ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘Investing’

0106: PS’s Analyst Meeting on Jan 9th

มกราคม 4, 2008

มีข่าวฝากประชาสัมพันธ์ครับ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตทจะจัดแถลงแผนธุรกิจสำหรับปี 2551 ในวันพุธที่ 9 มกราคม 2551 นี้ ที่ โรงแรมโฟร์ซีซั่น ถนนราชดำริ เริ่มเวลา 9.00 น.

งานนี้เป็นงานสำหรับนักวิเคราะห์ แต่บริษัทบอกว่ายินดีต้อนรับนักลงทุนรายย่อยทุกท่านที่สนใจด้วยไม่มีค่าใช้จ่าย (งานนี้ผมไปฟังด้วย แต่หุ้นดีหรือไม่ดีต้องไปฟังกันเอาเอง ผมแค่ประชาสัมพันธ์งานให้เขาเฉยๆ)

0026: Growth vs. Value (Revisited 1)

พฤศจิกายน 5, 2007

ที่จริงตั้งใจจะไม่เขียนเรื่อง Investing ในบล็อคนี้แล้วแต่สืบเนื่องจากหัวข้อ Growth vs. Value ที่เคยโพสต์เอาไว้เมื่อประมาณ 1 ปีที่แล้ว ลองมาดูผลกันว่าหนึ่งปีผ่านไปเป็นยังไงบ้างตามที่ได้สัญญาไว้

ผลตอบแทน=(ราคาปัจจุบัน+เงินปันผลที่ได้รับระหว่างทาง-ราคาเมื่อปีที่แล้ว)/(ราคาเมื่อปีที่แล้ว)

Value Port

TF (508+7.75+10.78-444)/444 = 18.6 %

WG (44+2.5-46)/46 = 1.1 %

RATCH (50+1+1.1-42.25)/42.25 = 23.3 % 

ผลตอบแทนของทั้งพอร์ต(เฉลี่ย) = average(18.6,1.1,23.3) = 14.33%

Growth Port

MINT (17.3+0.15-11)/11 = 58.6 %

BGH (39+0.5-30)/30 = 31.7 %

ERAWAN (4.04+0.05-4.38)/4.38 = -6.6 % 

ผลตอบแทนของทั้งพอร์ต(เฉลี่ย)= average(58.6,31.7,-6.6)=27.9%

หนึ่งปีผ่านไป Growth Port นำอยู่ครับ แต่อย่าลืมว่าการทดลองนี้ตัดสินที่ปีที่ 3 แต่ติดตามผลทุกหนึ่งปี เอาไว้อีกหนึ่งปีข้างหน้าค่อยมาติดตามกันนะครับ

0032: ดราก้อนบอล

ตุลาคม 11, 2007

นับถึงวันนี้ผมตามหาดราก้อนบอลมาได้ครบ 4 ปีพอดี…

b1.gif

ดราก้อนบอลลูกแรกที่ผมเจอย้อนกลับไปเมื่อสี่ปีที่แล้ว ผมว่ามันเป็นสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดในสยามประเทศ ผมจึงลงทุนขุดมันขึ้นมาจากถังขยะที่ไม่มีใครสนใจ ทุกวันนี้ตลาดกลับใจเอามันมาเชิดชู ผมถือมันไว้เป็นเวลาสามปีก่อนที่จะตัดสินใจปล่อยมันไปชั่วคราวเพื่อแลกกับดราก้อนบอลอีกลูกหนึ่ง (เดี๋ยวจะกล่าวถึง) ยังไงก็ตาม ผมยังคิดว่า ยังมีโอกาสที่จะ cover short ลูกนี้กลับมาได้ในอนาคตอันใกล้ ผมยังรอคอยวันที่จะได้ครอบครองมันอีกครั้ง

   b5.gif

ลูกที่สองที่ผมค้นพบเมื่อสามปีที่แล้ว มันถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในหุ้นเบญจภาคีของสยามประเทศเลยทีเดียว แต่ตลอดระยะเวลาที่ผมถือมันไว้ มรสุมช่างเยอะเหลือเกิน มีหลายช่วงที่มันดูหมองหม่นไป แต่บัดนี้มันกลับมากลับมาเจิดจรัสอีกครั้ง และผมก็สัญญาว่าจะเก็บมันไว้ให้ดีที่สุดให้สมกับที่อุตส่าห์อดทนถือมันไว้เกือบสามปี

b6.gif

ลูกนี้คือลูกที่ผมต้องเอาลูกแรกไปแลกมันมา เพราะความที่เรามีทุนน้อยมาก เช่นเดียวกับลูกแรกมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่ตลาดละเลย ตอนที่ผมเก็บมันมา ผมก็คิดว่ามันถูกแล้ว แต่ไม่นาน ตลาดก็ทิ้งมันต่อไปอีกอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ ไม่มีอะไรแน่นอนในตลาด ผมต้องตัดใจเอาลูกแรกไปจำนำเพื่อนำเงินมาซื้อเฉลี่ยลูกนี้ แม้กระทั้งทุกวันนี้ตลาดก็ยังคงเมินเฉยลูกนี้อยู่ มันยืนอยู่ได้ด้วยทุนต่างประเทศล้วนๆ

