ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘Probability’

0129: กลยุทธ์ในชีวิตประจำวัน

พฤษภาคม 23, 2008

แนะนำหนังสือเล่มใหม่ของผมครับชื่อ “กลยุทธ์ในชีวิตประจำวัน”

เนื้อหาหลักของหนังสือเล่มนี้เป็นการอธิบายถึงหลักของการต่อรองโดยอาศัยเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันเป็นตัวเล่าเรื่อง ครึ่งหลังของหนังสือก็ถือโอกาสเอากลยุทธ์สัพเพเหระในชีวิตประจำวันซึ่งบางเรื่องเคยอธิบายไว้ในบล็อคแห่งนี้มารวมเล่มด้วย หนังสือมีจำหน่ายแล้วที่ร้านบีทูเอสทุกสาขานะครับ

(มีอีกเล่มที่ออกวางแผงพร้อมกันชื่อ “โอกาสและความน่าจะเป็น” เล่มนี้คือหนังสือ “หลักการพนัน” เดิมแต่เปลี่ยนชื่อใหม่และทำรูปเล่มให้เหมือนกับทุกเล่มที่ผ่านๆ มาจะได้ดูเป็นซีรี่ยส์เดียวกัน แต่เนื้อหาข้างในจะเหมือนเดิมนะครับ)

0059: the pursuit of happYness (Revisited)

เมษายน 9, 2007

 

ผมดูหนังเรื่องนี้แล้วเลือด entrepreneur ของผมสูบฉีด…

Chris (รับบทโดย Will Smith) ไม่เหมือนคนทั่วไปแค่ตรงที่ เขาเลือกที่จะทำงานเพื่อแลกกับ “โอกาส” ในขณะที่คนทั่วไปจะทำงานเพื่อแลกกับ fixed income เท่านั้น  “โอกาส” สำหรับคนทั่วไปเป็นสิ่งที่ไม่แน่ไม่นอนมันจึงไม่มีราคาค่างวดใดๆ

โชคไม่ดีที่ในช่วงแรกของชีวิต Chris วิ่งเข้าหาโอกาสที่มีกำไรคาดหวังเป็นลบด้วยการประกอบอาชีพเป็นเซลส์ขายเครื่องเอ็กซ์เรย์กระดูกที่ “ชัดกว่าเครื่องเอ็กซ์เรย์ปกตินิดหน่อยแต่ราคาแพงกว่าหลายเท่า” มันจึงเป็นธุรกิจที่ไม่มีศักยภาพแต่ Chris ไม่รู้ตัวจึงทุ่มเทชีวิตให้กับมัน จนกระทั้งวันหนึ่งที่เขามีโอกาสได้คุยกับนักการเงินคนหนึ่งที่แนะนำเขาว่า ถ้าอยากขี่รถสปอร์ตเปิดประทุนแบบพวกนักการเงินก็ไปเป็นนายหน้าค้าหลักทรัพย์สิ งานนี้ไม่จำเป็นต้องมีการศึกษาสูงแค่เป็นนักขายที่เก่งก็พอ งานนี้บังเอิญเป็นงานที่เหมาะกับศักยภาพที่มีอยู่ในตัวของ Chris เป็นอย่างมาก ด้วยความที่ Chris เป็นคนที่มีความพยายามสูงมากอยู่แล้วเป็นทุน Chris จึงประสบความสำเร็จกับอาชีพนี้อย่างมากถึงขั้นกลายเป็นเจ้าของ บลจ. และขายกิจการ cash out ออกมาเป็นเงินสองร้อยล้านเหรียญในที่สุด (หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นจากเรื่องจริง)

