคมากกว่าเดิมด้วยทำให้เนื้อแกะมีราคาสูงขึ้น ในขณะที่ คนเลี้ยงแกะก็มีจำนวนน้อยลงเหลือแค่ 6 คน รายได้ของคนเลี้ยงแกะจึงสูงขึ้นตามไปด้วย (in real term) เพราะดีมานด์เพิ่ม แต่ซัพพลายลด จะเห็นได้ว่า เมื่อใดก็ตาม ที่มีใครสักคนค้นพบวิธีที่จะเพิ่มผลิตภาพ (ทอผ้า) real wage ของทุกคนในสังคมจะสูงขึ้นตามกันไปหมด เพราะต้องชดเชยค่าเสียโอกาสที่เพิ่มขึ้น (ที่จะหันไปทอเสื้อขายซึ่งทำเงินได้มากกว่า) ของทุกคน เพื่อให้ยังมีคนยอมเลี้ยงแกะอยู่ real wage เพิ่มขึ้นเมื่อค่าเสียโอกาสเพิ่มขึ้นเท่านั้น

เห็นหรือยังว่า ผลิตภาพทำให้ disposable income (real wage) สูงขึ้นได้อย่างไร

นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมคนสิงคโปร์ธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้มีความสามารถอะไรที่เหนือคนไทยเลย ทำงานอย่างเดียวกันเปี๊ยบ แต่พวกเขาจะต้องได้ real wage สูงกว่าเรามาก เพราะประเทศของเขามี”โอกาส”ในการทำงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูงๆ มากกว่าประเทศของเรา นายจ้างของเขาจึงจำเป็นต้องชดเชยค่าเสียโอกาสของลูกจ้างเหล่านั้นมากกว่าเราเพื่อมิให้พวกเขาหนีไปหาโอกาสในการทำงานอย่างอื่นที่มีผลิตภาพสูงกว่านั่นเอง 

0120: เรื่องเล่าสมัยแคว้นฉี

มีนาคม 25, 2008

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว Meng Chang สมุหกลาโหมแห่งแคว้นฉี มีไพร่ศักดินาภายใต้ความดูแลถึง 3 พันคน Meng ต้องอาศัยการปล่อยกู้ให้ชาวบ้านเพื่อเอาดอกเบี้ยที่ได้มาเลี้ยงดูไพร่ศักดินาเหล่านี้ มีอยู่ปีหนึ่งที่การเก็บเกี่ยวไม่ดี ชาวบ้านจำนวนมากไม่สามารถหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยได้ Meng ไม่รู้จะทำเช่นไรดี 

Meng มีไพร่ในสังกัดคนหนึ่งชื่อ Feng Quan ซึ่งวันๆ เอาแต่กินเหล้า ไม่มีข้อดีอะไรเลยนอกจากพูดคุยเก่งอย่างเดียว Meng ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วจึงลองส่ง Feng ไปลองทวงหนี้กับชาวบ้านดู

เมื่อ Feng ไปถึง ก็ติดตามทวงหนี้กับชาวบ้านทุกคน ซึ่งก็มีชาวบ้านส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถชำระดอกเบี้ยได้ Feng นำเงินที่ทวงได้ทั้งหมดไปซื้อเหล้ายาปลาปิ้งแล้วประกาศเชิญลูกหนี้ทั้งหมดทั้งที่มีจ่ายและไม่มีจ่ายให้มาร่วมงานเลี้ยงฉลอง