d3.gif

ลูกนี้เคยเป็นดาวเด่นในตลาดอยู่พักหนึ่ง แต่บัดนี้มันถูกทิ้งขว้างมาเกือบปีแล้วเพราะความกังวลของตลาดเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม บริษัทมีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ที่จะต้องเป็นที่หนึ่งในอุตสาหกรรมแบบไม่มีที่สองทำให้ต้องระดมสรรพกำลังเป็นอันมากในช่วงนี้จนดูอ่อนล้าไป ยังไงเสียผมก็ยังไม่เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับตัวนี้ไปเลยแม้แต่น้อย ผมว่าวันนี้มันเจิดจรัสกว่าเมื่อปีที่แล้วเสียอีก ช่วงนี้ก็เลยทยอยเก็บอย่างต่อเนื่อง

darest.gif

ส่วนที่เหลืออีก 3 ลูก ผมตามหามากว่าสี่ปีแล้วแต่ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นลูกไหนในบรรดาลูกแก้วเกือบ 500 ลูกทั่วหล้า ใครรู้ช่วยบอกผมหน่อยสิครับ สรุปแล้วผ่านไปได้สี่ปี ผมมีดราก้อนบอลไว้ครอบครองแล้ว 3 ลูก ปล่อยไป 1 ลูก ยังหาไม่เจออีก 3 ลูก ผมยังเฝ้ารอวันที่ผมจะมีดราก้อนบอลครบทั้ง 7 ลูกอย่างอดทน เมื่อวันนั้นมาถึง ผมจะขอพรวิเศษจากท่านเทพมังกรครับ

0094: ชายผู้มีอาชีพลึกลับ (ต่อ)

กันยายน 19, 2007

 

ชายลึกลับมีอาชีพขาย “สิทธิที่จะซื้อหุ้นที่ราคาที่กำหนดไว้แล้วล่วงหน้าภายในระยะเวลาที่กำหนด” ให้กับนักลงทุน” หรือที่เรียกว่าอาชีพ “Short Call Options” นั่นเอง มันเป็นอาชีพที่มีลักษณะคล้ายกับการขายประกันรูปแบบหนึ่ง

นักลงทุนที่สนใจจะซื้อสิทธิที่ว่านี้จะจ่ายเงินก้อนหนึ่งให้เขา ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นค่าเบี้ย หลังจากนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนด ถ้าหุ้นตัวนั้นไม่เคยมีราคาสูงกว่าราคาที่กำหนด ลูกค้าจะไม่ใช้สิทธิ ซึ่งเท่ากับว่า ชายลึกลับจะได้เงินค่าเบี้ยนั้นไปฟรีๆ แต่ถ้าในระหว่างนั้นหุ้นเกิดมีราคาสูงกว่าราคาที่กำหนด ลูกค้าก็จะขอใช้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นนั้นจากชายลึกลับในราคาที่กำหนด แล้วนำหุ้นไปขายในตลาดเอากำไร ซึ่งก็เหมือนกับการที่ลูกค้ามาเคลมประกันนั่นเอง ชายลึกลับจะต้องเสียประโยชน์เนื่องจากจะต้องขายหุ้นนั้นให้กับลูกค้าในราคาที่กำหนดซึ่งต่ำกว่าราคาตลาด

ก่อนหน้านี้ชายลึกลับเคยเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นมาก่อนแต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ร่ำรวยมหาศาลจากตลาดหุ้นจนทำให้เขามีเงินมากพอที่จะอยู่ได้ตลอดชีวิตโดยไม่ต้องทำงาน เขาจึงบอกกับตัวเองว่า “ผมพอแล้ว” เขานำเงินทั้งหมดที่ได้ไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นดัชนีเพื่อรอกินเงินปันผลอย่างเดียว ซึ่งเงินปันผลที่เขาได้รับในแต่ละปีสูงกว่าค่าใช้จ่ายของเขา แถมยังเหลือเงินไปเที่ยวรอบโลกได้อีกด้วย เขาจึงอยู่เฉยๆ ได้โดยไม่ต้องทำงานอีกต่อไปและยังไม่ต้องเฝ้าตลาดหุ้นอีกด้วย