ในมุมมองของคนรอบข้าง Chris คือคนที่ไม่รับผิดชอบ หลักลอย หวังลมๆ แล้งๆ ไม่ยอมไปสมัครงาน แต่ที่จริงแล้ว Chris เป็นคนที่ขยันขันแข็งและเอาการเอางานมากกว่าคนที่มีงานทำหลายเท่าตัว Chris ไปรอหมอตั้งแต่หกโมงเช้าทุกวันเพื่อที่หมอจะได้ให้เวลาเขาเพียงนิดเดียวในการนำเสนอสินค้าให้ฟัง เขาทำงานอย่างหนักเพื่อแลกกับโอกาส และผลของการพยายามอย่างต่อเนื่องก็ทำให้เขาร่ำรวยในที่สุด แต่คนที่ไม่เชื่อมั่นในตัว Chris มากที่สุดกลับได้แก่ภรรยาของเขาเองซึ่งทิ้งเขาไปในวันที่เขาหมดตัว จะว่าไปภรรยาของเขาก็เหมือนกับคนที่ซื้อหุ้นแล้ว cut loss ในวันที่ราคาของหุ้นตัวนั้นอยู่ตรงก้นเหวพอดี เธอจึงพลาดโอกาสที่จะได้ร่วม enjoy ความสำเร็จของ Chris หลังจากนั้น ที่จริงคนเราทุกคนควรมีช่วงเวลาที่ยากลำบากเหมือนกันเพราะมันคือช่วงเวลาที่ทำให้เราได้ล่วงรู้ว่ามีใครบ้างที่จะยืนอยู่เคียงข้างเราจริงๆ

อเมริกาในยุคของ Chris (สมัยเรแกน) คงคล้ายๆ กับเมืองไทยสมัยนี้ที่คนทั่วไปมองว่า entrepreneur คือพวกที่เพ้อฝัน หรือไม่ก็เป็นพวกที่หางานทำไม่ได้ หวังว่าสักวันหนึ่ง เมืองไทยจะเหมือนอเมริกาในตอนนี้ ที่วัยรุ่นทุกคนใฝ่ฝันอยากจะเป็นอย่าง Larry Page ไม่มีใครมองคนที่อยากเป็น entrepreneur แบบดูถูกอีกต่อไป

โดนใจผมอย่างจัง เอาไปเลยครับ สี่ดาว ****

0051: Money management for stock investing

กุมภาพันธ์ 17, 2007

การบริหารพอร์ตตามทฤษฏีการเงินมีจุดมุ่งหมายเพื่อการกระจายความเสี่ยง (diversification) แต่มันไม่เคยใช้ได้ผล เพราะเราไม่มีทางทราบ forward-looking betas ของหุ้นได้ มาลองดูวิธีการบริหารพอร์ตอีกแบบหนึ่งที่เลียนแบบวิธีที่เซียนพนันใช้ในการบริหารเงินหน้าตักของพวกเขากันดีกว่า วิธีนี้ไม่ได้มีจุดหมายเพื่อกระจายความเสี่ยงแต่มีจุดหมายเพื่อการใช้เม็ดเงินที่เรามีอยู่อย่างจำกัดให้เราได้รับโอกาสสูงสุดที่จะ “รวย” มากที่สุด

ที่จริงวิธีนี้ก็เป็นหลักสามัญสำนึกธรรมดาๆ สมมติว่าผมทอดลูกเต๋า 1 ครั้ง แล้วให้คุณทายว่าจะออกอะไร ถ้าคุณทายถูกคุณจะได้เงินรางวัล 2 เท่าของเงินเดิมพัน คุณมีชิพอยู่ 6 เม็ด ลองคิดดูว่าคุณจะเดิมพันยังไงถึงจะใช้ประโยชน์จากชิพทั้งหมดที่มีอยู่ได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด ก็ต้องอย่างนี้ใช่มั้ย

1.gif

เนื่องจากทุกเลขมีทั้งโอกาสและขนาดของเงินรางวัลเท่ากัน ไม่มีวิธีใดจะดีไปกว่าแทง “กั๊ก” ให้หมดคือแทงทุกหมายเลขอย่างละเท่าๆ กัน

เอาใหม่ สมมติว่าคราวนี้เลข 1,2,3,4,6 จ่าย 2 เท่า แต่เลข 5 จ่าย 100 เท่า อย่างนี้คุณก็อยากจะเจียดเงินส่วนใหญ่ของคุณแทงเลข 5 ให้มากเป็นพิเศษเพราะแม้ว่าโอกาสที่ลูกเต๋าจะออก 5 นั้นเท่ากับเลขตัวอื่นแต่ถ้าลูกเต๋าเกิดออกเลข 5 ขึ้นมาจริงๆ คุณจะรวยไม่รู้เรื่อง การบริหารเม็ดเงินจึงเป็นการพยายามให้เงินของเราอยู่ในตำแหน่งที่มี โอกาส และ/หรือ ขนาดของเงินรางวัล มากๆ (ในตัวอย่าง เลข 5 มีขนาดเงินรางวัลมาก แต่มีโอกาสถูกรางวัลเท่ากัน ถ้ามีเลขตัวใดมีขนาดเงินรางวัลเท่ากันแต่มีโอกาสถูกรางวัลสูงกว่าเลขตัวอื่น ก็ควรวางเงินส่วนใหญ่ไว้ที่เลขนั้นเช่นกัน)