Feng เลี้ยงเหล้าลูกหนี้ทุกคนจนเมามาย แล้วก็แอบตรวจเงินในกระเป๋าของลูกหนี้ทุกคน Feng กำหนดเส้นตายในการชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ทุกคนที่มีเงินมาก ส่วนลูกหนี้ที่ไม่มีเงินเลย Feng ได้นำเอาสัญญาเงินกู้ของพวกเขาเหล่านั้นไปเผาทิ้งเสีย Feng บอกกับลูกหนี้ทุกคนว่า ท่านสมุหกลาโหม ให้ทุกคนยืมเงินเพื่อให้มีทุนทำกิน ในขณะเดียวกันท่านก็ต้องนำดอกเบี้ยที่ได้ไปเลี้ยงดูไพร่ในสังกัด แล้วพวกท่านจะเบี้ยวหนี้กับคนอย่างนี้ได้อย่างไร ชาวบ้านทุกคนที่ได้ฟังดังนั้นก็คิดได้

ท่านสมุหกลาโหมได้ยินข่าวว่า Feng เอาเงินที่เก็บได้ไปซื้อเหล้าแถมยังเอาสัญญาเงินกู้ไปเผาทิ้ง ก็โกรธมากจึงสั่งให้ม้าใช้รีบไปเอาตัว Feng กลับมา เมื่อ Feng กลับมาถึงจึงอธิบายว่า ถ้าไม่เอาเงินไปซื้อเหล้าก็คงเรียกลูกหนี้ทั้งหมดมารวมตัวกันไม่ได้ และทำให้ไม่รู้ว่า มีใครบ้างที่มีความสามารถในการชำระเงินกู้ ใครที่มีเงินข้าก็กำหนดเส้นตายให้รีบชำระเสีย ส่วนใครที่ไม่มี ต่อให้ทวงยังไงก็คงไม่ได้เงินคืน เมื่อดอกเบี้ยทบต้นไปเรื่อยๆ พวกเขาก็จะต้องหลบหนีในที่สุด น่าจะยกหนี้ให้คนพวกนี้แทนเพื่อเป็นการซื้อใจราษฏร อย่างน้อยท่านยังได้ความนิยมชมชอบกลับมาบ้าง ท่านสมุหกลาโหมได้ฟังดังนั้นก็พึ่งพอใจกับวิธีการของ Feng เป็นอย่างมาก

0119: เอาใหม่ ลองพยายามดูอีกครั้ง

มีนาคม 20, 2008

ประเทศที่เคยปิดมาก่อนเมื่อหันมาเปิดประเทศมากขึ้นจะทำให้เกิดปัญหาความมั่นคงตามมาเพราะเสรีภาพที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้นำควบคุมประชาชนได้ยากกว่าเดิม ประเทศไทยเองก็กำลังประสบปัญหานี้เช่นกันไม่ต่างกับประเทศอื่นๆ

ในด้านความมั่นคง ประเทศไทยมีความแตกต่างด้านศาสนาและเชื้อชาติมานานแล้ว แต่เมื่อก่อนไม่มีปัญหา เพราะรัฐบาลคอยปลูกฝังเรื่องสัญชาติ ใครเกิดในประเทศไทยก็คือคนไทยหมด การปลูกฝังค่านิยมเหล่านี้ทำได้ง่ายเพราะสื่อเป็นของรัฐทั้งหมด สมัยก่อนทุกคนต้องฟังรายการ “สยามมานุสติ” ทางวิทยุตอนหกโมงเย็นทุกวัน เพราะออกอากาศทุกคลื่นไม่มีอย่างอื่นให้ฟัง แต่สมัยนี้ การปลูกฝังค่านิยมอะไรที่ไม่เหมือนกับสากลนั้นจะทำได้ยาก เพราะประชาชนสามารถรับรู้ข่าวสารจากต่างประเทศได้โดยตรง (เคเบิลทีวี อินเตอร์เน็ต) หลอกไม่ได้ มิหน่ำซ้ำกระแสโลกาภิวัฒน์ยังทำให้เกิดองค์กรก่อการร้ายระดับนานาชาติที่เดินทางเข้ามายั่วยุคนในชาติให้แตกแยกกัน เมื่อก่อนนี้ เรามี ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นศูนย์รวมจิตใจ แต่สมัยนี้ดูเหมือนคำว่า ชาติกับศาสน์จะทำให้คนไทยรู้สึกว่าเราเป็นพวกเดียวกันได้น้อยลง อาจนำมาซึ่งปัญหาความมั่นคงในอนาคต