ด้วยความที่ชายลึกลับถือกองทุนหุ้นจำนวนมากเอาไว้เฉยๆ เพื่อการลงทุน ทำให้ชายลึกลับอยู่ในสถานะที่สามารถยึดอาชีพ Short Call Options ได้โดยที่ไม่ต้องรับความเสี่ยง เพราะเมื่อใดก็ตามที่หุ้นของลูกค้ามีราคาปรับตัวขึ้นไปมากกว่าราคาที่กำหนด หุ้นในกองทุนของเขาก็จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเท่ากันด้วยเสมอ เขาจึงสามารถขายหุ้นในกองทุนที่ราคาตลาด (ได้กำไรส่วนหนึ่ง) แล้วส่งมอบหุ้นนั้นให้กับลูกค้า เขาจึงเพียงแต่สูญเสียโอกาสที่จะได้กำไรมากๆ หากหุ้นมีราคาปรับตัวพุ่งขึ้นแรงๆ เท่านั้น แต่ไม่ต้องขาดทุน ในทางตรงกันข้าม ในยามปกติ เขาจะได้เงินเบี้ยประกันจากลูกค้ามาฟรีๆ

แม้จะขายประกันอยู่ในตลาดอนุพันธ์แต่ชายลึกลับก็ไม่เคยคิดซื้อขายตราสารอนุพันธ์อย่างอื่นๆ เลยไม่ว่าสถานการณ์จะยั่วยวนสักแค่ไหน เขาบอกตัวเองอยู่เสมอว่าเขาเข้ามาในตลาดอนุพันธ์เพื่อมาประกอบอาชีพขายประกันเท่านั้น  ไม่เคยคิดอย่างอื่น ความที่เราเข้ามาเพื่อประกอบอาชีพแบกรับความเสี่ยงให้กับนักลงทุน เราย่อมได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงในระยะยาว (มิฉะนั้นบริษัทประกันภัยคงเจ๊งหมดแล้ว) ต่างกับการเข้ามาเก็งกำไรฟิวเจอร์ซึ่งเป็น zero-sum game หรือการ long options ซึ่งเป็นการซื้อประกัน ในระยะยาวแล้วย่อมไม่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยง 

0093: ชายผู้มีอาชีพลึกลับ

กันยายน 10, 2007

 

ป้าละเอียดอาศัยอยู่ตามลำพังในบ้านทาวน์เฮ้าส์ขนาดเล็กหลังหนึ่งแถวรังสิต เธอเลิกกับสามีเก่าของเธอนานแล้ว ป้าละเอียดไม่มีอาชีพอื่นใดนอกจากเป็นคนเดินโพยหวยใต้ดินให้กับคนทั่วทั้งหมู่บ้าน แม้เธอจะอยู่คนเดียวแต่เธอก็ไม่เหงาเพราะเธอเป็นคนกว้างขวาง เธอรู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งเวลาที่มีใครถามถึงเรื่องราวของบ้านหลังไหนก็ตามที่อยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้เพราะเธอจะสามารถสาธยายได้หมดว่าบ้านไหนทำอะไร ผัวเมียคู่ไหนทะเลาะกัน เรื่องชาวบ้านคืองานของเธอ

อย่างไรก็ดี ยังมีบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านแห่งนี้ที่ทำลายความมั่นใจของป้าละเอียดอยู่ตลอดเวลา เจ้าของบ้านหลังนี้ดูเป็นคนลึกลับ เธอยอมรับว่าเธอรู้อะไรเกี่ยวกับชายผู้นี้น้อยมาก เวลาถามอะไรชายผู้นี้จะตอบอย่างสั้นที่สุดแต่สุภาพ ครั้งหนึ่งเธอเคยถามโพ่งๆ ไปว่าเขาทำอาชีพอะไร ชายผู้นั้นก็เพียงแต่ยิ้มๆ แล้วตอบว่า “ผมขายประกันชนิดหนึ่งครับคุณป้า” แล้วก็รีบเดินจากไป เธอรู้สึกเสียหน้ามากเวลาที่ใครที่ร้านเสริมสวยถามเธอเกี่ยวกับเรื่องราวของชายผู้นี้แต่เธอตอบไม่ได้ เธอต้องรู้ให้ได้ว่าชายผู้นี้มีอาชีพอะไรกันแน่ 

เธอสังเกตว่าในแต่ละวันชายผู้นี้แทบไม่ได้ออกจากบ้านเลย เธอรับไม่ได้ที่ต้องรู้ว่า นอกจากอาชีพเก็บหวยที่เธอทำแล้วในระแวกนี้ยังมีอาชีพอย่างอื่นที่ไม่ต้องออกไปทำงานทุกวันด้วยหรือ ที่น่าสงสัยกว่านั้นทุกๆ สองสามเดือน ชายผู้นี้มักจะหายตัวไปหนึ่งถึงสองสัปดาห์โดยเอา backpack ใบใหญ่ไปด้วยเสมอ ทุกครั้งที่ชายผู้นี้กลับมา ป้าละเอียดจะแอบสังเกตเห็น tag ที่ติดมากับ backpack ซึ่งบ่งบอกถึงจุดหมายปลายทางที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ บางทีก็ยุโรป อัฟริกา หรือไม่ออสเตรเลีย ดูเหมือนจะไม่เคยซ้ำ เธอสงสัยเหลือเกินว่าชายผู้นี้เอาเงินมากมายมาจากไหนถึงได้มีปัญญาไปท่องเที่ยวทั่วโลกได้ปีละหลายครั้ง เมื่อถาม ชายผู้นี้ก็เพียงแต่ตอบว่า “ทั้งชีวิตของผมก็มีความสุขแค่การได้ท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ น่ะครับคุณป้า” ที่สำคัญ ทำไมมีเงินมากขนาดนี้แต่กลับมาใช้ชีวิตแบบสมถะอยู่ในบ้านทาวน์เฮ้าส์ราคาถูกทั้งที่น่าจะสามารถบ้านอยู่บ้านเดี่ยวหลังโตได้