2.gif

ว่ากันว่าคนที่ประสบความสำเร็จในการเล่นหุ้นส่วนใหญ่ไม่ใช่คนที่เลือกหุ้นได้ถูกต้องทุกครั้ง แต่เป็นคนที่ใช้เงินส่วนใหญ่ของพอร์ตไปกับหุ้นตัวที่มั่นใจมากๆ ทำให้พอร์ตโดยรวมได้ผลตอบแทนดีแม้ว่าจะไม่ได้เลือกหุ้นถูกทุกตัว จงใช้หลักเดียวกันนี้ในการบริหารพอร์ตหุ้นของคุณเพื่อ maximize โอกาสที่จะ “รวย” เริ่มต้นจากการมีเงินสดอยู่ 100% จงถามตัวเองดูว่าในบรรดาหุ้นทุกตัวที่คุณติดตามอยู่ตอนนี้มีหุ้นตัวไหนบ้างที่มี “upside” สมมติว่าคุณเจอหุ้นสามตัวคือ A, B, C ที่มี upside เท่ากันคือ 50% ทั้งสามตัว แบบนี้คุณก็ควรซื้อ A,B และ C ด้วยเม็ดเงินจำนวนเท่ากันหุ้นละ 33% ของพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยง แต่ถ้าคุณเจอว่าหุ้น A, B มี upside 10% แต่หุ้น C มี upside 200% แบบนี้คุณก็อยากจะซื้อ C ตัวเดียว 100% มากกว่าที่จะซื้อทั้งสามตัวเท่ากันเพราะการกระจายความเสี่ยงในกรณีนี้ไม่ค่อยคุ้มกับโอกาสที่จะใช้เม็ดเงินส่วนใหญ่ไปกับการแทง C พูดง่ายๆ ก็คือจงพยายาม allocate เงินไปตาม upside ของหุ้นแต่ละตัว (ควรพิจารณาความเป็นไปได้ของ upside แต่ละตัวประกอบด้วย) เพื่อให้พอร์ตทั้งพอร์ตมีโอกาสที่จะวิ่งได้ไกลที่สุด การซื้อหุ้นทุกตัวในสัดส่วนที่เท่ากันเสมออย่างที่นิยมทำกันโดยไม่สนใจว่าขนาดของ upside ของหุ้นแต่ละตัวว่าต่างกันแค่ไหนยังเป็นการใช้เม็ดเงินในพอร์ตที่ไม่คุ้มค่าอยู่

วิธีบริหารพอร์ตแบบนี้อุปมาเหมือนมีรถไฟหลายๆ ขบวนจอดอยู่ที่ชานชลา เราไม่รู้ว่ารถไฟขบวนไหนจะวิ่งได้บ้าง แต่เรารู้ว่ามีบางคันที่มีโอกาสวิ่งมากกว่าบางคัน จงใช้เงินส่วนใหญ่ในกระเป๋าซื้อตั๋วรถไฟคันที่มีโอกาสวิ่งมากๆ และใช้เงินส่วนน้อยซื้อตั๋วรถไฟคันที่มีโอกาสวิ่งน้อยไว้บ้าง แทนที่จะใช้เงินซื้อตั๋วรถไฟทุกคันเท่ากันหมด คิดเสียว่าเม็ดเงินในพอร์ตของคุณมีไว้ตีตั๋วรถไฟ การซื้อหุ้นที่มี upside สูงๆ ทิ้งไว้เฉยๆ ในพอร์ตแต่มันไม่วิ่งสักที ไม่ได้หมายความว่าคุณกำลังไม่ได้อะไรเลยตอบแทนจากเงินที่คุณลงทุนไป สิ่งที่คุณได้รับอยู่ตลอดเวลาที่คุณถือมันอยู่ก็คือ “โอกาส” ที่มันจะวิ่งเข้าสักวันหนึ่ง