สมัยก่อนยังไม่มีอินเตอร์เน็ต มือถือก็ไม่มี เราจึงสามารถควบคุมเยาวชนให้เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ได้ แต่สมัยนี้เทคโนโลยีการสื่อสารได้ทำให้ภาพลามกอนาจารเกลื่อนเมือง คลิปฉาวเพียบ ห้ามได้ลำบาก การเลี้ยงดูเยาวชนให้อยู่ในกะร่องกะรอยจึงยากกว่าเดิมมาก เยาวชนชิงสุกก่อนห่ามมากขึ้น ติดเกมออนไลน์ ติดการพนันฟุตบอล ฯลฯ กลายเป็นปัญหาความมั่นคงด้านสังคม

สมัยก่อนเศรษฐกิจนิ่งมาก ค่าเงินคงที่ ดอกเบี้ยเปลี่ยนช้ามาก ถ้าราคาสินค้าแพง รัฐบาลก็แทรกแซงตลอด ประชาชนไม่ต้องสนใจความผันผวนเหล่านี้เลย แต่สมัยนี้ทำไม่ได้แล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจของเราเป็นแบบเปิด การแทรกแซงตลาดทำให้รัฐมีต้นทุนสูงเพราะมีคนอาบิทาจไปต่างประเทศ ประชาชนจึงมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจน้อยกว่าเดิม ขนาดแม่ค้าขายหมูในตลาดยังต้องรับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกเลย

ในแง่การเมือง โลกาภิวัฒน์ทำให้ประชาธิปไตยเบ่งบาน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องคอยรับมือกับองค์กรเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษย์ชนข้ามชาติ NGO ต่างๆ ต้องคอยทำตามนักลงทุนต่างประเทศที่ขู่จะไม่มาลงทุน ต้องคอยรับมือกับสื่อมวลชนที่มีอิสระมากขึ้น ต้องรับมือกับนักวิชาการที่คอยด่า ต้องรับมือกับม๊อบกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ในทุกเรื่อง การเมืองไร้เสถียรภาพ ผลักดันนโยบายใดๆ ก็ไม่สำเร็จ เกิดเป็นปัญหาความมั่นคงทางการเมืองขึ้นมา

ปัญหาต่างๆ เหล่านี้อาจทำให้เราเข้าใจว่า การเปิดประเทศคือปัญหา สมควรกลับไปปิดประเทศอีกครั้งเพื่อขจัดความวุ่นวายเหล่านี้ แต่ความจริงแล้ว การเปิดประเทศทำให้ประชาชนมีเสรีภาพมากขึ้นเลยไปทำให้ความมั่นคงลดลง เพราะแต่ไหนแต่ไรมา ความมั่นคงเกิดจากการที่ผู้นำมีอำนาจเบ็ดเสร็จจึงควบคุมความสงบเรียบโร้ยได้โดยง่าย เสรีภาพในการรับรู้โลกภายนอกได้ทำให้ผู้นำควบคุมประชาชนได้ยากกว่าเดิม สำหรับประเทศที่เปิดแล้ว ความมั่นคงต้องมาจากการที่ภาคประชาชนมีความเข้มแข็ง ไม่ใช่มาจากความเบ็ดเสร็จของผู้นำ ไทยเราเพิ่งเปิดประเทศจึงยังต้องการการเปลี่ยนผ่านไปสู่จุดนั้น ซึ่งย่อมต้องเกิดความวุ่นวายอย่างมากระหว่างทาง ทุกประเทศก็จะเจอแบบนี้ 