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอจึงชอบแอบดูตู้ไปรษณีย์ของชายผู้นี้อยู่เสมอ แต่ละเดือน เธอจะพบแต่เพียงบิลค่าน้ำค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และก็จดหมายอะไรก็ไม่รู้ที่หน้าตาคล้ายๆ กันแต่มีอยู่สองแบบเป็นจำนวนมากที่ส่งมาจากบริษัทหลักซกหลักทรัพย์อะไรนี่แหละ ไม่มีบิลค่ามือถือหรือจดหมายอะไรอย่างอื่นที่แสดงถึงความฟุ่ยเฟือยเลย ข้อมูลเพียงเท่านี้ยังไม่พอที่จะทำให้เธอล่วงรู้ได้ว่าชายผู้นี้มีอาชีพอะไรกันแน่ ความสงสัยนี้ช่างกดดันป้าละเอียดเหลือเกิน

ช่วยป้าละเอียดคิดหน่อยสิครับว่า ชายผู้นี้มีอาชีพอะไรกันแน่ ก่อนที่ป้าละเอียดจะอกแตกตายด้วยความสงสัย

0072: เพื่อการสร้างบล๊อคที่ดี

มิถุนายน 12, 2007

คุณ dcopywriter กล่าวไว้ว่า บล็อคที่ดีควรจะมีเนื้อหาไปทางแนวใดแนวหนึ่งที่ชัดเจนเพื่อให้บล็อคมีเอกภาพ ดังนั้นช่วงที่ผ่านมาผมจึงตัดสินใจหยุดเขียนเกี่ยวกับ Investing เพราะไม่อยากให้เป็นบล็อคที่ดูแปลกแยก…

ตอนนี้หาทางออกใหม่ได้แล้วครับ ทาง Settrade ได้จัดทำ Blog สำหรับการลงทุนโดยเฉพาะขึ้นมา ผมเลยจะขอถือโอกาสค่อยๆ migrate หัวข้อที่เกี่ยวกับ Investing ในนี้ทั้งหมดไปลงที่ http://api.settrade.com/blog/1001ii แทน และต่อไปนี้ผมจะเขียนเรื่อง Investing ใหม่ๆ ทั้งหมดที่ Settrade เท่านั้น ใครสนใจเรื่องการลงทุนไปตามอ่านได้ที่ Settrade นะครับ

ส่วนบล็อคนี้จะหันมาเน้น Economics and Business Strategy โดยเฉพาะ (แถมเรื่องไร้สาระอีกนิดหน่อย)

0043: My U.S. Portfolio

พฤษภาคม 15, 2007

usport.gif

เอามาให้ดูกันเล่นๆ ครับ สำหรับพอร์ตในอเมริกาของผม มันไม่มีการซื้อการขายใดๆ เลยมาได้เกือบครึ่งปีแล้วหลังจากที่ผมค่อยๆ ปรับพอร์ตอยู่นานถึงสามปีเพื่อให้ได้พอร์ตที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนระยะยาว และตอนนี้ผมก็ได้พอร์ตที่ผมค่อนข้างพอใจกับมันแล้ว คงไม่ไปทำอะไรกับมันอีกนานแสนนานเพราะเราอยู่ห่างไกลจากตลาดมานานแล้ว

ธีมที่ผมใช้ในการออกแบบพอร์ตก็คือ ผมนั่งนึกดูว่าสหรัฐอเมริกามีความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมใดบ้างในเวทีโลก โลกในยุคต่อไปคือโลกแห่งการค้าเสรี คนที่เก่งที่สุดในธุรกิจนั้นๆ เท่านั้นจึงจะอยู่รอดได้ครับ

Adobe System (ADBE) คือ นับวันบริษัทนี้จะกลายเป็นไมโครซอฟท์แห่งโลกการพิมพ์และ web graphics เข้าไปทุกที คนในวงการทุกคนพยายามสร้างแวลูให้กับตัวเองด้วยการฝึกฝนทักษะในการใช้ผลิตภัณฑ์ของ Adobe อย่างเข้มข้นมานานนับสิบปี ยากที่ทูลจากบริษัทซอฟต์แวร์อื่นๆ จะเข้ามาตีตลาดได้