หลังจากที่คุณลงทุนไปได้พักหนึ่งแล้ว หุ้นที่ถืออยู่แต่ละตัวจะเริ่มมีราคาเปลี่ยนไปทำให้ upside ของมันเปลี่ยนไปด้วย ในขณะเดียวกัน คุณก็อาจพบหุ้นตัวใหม่ที่คุณไม่เคยถือมาก่อนที่มี upside ที่น่าสนใจเหมือนกัน ตามหลักแล้วคุณควรเปลี่ยนน้ำหนักหุ้นในพอร์ตของคุณตลอดเวลาเพื่อ maximize upside แต่ในความเป็นจริงการทำอย่างนั้นจะทำให้คุณตายเพราะค่าคอมมิชชั้น การปรับพอร์ตจึงควรทำให้น้อยที่สุดเพื่อ minimize ค่าคอมมิชชั่น อย่างน้อยควรรอให้ได้กำไรจากหุ้นแต่ละตัวในระดับที่มากกว่าค่าคอมมิชชั่นที่เสียไปก่อนที่จะเปลี่ยนตัว แต่ทางที่ดีถ้าหุ้นยังเหลือ upside อยู่ก็ไม่ต้องไปทำอะไรกับมันดีกว่า เอาไว้ให้เจอหุ้นตัวใหม่ที่มี upside สูงมากกว่าเดิมมากๆ จริงๆ คงพิจารณาเปลี่ยนตัว จงถือคติว่าถ้าไม่เจอทีเด็ดจริงๆ การอยู่เฉยๆ ไว้ก่อนเป็นการตัดสินใจที่ไม่เสียหายเสมอ

(ปล.: สัดส่วนที่เหมาะสมของหุ้นแต่ละตัวในพอร์ตเป็นไปตามสูตรของเคลลี่ (รายละเอียดอยู่ในหนังสือ “หลักการพนัน”) คือ กำไรคาดหวัง/อัตราต่อรอง ดังนั้นถ้าเอาแบบถูกต้องจริงๆ คุณต้องคำนึงถึงทั้งขนาดของ upside/downside ตลอดจนความเป็นไปได้ของ upside/downside ไม่ใช่คำนึงแค่ขนาดของ upside อย่างเดียว ที่อธิบายไปข้างต้นเป็นการ oversimplified นิดหน่อย )

0040 : Managing Capacity

มกราคม 29, 2007

เมื่อสองสัปดาห์ก่อนผมไปทำฟันที่รพ.บำรุงราษฏร์ เดี๋ยวนี้เวลาที่คุณไปถึงตรงเวลานัดแต่ยังต้องนั่งรออีกนานเพราะหมอยังไม่ว่าง คุณจะได้รับแจกคูปองให้ไปแลกกาแฟฟรีที่ร้านสตาร์บัคส์ชั้นล่างเป็นการปลอบใจ เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงวิธีการ manage capacity ที่พวกสายการบินนิยมใช้ขึ้นมา

การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงของสายการบินภายในประเทศในสหรัฐฯ ทำให้ทุกสายการบินต้องพยายามบริหารจัดการให้ทุกเที่ยวบินมีผู้โดยสารเต็มลำให้มากที่สุดเท่าที่จะมาได้เพื่อลดผลขาดทุน เทคนิคที่นิยมใช้กันมากก็คือการ overbook

การ overbook คือการรับจองตั๋วมากกว่าจำนวนที่นั่งทั้งหมดที่มีอยู่ ปกติแล้วทุกเที่ยวบินจะมีผู้โดยสารจำนวนหนึ่งที่เปลี่ยนใจไม่มาขึ้นเครื่องซะงั้น การ overbook จึงช่วยให้ผู้โดยสารมีโอกาสเต็มเครื่องมากขึ้น แต่แล้วสายการบินจะรู้ได้อย่างไรว่าควรจะ overbook มากหรือน้อยแค่ไหนจึงจะพอดี?