การเมืองที่ตีกันไปตีกันมา เราอาจรู้สึกว่าต้องหยุดเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้น แต่ผลระยะยาวที่ตามมาคือ ปัญหาความโปร่งใสต่างๆ ก็จะไม่ได้รับการแก้ไขเหมือนเดิม การตีกันไปตีกันมาอาจทำให้ประเทศถึงจุดวิกฤต แต่สุดท้ายแล้ว จะนำประเทศไปสู่บรรทัดฐานใหม่ทางการเมืองได้ ม๊อบที่ออกมาชุมนุมกันบ่อยๆ แรกๆ ชาวบ้านก็สนับสนุน แต่ออกมาบ่อยๆ ชาวบ้านก็ฉลาดขึ้นรู้ว่าม๊อบไหนจริงไม่จริง ภาคประชาชนฉลาดขึ้น อย่างอเมริกาเคยแตกแยกกันเรื่อง “ทาส” จนบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมืองมาแล้ว แต่ในที่สุด มันก็ช่วยทำให้เกิดการเลิกทาส หรืออย่างการต่อสู้ของนักศึกษาในเกาหลีใต้ที่เคยเล่าให้ฟังแล้ว เป็นต้น ถ้าเรามัวแต่กลัววิกฤต ภาคประชาชนก็จะต้องเป็นเบี้ยล่างชนชั้นปกครองตลอดไป

ประมาณนี้ เฮ้อๆๆๆ อธิบายแล้วเหนื่อย

0117: เส้นโค้งรูปตัวเจ

มีนาคม 15, 2008

openness.gif

ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The J-Curve เขียนโดย Ian Bremmer หนังสือเล่มนี้ได้นำเสนอแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจมากทีเดียว….

ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์นั้น ระดับของการเปิดสู่โลกภายนอกกับความมั่นคงของแต่ละประเทศนั้น ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันแบบง่ายๆ ในด้านหนึ่ง ประเทศที่เปิดตัวเองมานานแล้วอย่างเต็มที่ เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น นอร์เวย์ ก็เป็นประเทศที่มีความมั่นคงสูง แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศที่ปิดตัวเองอย่างสิ้นเชิง ได้แก่ เกาหลีเหนือ พม่า ซิมบับเว และเบรารุส ในแง่ความมั่นคงก็เป็นประเทศที่มีความมั่นคงสูงมากเช่นกัน ประเทศที่มีปัญหาเรื่องความมั่นคงกลับได้แก่ ประเทศอื่นๆ ที่เหลือส่วนใหญ่ในโลกที่มีระดับของการเปิดตัวเองสู่โลกภายนอกแบบครึ่งๆ กลางๆ เพราะเพิ่งเริ่มเปิดประเทศจากอิทธิพลของกระแสโลกาภิวัฒน์

ถ้าจะแสดงความสัมพันธ์ระหว่างระดับความมั่นคงกับระดับของการเปิดตัวเองสู่โลกภายนอก จะได้กราฟที่มีลักษณะคล้ายอักษรเจ (ดูภาพประกอบ) แกนตั้งแทนระดับของความมั่นคง ส่วนแกนนอนแทนระดับของการเปิดตัวเองสู่โลกภายนอก เกาหลีเหนืออยู่ทางซ้ายสุดของกราฟ ส่วนสวีเดนนั้นอยู่ทางขวาสุด ประเทศอื่นๆ อยู่ที่ใดที่หนึ่งระหว่างกลาง (ความมั่นคงต่ำกว่า) 

สาเหตุที่ประเทศอย่างเกาหลีเหนือมีความมั่นคงสูงมากเพราะประชาชนไม่ได้รับข่าวสารใดๆ จากโลกภายนอกจึงทำให้ปกครองได้ง่าย คิมจองอิวบอกชาวเกาหลีเหนือว่าจำเป็นต้องเอาผลผลิต 25% ของจีดีพีไปใช้จ่ายด้านการทหารเพราะสหรัฐมีแผนที่จะยึดครองโลกอยู่ เกาหลีเหนือจึงจำเป็นต้องมีอาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องกันตัวเอง ชาวเกาหลีเหนือก็ไม่ว่าอะไรเพราะคิดว่าเป็นความจริง 