Harley Davidson (HOG) คือ โรงงานผลิตมอเตอร์ไซต์แห่งเดียวที่ยังอยู่ในสหรัฐฯ มันทนค่าแรงที่แพงขนาดนั้นได้เพราะมันคือมันไม่ใช่พาหนะเพื่อการโดยสารแต่มันคือมอเตอร์ไซต์เพื่อการสันทนาการ หนึ่งในตราสินค้าของสหรัฐฯ ที่ผู้ใช้มีความจงรักภักดีมากที่สุดจนถึงปัจจุบันและไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชาวเอเชียในยุคที่จะถึงนี้จะทำให้เกิดเศรษฐีเอเชียจำนวนมากที่ต้องการเป็นเจ้าของมอเตอร์ไซต์ยี่ห้อนี้ พวกเขาใช้มันเพื่อบ่งบอกถึงสถานะทางสังคมและความเป็นตัวตน ต่อให้มียี่ห้ออื่นทำให้เหมือนขนาดไหนก็ไม่มีทางทดแทนความรู้สึกของบรรดา HOGs (Harley’s owner group) ทั้งหลายได้

Genentech (DNA) สหรัฐฯ อเมริกาเป็นผู้นำด้านไบโอเทค เพราะเป็นประเทศที่มี Venture Capital ที่เจริญที่สุด จึงเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการทุนที่มีความเสี่ยงสูงอย่างการวิจัยยา และ Genentech ก็เป็นบริษัทที่มีพอร์ตของยาที่กระจายที่สุดและมียาที่รอการรับรองอยู่ใน pipeline ที่เพียบที่สุดบริษัทหนึ่งเลยทีเดียว

United Parcel Services (UPS) บริษัทขนส่งที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ แม้ธุรกิจนี้จะมีการแข่งขันสูง แต่บริษัทนี้ก็คงได้รับประโยชน์จากการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศในยุคต่อไปไม่มากก็น้อย

EBAY Inc. (EBAY) เวบไซต์ประมูลออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีคนนับล้านที่ทำมาหากินด้วยการอาศัยอยู่บนอีเบย์ ซึ่งนับเป็นสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตออนไลน์อย่างหนึ่งที่เป็นแนวโน้มที่สำคัญของโลก จำนวนผู้ใช้ที่ใหญ่มากจนทิ้งคู่แข่งไปไกลแล้วย่อมทำให้ยากที่ใครจะล้มอีเบย์ได้

Apple Inc. (AAPL) บริษัทที่มีสาวกอยู่มากที่สุดบริษัทหนึ่ง ผลิตภัณฑ์ของบริษัทนี้คือสิ่งที่คนทั่วโลกใช้เป็นเครื่องแสดงถึงความมีรสนิยมของตัวเอง การกระโดดเข้ามาเล่นในตลาดโทรศัพท์มือถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับบริษัทนี้ครับ

เหลือบไปดูพีอีของหุ้นเหล่านี้แล้วก็ตกใจ (ADBE 47, HOG 16, DNA 35, UPS 19, EBAY 38, AAPL 34) ไม่รู้ว่าถือไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการซื้อๆ ขายๆ จะถึงขั้นเจ๊งได้เลยหรือเปล่า แต่ถ้าบางตัวจะเจ๊งไปบ้างก็ไม่เป็นไร วัดผลงานรวมของทั้งพอร์ตก็ละกัน อย่างไรเสียความผันผวนไม่ใช่ความเสี่ยงของนักลงทุนระยะยาว แต่ผมตั้งใจจะไม่ทำอะไรกับมันแล้วอย่างน้อยก็อีกสักสามปี เวลาเท่านั้นที่เป็นเครื่องพิสูจน์

0063: กฎทองของ Tao Zhu Gong

พฤษภาคม 2, 2007

ขออนุญาตเอาข้อความที่ผมเคยโพสต์ไว้ในเวบ TVI เรื่องกฎทองของ Tao Zhu Gong มา archive ไว้ในนี้นะครับ
==========================================

พอดีเพิ่งได้อ่านหนังสือการ์ตูนจีนเรื่อง กฏทองของ Tao Zhugong คิดว่าน่าจะเอามาใช้กับหุ้นได้เลยเอามาฝาก

Tao Zhugong นี่เป็นข้าราชการของแคว้น Yue ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของแคว้น Wu สมัยยุคก่อนจิ๋นซี Tao Zhu gong ช่วยเจ้าแคว้น Yue วางแผนจนได้เอกราชคืนจาก Wu แถมยังไปตี Wu จนได้ชัยชนะอีกด้วย

