
คุณคิดว่าอะไรทำให้ประเทศของเรามีเด็กมาขายพวงมาลัยตามสี่แยก ความยากจนเป็นสาเหตุงั้นหรือ?
รายการหลุมดำเคยไปสัมภาษณ์ครอบครัวคนขายพวงมาลัยแถวสี่แยกอโศก หัวหน้าครอบครัวบอกว่า ที่จริงแล้วไม่ได้อยากให้ลูก เป็นคนขาย แต่เพราะเมื่อตนขายเองจะขายได้ยากมาก แต่ถ้าเปลี่ยนให้เด็กขายแทนจะขายได้เร็วกว่าประมาณ 6-7 เท่า
ได้ยินอย่างนี้แล้วคุณว่าใครคือต้นเหตุที่แท้จริงที่ให้เด็กเหล่านี้ต้องมาเสี่ยงชีวิตบนท้องถนนแทนที่จะได้เรียนหนังสือเหมือนเด็กคนอื่นๆ
อดัม สมิธ เชื่อว่า demands create supplies หาใช่ supplies create demands ไม่ ในแต่ละปี ประเทศไทยมีความต้องการ “ความน่าสงสาร” จำนวนมหาศาล (เขาบอกว่า คนไทยขี้สงสาร) จึงทำให้เกิดอุตสาหกรรมขนาดมหึมาเพื่อตอบสนองความต้องการนี้ขึ้น เด็กเหล่านั้นไม่ได้กำลังขายพวงมาลัย แต่พวกเขากำลังขาย “ความน่าสงสาร” ต่างหาก และที่เด็กต้องเป็นคนมาขาย ก็เพราะลูกค้าอยากซื้อจากเด็กมากกว่าจากผู้ใหญ่ เพราะดูแล้วน่าสงสารมากกว่า ตลาดความน่าสงสารในประเทศไทยมีมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี มันเป็นตลาดที่อุปทานสามารถเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองอุปสงค์ได้อย่างเสรีโดยแท้จริง เพราะรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปควบคุมหรือจัดระเบียบใดๆ ได้เลย เพราะจะเป็นการขัดศรัทธาและถือว่าเป็น “บาป” เสียด้วย
ที่จริงแล้ว ถ้าหากมีการสั่งห้ามขายพวงมาลัยตามสี่แยก ครอบครัวคนขายพวงมาลัยจะไม่อดตายแต่จะเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอย่างอื่น สาเหตุที่ครอบครัวคนขายพวงมาลัยเลือกที่จะขายพวงมาลัยเป็นเพราะมันเป็นวิธีหากินที่ทำรายได้ได้สูงกว่าอาชีพใช้แรงงานทั่วไปอื่นๆ ตามหลักที่ว่า คนเราย่อมเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดที่มีอยู่ รัฐบาลไม่กล้าห้ามขายพวงมาลัยตามสี่แยก เพราะกลัวนักแสวงบุญจะหาว่ารัฐบาลรังแกผู้ไร้โอกาส
ตลาดบุญเป็นตลาดที่แข่งขันกันที่ความน่าสงสาร นับวันเรายิ่งเห็นขอทานตามป้ายรถเมล์ที่ดูเหมือนสัตว์ประหลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ขอทานบางคนเอาแขนข้างหนึ่งซ่อนไว้ในเสื้อ ขอทานเด็กหลายคนโดนเตารีดนาบ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะผู้ซื้อยินดีจ่ายสูงสุดให้กับขอทานที่สามารถทำให้ตัวเองให้ดูน่าสงสารได้มากที่สุดนั่นเอง ตลาดขายความน่าสงสารไทยมีความต้องการสูงมากเสียจนเราไม่สามารถผลิตความน่าสาสารออกมาได้เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละปี จึงต้องมีการนำเข้า “เด็กถูกเตารีดนาบ” มาจากประเทศเพื่อนบ้านปีๆ นึงนับร้อยๆ คน