ปัญหาในลักษณะนี้เป็นปัญหาการกระจายแบบไบนอร์เมียล สายการบินจะต้องเอาสถิติเก่ามาดูว่าโดยเฉลี่ยแล้วมีผู้โดยสารมาขึ้นเครื่องร้อยละเท่าไรของจำนวนทั้งหมดที่จองตั๋ว สมมติว่าข้อมูลเก่าบอกว่า 95% ก็คือ p=0.95 ถ้าเครื่องบินมี 300 ที่นั่ง การรับจองตั๋ว 308 ใบ เราสามารถใช้ Excel หาโอกาสที่จะมีผู้โดยสารมาขึ้นเครื่องเกิน 300 คนได้เท่ากับ 1-BINOMDIST(300,308,0.95,TRUE) หรือ 1.26% (โปรดสังเกตว่าไม่ได้เท่ากับ 5%) แสดงว่า ทุกๆ 100 เที่ยวบินจะมีประมาณ 1 เที่ยวเท่านั้นที่ คนล้นเครื่อง ซึ่งยอมรับได้ โดยที่สายการบินจะแก้ปัญหาโดยการแจกไมล์สะสมหรือตั๋วฟรีให้แก่ผู้โดยสารบางคนที่ยินดีสละที่นั่งโดยยอมไปขึ้นในเที่ยวบินต่อไปเป็นการตอบแทน

รพ.บำรุงราษฎร์กำลังใช้ capacity เต็ม 100% ในระหว่างที่กำลังรอให้ตึกใหม่สร้างเสร็จอยู่ การที่ลูกค้าคนหนึ่งนัดแล้วไม่มาตามนัด รพ.จะสูญเสียโอกาสเป็นอย่างมาก โอกาสที่ว่านี้มีค่ามากกว่าราคาของกาแฟสตารบัคส์หนึ่งแก้ว รพ.จึงต้องอาศัยวิธีเดียวกันในการบริหารจัดการ capacity ได้ถูกใช้อย่างเต็มที่ตลอดเวลา

0027: Fat Tail กับการลงทุน

มกราคม 7, 2007

ในทางสถิตินั้น ถ้าเราไม่รู้ว่าตัวแปรสุ่มมีการกระจายเป็นอย่างไร เรามักสมมติว่ามันมีการกระจายเป็นโค้งปกติเพื่อความง่าย ในทางการเงินเราก็มักสมมติว่าผลตอบแทนของการลงทุนในหุ้นมีการกระจายเป็นโค้งปกติด้วย

แต่จากการนำ Daily return ของดัชนี S&P 500 ในช่วง 30 ปีมา plot ลงบนแผนภูมิแจกแจงความถี่พบว่า การกระจายมีลักษณะคล้ายโค้งปกติแต่มียอดเขาทีสูงชันกว่าและมีหางที่อ้วนกว่า พูดง่ายๆ ก็คือ ผลตอบแทนของหุ้นมีลักษณะของ Fat Tail

fattail

ถ้าเราลองสังเกตราคาปกติของดัชนีตลาดหุ้นเราจะพบว่าส่วนใหญ่แล้ว ถ้าไม่มีข่าวใหญ่ในวันนั้น ดัชนีมักเปลี่ยนอยู่ในช่วงไม่เกินหนึ่งเปอร์เซนต์ ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดบ่อยทีสุด แต่ถ้าวันไหนมีข่าวใหญ่มากดัชนีก็อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ถึงในระดับสองหรือสามเปอร์เซนต์ แต่ก็ไม่บ่อยนัก นี่ก็เป็นลักษณะที่เหมือนกับโค้งปกติทั่วไป

แต่เนื่องจากผลตอบแทนของหุ้นเป็น Fat Tail ด้วย มันจึงมีกรณีสุดโต่งที่ซ่อนอยู่บ่อยกว่าที่เราคิด กรณีสุดโต่งเหล่านี้คือกรณีที่ดัชนีหุ้นเปลี่ยนแปลงในวันเดียวเกิน 10% กรณีเหล่านี้แม้จะเกิดขึ้นได้น้อยแต่ก็เกิดขึ้นได้บ่อยกว่าที่นักลงทุนคิดเนื่องจาก Fat Tail

พวก Financial Engineer ที่คำนวณ VaR มักสมมติให้ผลตอบแทนของหุ้นเป็นโค้งปกติ การทำเช่นนี้จะทำให้ผลที่ได้มักจะ underestimate กรณีสุดโต่งไปมาก พวกเขาจะรู้สึกประหลาดใจมากในวันที่กรณีสุดโต่งมาถึง เพราะพวกเขาจะพบว่ากลไกป้องกันความเสี่ยงที่ตนได้คำนวณไว้แล้วอย่างดีมักจะเอาไม่อยู่