แต่พอ Yue เป็นเอกราชแล้ว TaoZhugong ก็รีบหนีออกจากราชสำนัก เพราะรู้ตัวว่าหมดประโยชน์แล้ว “เสร็จนา ฆ่าโคทึก” บรรดาเพื่อนข้าราชการของ TaoZhugong ที่ยังอยู่ต่อเพราะหวังจะได้บูนบำเน็ญ ก็ถูกเจ้าแคว้น Yue ผู้มีใจคับแคบประหารในเวลาต่อมา

TaoZhugong หนีไปอยู่แคว้น Qi เปลี่ยนชื่อแซ่เสียใหม่แล้วเริ่มยึดอาชีพเป็นพ่อค้า ความที่เป็นคนมีปัญญาทำให้ร่ำรวยอย่างรวดเร็ว เจ้าแคว้น Qi ได้ยินเกียรติศัพท์ เลยมาเชิญไปเป็นกุนซือ TaoZhugong ก็เลยหนีไปอยู่เมือง Dingtao เริ่มต้นชีวิตใหม่ ภายในเวลาไม่นาน TaoZhugong ก็กลายเป็นเศรษฐี (อีกแล้ว)

กฏข้อนึ่งบอกว่า don’t work against business cycle เวลาสินค้าตัวไหนถึงจุดสูงสุดของวัฏจักรแล้วกำลังจะเริ่มลง เขาบอกว่าให้รีบขายทิ้งออกไปให้เร็วที่สุดโดยไม่ต้องสนใจว่ากำไรหรือขาดทุนเท่าไร อย่าเสียดาย ผมว่าเป็นข้อดีที่เอามาใช้กับการเล่นหุ้นวัฏจักรได้

กฏอีกข้อนึ่งบอกว่า don’t give in to herd instinct คือให้ห้ามใจตัวเองไม่ให้กระโดดเข้าไปในธุรกิจที่ทุกคนกำลังแห่กันเข้าไปทำ (กฏข้อนี้ไม่ได้แย้งกับข้อข้างบนนะ ข้อข้างบนบอกว่าอย่าฝืน consumer demand แต่ข้อนี้บอกว่า อย่าแห่ตาม supply)

กฏอีกข้อบอกว่า don’t overbuy on credit เพราะฐานะการเงินที่ไม่แข็งแกร่งเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่เรามองไม่เห็น

อีกข้อบอกว่า don’t under save อีกนี้บอกว่าควรมีเงินสดส่วนหนึ่งไว้เสมอ เพราะเมื่อใดที่โอกาสมาถึง เราจะได้สามารถคว้าโอกาสนั้นได้

ไม่เลวครับ

0034 : People>Process>Value

มีนาคม 9, 2007

บริษัทเกิดใหม่คุณค่ามักอยู่ที่ “คน” (People) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ก่อตั้งบริษัท ถ้านายคนนี้เก่งพอ บริษัทก็จะแจ้งเกิดได้ ในช่วงเริ่มต้นถ้าคนที่เป็นกำลังหลักเกิดตีจากไปสักคนหนึ่ง บริษัทมักได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงถึงขั้นเจ๊งได้เลยทีเดียว

ถ้าบริษัทผ่านช่วงเริ่มต้นมาได้ และต้องการจะเติบโตต่อไป การพึ่งพา “คน” เป็นหลักจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป เพราะพนักงานจะต้องมีมากขึ้น ถ้าใครลาออกทีแล้วบริษัทก็วิกฤตที ก็คงไม่ไหว บริษัทจะต้องมีการสร้าง “ระบบ” (Process) ขึ้นมาเพื่อลดการพึ่งพาตัวบุคคล สมัยนี้ทางลัดของการสร้างระบบขึ้นมาแทนคนคือการใช้พวก ERP ทั้งหลาย เวลาที่ฝ่ายจัดซื้อลาออกไปคนนึง คนใหม่เข้ามาจะสามารถสานงานต่อได้ทันที เพราะกดหน้าจอทีเดียว ข้อมูลทุกอย่างก็จะโชว์ออกมาหมด คุณค่าของบริษัทจึงหันมาอยู่ที่ “ระบบ” มากกว่า “คน” อันที่จริง บริษัทก็ยังต้องพึ่งพาผู้ก่อตั้งอยู่ แต่เป็นการพึ่งพาเฉพาะเรื่อง direction เท่านั้น ไม่ใช่เรื่อง operation ส่วนใหญ่แล้วพวกบริษัทเกิดใหม่ที่ก้าวมาถึงจุดนี้แล้วไปไม่รอดคือบริษัทที่ผู้ก่อตั้งมีบุคลิกแบบ “นายจ้างสันดานเสมียน” คือไม่ยอมปล่อยวางเรื่อง micromanagement บริษัทเติบโตต่อไปได้ยาก