ในทางตรงกันข้าม ชาวอเมริกันมีสิทธิเสรีภาพอย่างสุดโต่ง เรียกร้องและตรวจสอบสารพัด แต่สังคมก็ไม่เกิดความวุ่นวาย เนื่องจากสถาบันทางสังคมที่จำเป็นสำหรับสังคมแบบเปิด เช่น สภาตรวจสอบ ศาล ตำรวจ องค์กรอิสระ กกต. องค์กรมหาชน สคบ. สหภาพแรงงาน เอ็นจีโอ สื่อมวลชน ฯลฯ ของสหรัฐฯ ได้ผ่านการวิวัฒนาการมานานจนมีความเข้มแข็งพอที่จะรับมือกับความวุ่นวายของสังคมแบบเปิดได้

ที่มีปัญหามากที่สุดคือพวกประเทศที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งแต่ก่อนนี้เคยเป็นประเทศที่ปิดมาก่อน แต่โลกาภิวัฒน์ได้ทำให้ประเทศเหล่านี้เปิดอย่างรวดเร็ว แต่สถาบันทางสังคมที่จำเป็นสำหรับสังคมแบบเปิดของประเทศเหล่านี้ยังไม่เข้มแข็ง ความวุ่นวายในสังคมจึงเกิดขึ้นมากมายในทุกๆ ด้าน

ประเทศที่เพิ่งเปิดประเทศเหล่านี้ต้องการการปฏิรูปเพื่อวิ่งไปสู่ด้านขวาของกราฟ กระบวนการนี้ต้องอาศัยเวลาและความจริงใจของผู้นำเก่าที่จะปฏิรูป และการปฎิรูปจะก่อให้เกิดจุดวิกฤตของความมั่นคงระหว่างทาง (ผ่านจุดต่ำสุดของกราฟ) ด้วย ถ้าผ่านจุดนั้นไปได้ก็จะกลายเป็นประเทศเปิดที่มีความมั่นคง (อยู่ทางขวาของกราฟ) บางประเทศสามารถก้าวผ่านกระบวนการนี้ไปได้ด้วยดี เช่น อัฟริกาใต้ แต่บางประเทศก็ถึงกับล่มสลายกลางทาง เช่น ยูโกสลาเวีย ส่วนใหญ่แล้ว ประเทศที่ปฏิรูปสำเร็จจะต้องมีสถานการณ์ที่บีบบังคับให้การปฏิรูปเป็นทางออกทางเดียวเท่านั้นของผู้นำเก่า

External Shocks ทั้งหลาย เช่น ราคาพลังงาน ซึนามิ วิกฤตการเงิน การก่อการร้ายข้ามชาติ ภาวะอดอยาก สามารถทำให้ประเทศที่กำลังอยู่ครึ่งๆ กลางๆ ซึ่งเปราะบางอยู่แล้ว เกิดวิกฤตความมั่นคงได้ง่ายๆ  (เช่น ราคาก๊าซในพม่า วิกฤตการเงินในอินโดทำให้คนออกมาไล่ฆ่ากัน เป็นต้น )

ผมว่าแนวคิดนี้สามารถเอามาใช้มองประเทศไทยได้เหมือนกัน มันช่วยทำให้เราเข้าใจเกิดอะไรขึ้นกับประเทศตอนนี้ และทางเลือกที่มีอยู่จะพาเราไปสู่จุดไหนกันบ้าง คราวหน้าผมจะลองเอาแนวคิดนี้มาพูดถึงกรณีของบ้านเราดูนะครับ

(ปล. คำว่า J-curve ผู้เขียนยืมมาจากวิชาเศรษฐศาสตร์ แต่ไม่เกี่ยวกันนะครับ)