แรงจูงใจที่สำคัญที่สุดของผู้ซื้อในตลาดนี้ก็คือ “บุญ” ผู้ซื้อซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้โดยอ้างว่าเพราะความสงสารแต่ลึกๆ แล้วหวังสิ่งที่เรียกว่า “บุญ” เป็นการตอบแทน บางคนไม่ค่อยโลภเลย ทำบุญที่วัดแค่ 20 บาท แต่ขอให้ถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง และประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีบุญสำเร็จรูป (ชุดสังฆทาน) ขายตามซูปเปอร์มาร์เก็ตด้วย เวลาถวายพระก็ไม่ได้คิดหรอกว่า พระจะได้สารอาหารครบหรือไม่ แต่เน้นว่าตัวเองชอบกินอะไรเป็นหลัก เราจะได้ได้กินอย่างนั้นเวลาไปปรโลก ผมว่า ในปรโลก ประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศมหาอำนาจนะครับ เพราะบนโลกมนุษย์ เราทำบุญกันหนักหน่วงกว่าประเทศอื่นมาก ดังนั้นแก้วแหวนเงินทองที่รอเราอยู่ในปรโลกน่าจะมีปริมาณมากกว่าประเทศอื่นๆ ที่ไม่รู้เรื่องบุญหลายเท่า
ผมเคยสงสัยว่าพวกวัดเวลารับบริจาคเงิน สุดท้ายแล้วเขาเอาเงินที่ได้พวกนั้นไปทำอะไรบ้าง ทำไมบางวัดเรี่ยไรให้ญาติโยมบริจาคเงินซื้อกระเบื้องหลังคาอุโบสถตั้งยี่สิบปี แต่ก็ยังคงเรี่ยไรเรื่องเดิมอยู่ มีอยู่วัดหนึ่งดังมาก ได้เงินบริจาคเพียบทุกปี ผมอยากรู้ว่าวัดจะเอาเงินเหล่านั้นไปทำบุญอะไร สุดท้ายแล้วพอได้รู้ ผมแทบเป็นลม เพราะวัดเอาเงินบริจาคที่สะสมมาตลอด 30-40 ปี ไปสร้างมหาอุโบสถหลังใหม่ให้อลังการมากกว่าเดิม (มูลค่ากว่า 1600 ล้านบาท) เพื่อให้ญาติโยมเห็นแล้วศรัทธามากขึ้นอีก จะได้ได้เงินบริจาคในอนาคตที่มากขึ้นไปอีก เงินต่อเงิน เฮ้อ…
แต่ไหนแต่ไรมา พระจะจัดงานบุญเองก็ทำงานไม่สะดวก สู้ฆราวาสไม่ได้ ทุกวัดก็เลยต้องมี “มักทายก” ช่วยเป็นธุระแทนให้ แรกๆ มักทายก็ช่วยเพื่อหวังได้บุญ แต่ตอนหลังทำบ่อยๆ เข้าก็เริ่มยึดเป็นอาชีพ เพราะหาเงินง่ายกว่าธุรกิจอย่างอื่นที่ต้องแข่งขันกัน มีการแบ่งรายได้วัดอย่างเป็นระบบ อย่างที่ในเพลงลูกทุ่งเขาบอกว่า วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้กรรมการก้าวไปอีกขั้นด้วยการผูกขาดงานรับเหมาก่อสร้างทั้งหลายของวัดอีกด้วย ก็เลยได้อีกครึ่งหนึ่งมาทางอ้อมผ่านทางการรับเหมาก่อสร้างนี่แหละ ให้มันได้อย่างนั้น สมัยนี้เวลามีข่าวเจ้าอาวาสถูก มักทายก ยิงตายทีไร เปิดกรุออกมา เจ้าอาวาสที่ตายต้องมีเงินในบัญชีส่วนตัว 20-30 ล้านกันทุกคน บรรชิตหนอบรรชิต
ผู้เชี่ยวชาญบุญคนหนึ่งเคยเตือนผมว่า เวลาทำบุญให้ทำบุญด้วยใจ อย่าไปคิดสงสัยว่า เขาเอาเงินไปทำอะไร เพราะเราจะได้บุญไม่เต็มที่ เราได้บุญมาก็พอแล้ว ไม่ต้องไปสงสัยมาก สงสัยหลังจากที่ผมเขียนบล๊อคนี้เสร็จ นรกคงจะกินกบาลผมแน่เลย ไหนๆ ก็พูดไปแล้วก็ขอ sacrifice ตัวเองเลยละกัน
การทำบุญเป็นศรัทธาส่วนบุคคล และคนเรามีสิทธิที่จะใช้เงินของเราเองไปกับอะไรก็ได้ตามความพอใจ อันนี้ก็จริงครับ แต่ถ้าหากคุณจะช่วยสนใจเรื่องมนุษยธรรมด้วยสักนิดทุกครั้งที่ทำบุญ ผมก็ขอขอบคุณแทนเด็กขายพวงมาลัยเหล่านั้นมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