ในระดับสุดท้าย บริษัทที่จะสามารถอยู่ให้ได้แบบยั้งยืนชั่วลูกชั่วหลาน ประมาณว่าชื่อของบริษัทเป็นชื่อสามัญประจำบ้านของคนไทย บริษัทจะต้องสร้าง “ค่านิยม” (Value) ขึ้นมาให้ได้ ค่านิยมที่ว่านี้จะเรียกว่า “วัฒนธรรมองค์กร” ก็ได้ แต่ผมไม่ชอบคำว่าวัฒนธรรมองค์กรเพราะมันให้ความหมายทั้งในแง่บวกและลบได้ด้วย ค่านิยมทำให้เกิดคาร์แรกเตอร์ประจำตัวบริษัทซึ่งจะไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้บริหารของบริษัท พนักงานทุกคนรวมทั้งผู้บริหารจะมีความชัดเจนว่าอะไรบ้างที่ “ใช่” อะไรบ้างที่ “ไม่ใช่” บริษัท ในระยะนี้บริษัทมักบริหารโดย “มือปืนรับจ้าง” แล้วซึ่งเป็นมืออาชีพ ผู้ก่อตั้งมักถอยออกมาเป็นผู้ถือหุ้นอย่างเดียว ตัวอย่างของบริษัทพัฒนาตัวเองไปถึงขึ้นสร้าง Value ได้แล้วก็เห็นจะได้แก่ ปูนซีเมนต์ไทย เป็นต้น

โครงสร้างผู้ถือหุ้นในอุดมคติของบริษัทที่คุณค่าอยู่ที่ Value แล้ว คือ จะต้องไม่มีใครเลยที่ถือหุ้นใหญ่ (กลุ่มที่ถือหุ้นมากที่สุดควรถือไม่เกิน 25%) กรรมการบริษัทเป็นลูกจ้างทั้งหมดไม่ใช่ผู้ถือหุ้น โครงสร้างแบบนี้มีความน่าเชื่อถือเพราะผู้ถือหุ้นทุกรายจะไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกันเนื่องจากไม่มีใครมีอำนาจควบคุมบริษัทหรือรู้ข้อมูลภายในมากกว่าคนอื่น บริษัทประเภทนี้เป็นบริษัทที่เหมาะที่จะใช้ ESOP ในการเพิ่มแรงจูงใจในการทำงานให้กับผู้บริหาร

แต่ถ้าเป็นบริษัทที่คุณค่ายังอยู่ที่ตัว People อยู่ โครงสร้างผู้ถือหุ้นที่น่าเชื่อถือคือ ผู้บริหารต้องถือหุ้นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ บริษัทแบบนี้ผู้ถือหุ้นรายย่อยเปรียบเหมือน “เหาฉลาม” ที่ไม่เคยช่วยฉลามว่ายน้ำเลยแต่รอเอาปันผลเงินอย่างเดียว ถ้าเหาฉลามตัวเล็ก แม้ฉลามจะรู้ว่าเหาเอาเปรียบ แต่ฉลามก็จำใจต้องปล่อยเพราะการว่ายน้ำสำคัญกว่า แต่ถ้าเหาตัวใหญ่มากๆ ฉลามย่อมรู้สึกโง่ที่ว่ายน้ำให้คนอื่น ฉลามจึงมีแรงจูงใจสูงที่จะหันมาจ้องเล่นงานเหาแทน ซึ่งอันนั้นก็ตัวใครตัวมันล่ะครับ ดั้งนั้นผู้บริหารจึงควรถือหุ้นให้มากกว่าผู้ถือหุ้นรายย่อยมากๆ ผลประโยชน์ของผู้บริหารกับของบริษัทจะได้ไปในทิศทางเดียวกันให้มากที่สุด

เวลาจะซื้อหุ้นบริษัทใดสักบริษัทหนึ่งก็ลองดูคิดก่อนว่าบริษัทนี้คุณค่าส่วนใหญ่อยู่ที่ Value หรืออยู่ที่ People ถ้าคุณค่าอยู่ที่ People แต่ People ดันถือหุ้นน้อยมาก ก็ต้องทำใจไว้บ้างว่า People คงมีแรงจูงใจน้อยที่จะทำเพื่อบริษัทนะครับ

นอกจากบริษัทเกิดใหม่ที่คุณค่ามักอยู่ที่ People แล้ว ธุรกิจบางอย่าง คุณค่าจะอยู่ที่ People ค่อนข้างมาก ไม่ว่าบริษัทยังเล็กอยู่หรือใหญ่แล้วก็ตาม ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่ต้องอาศัย connection ส่วนตัวในการทำธุรกิจสูง เป็นต้น พิจารณากันให้ดีๆ นะครับ

0013: ความน่าเชื่อถือของบจ.

มีนาคม 7, 2007

ก่อนที่จะไปดูว่าเราจะตัดสินความน่าเชื่อถือของผู้บริหารอย่างไร มาคุยกันก่อนว่าทำไมความน่าเชื่อถือของผู้บริหารจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ การลงทุนในบริษัทเป็นเกมแบบมีลำดับที่มีต้นไม้แห่งการตัดสินใจเป็นดังนี้

invtree.gif

เมื่อนักลงทุนให้เงินแก่บริษัทไปแล้ว ผู้บริหารซึ่งรู้ความเป็นไปเกี่ยวกับบริษัทมากกว่านักลงทุน (เป็น insider) มีทางเลือกสองทางคือ บอกนักลงทุนว่าลงทุนไปแล้วมี”กำไร”หรือ”ขาดทุน” ซึ่งถ้ามีกำไรก็ต้องจ่ายเงินปันผล ถ้าขาดทุนก็ไม่ต้องจ่าย หลักของทฤษฏีเกมบอกว่าคนเราย่อมเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง ถ้าคุณเป็นผู้บริหารคุณจะเลือกอะไร ก็ต้องเลือกบอกนักลงทุนว่าขาดทุนอย่างเดียว อิอิ

แต่ถ้าโลกของความเป็นจริงเป็นอย่างที่ต้นไม้นี้บอกเรา เราก็จะไม่เห็นการลงทุนเกิดขึ้นเลย เพราะเมื่อนักลงทุนรู้ว่าผู้บริหารย่อมเลือกที่จะบอกว่าขาดทุนไว้ก่อน นักลงทุนย่อมเลือกที่จะไม่ลงทุนเสียแต่แรก ดังนั้นเราต้องหาคำอธิบายให้ได้ว่า แล้วทำไมการลงทุนจึงเกิดขึ้นทั่วไปในโลกของความเป็นจริง

การลงทุนในบริษัทนั้นทำได้สองรูปแบบ แบบแรกคือ การให้บริษัทยืมเงิน (debt) แบบที่สองคือการลงทุนในหุ้นของบริษัท(equity)

การให้ยืมเงิน มีการกำหนดผลตอบแทน(ดอกเบี้ย)ที่แน่นอนไว้ล่วงหน้าและลูกหนี้จะภาระที่จะต้องคืนเงินต้นเสมอไม่ว่าสุดท้ายแล้วธุรกิจจะกำไรหรือขาดทุน สาเหตุหลักที่เจ้าหนี้กล้าให้บริษัทยืมเงินเป็นเพราะเจ้าหนี้มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นตัวประกัน ถ้าผู้บริหาร “งี่เง่า” เจ้าหนี้ก็ยึดหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ ผู้บริหารกลัวโดนยึดหลักทรัพย์ค้ำประกันก็เลยไม่กล้างี่เง่า นี่เองที่ทำให้การให้บริษัทยืมเงินเกิดขึ้นได้ในโลกของความเป็นจริง

แต่การลงทุนในหุ้นนี่สิลำบาก เพราะหุ้นไม่ต้องมีการการันตีผลตอบแทน ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน อย่างนี้อะไรล่ะที่จะทำให้นักลงทุนยอมใส่เงินเข้ามาในบริษัท?

ความน่าเชื่อถือของตัวผู้บริหารเองคือสิ่งเดียวเท่านั้นที่ทำให้ยังคงมีการลงทุนในหุ้นเกิดขึ้นในโลกนี้ได้ ความน่าเชื่อถือเป็นตัวประกันเพียงอย่างเดียวของการลงทุนในหุ้น เมื่อรู้อย่างนี้แล้วไม่ว่าธุรกิจจะดูเลิศหรูขนาดใหญ่ ถ้าผู้บริหารไม่มีความน่าเชื่อถือมากพอ คุณก็ไม่ควรลงทุนในหุ้นของธุรกิจนั้นอย่างเด็ดขาด เพราะแม้ธุรกิจจะดีจริงตามที่หวังไว้แต่ผู้บริหารก็อาจจะไม่พูดความจริงเสียดื้อๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องแบ่งกำไรให้กับผู้ถือหุ้น หรือไม่ก็ไซ่ฟ่อนกำไรออกทางอื่นให้หมด ความน่าเชื่อถือจึงเป็นตระแกรงร่อนใบสำคัญที่ควรจะมาก่อนตระแกรงร่อนใบที่คุณใช้ร่อนศักยภาพเชิงพาณิชย์ของบริษัทเสียอีก

แล้วอะไรล่ะที่จะทำให้นักลงทุนเชื่อถือบริษัทได้ ตามหลักของทฤษฏีเกม สิ่งที่ทำให้นักลงทุนเชื่อถือบริษัทได้ต้องเป็น hard evidence เท่านั้น กล่าวคือ ต้องเป็นสิ่งที่ทำให้เชื่อได้ว่าผู้บริหารมีแรงจูงใจที่จะพูดความจริงกับนักลงทุน กล่าวคือ การพูดความจริงจะให้ประโยชน์กับผู้บริหารมากกว่าการพูดโกหก

คราวหน้ามาลองดูกันว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่พอจะเป็น hard evidence ในกรณีนี้ได้