นอกจากนี้ Fat Tail ยังหลอกให้นักลงทุนรู้สึกว่าการเล่นมาร์จินนั้นจะช่วยทำให้ risk-adjusted return ของนักลงทุนสูงขึ้นได้ Leverage ช่วยทำให้ผลตอบแทนในวันส่วนใหญ่ที่เป็นวันปกติของการเล่นมาร์จินสูงกว่าการไม่เล่นมาร์จิน ผลตอบแทนที่สูงขึ้นนี้แลกมาด้วยความเสี่ยงที่จะขาดทุนหนักขึ้นเป็นทวีคูณในวันที่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ความเสี่ยงที่ว่านี้ก็คือความเสี่ยงที่จะโดน Force sell ในช่วงที่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดกับตลาดหุ้นเลยติดต่อกันหลายๆ ปี นักลงทุนจะค่อยๆ เริ่มรู้สึกว่า การเล่นมาร์จินนั้นมี Value added มากขึ้นทีละน้อย

margin2.gif 

อันที่จริงผมสังเกตเห็นว่า การลงทุนแทบทุกชนิดมีลักษณะเป็น Fat Tail อย่างรุนแรง ลองคิดถึงการ write options ดูสิครับ เวลาคุณ write call options ให้ใครสักคนหนึ่ง คุณจะได้กิน premium เปล่าๆ ประมาณ 95% of the time ส่วนอีก 5% of the time นั้น options ที่เขียนไว้จะ in the money และทำให้เจ้ามืออย่างคุณต้องขาดทุนมหาศาล เป็นต้น

ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย Fat Tail ที่เกิดขึ้น 3 ครั้งติดต่อกันในเวลาอันสั้นทำให้ผลตอบแทนที่เคยรุ่งโรจน์ของทุกคนลดฮวบลงอย่างน่าใจหาย แต่เอาเถอะ Fat Tail มีทั้งทางลบและทางบวก ผมสังเกตเห็นว่าคนที่ประสบความสำเร็จกับหุ้นอย่างสูงส่วนใหญ่แล้วมักจะรวยมาจากการซื้อหุ้นครั้งสำคัญแค่ไม่กี่ครั้งในชีวิตทั้งสิ้น อย่างวอเรน บัฟเฟต เองก็รวยมาจากการซื้อหุ้นแค่ 5-6 ครั้ง เท่านั้น ครั้งอื่นๆ อีกนับครั้งที่ไม่ถ้วนที่เขาซื้อตลอดชีวิตของเขานั้นแทบจะไม่มีนัยสำคัญอะไรเลย (ต่อให้เขาไม่ซื้อครั้งเหล่านั้นเลยก็ไม่ได้ทำให้ความรวยของเขาผิดไปจากตอนนี้มากนัก) ดังนั้น การซื้อหุ้นครั้งที่ทำให้คุณรวยขึ้นอย่างมหาศาลนั้นแต่ละคนเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน บางคนเข้ามาปีแรกเจอเลย บางคนขาดทุนสิบปีติดต่อกันมาได้ปีที่ 11 ปีเดียวรวยไปเลยก็มี ดวงใครดวงมันไม่ต้องไปอิจฉาคนอื่น ช่วงนี้ทุกท่านอย่าพึ่งถอดใจคิดว่าตัวเองล้มเหลว ที่จริงแล้วอาจเป็นเพราะครั้งสำคัญในชีวิตของคุณยังมาไม่ถึงเท่านั้นเองครับ

สู้ต่อไปนะครับ เจงกิ

0038: กลยุทธ์เลือกที่กิน

มกราคม 1, 2007

หลายปีก่อนผมเคยถูกบริษัทส่งไปฝึกงานในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งใกล้เมืองบอสตัน ทุกสุดสัปดาห์เพื่อนชาวเอเชียที่ฝึกงานด้วยกันสิบกว่าคนจะถือโอกาสไปท่องเที่ยวด้วยกัน ในสุดสัปดาห์แรกที่พวกเราไปเที่ยวเมืองบอสตันด้วยกัน ผมพบปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของการไปเที่ยวกันเองโดยไม่มีไกด์

จำได้ประมาณว่าพวกเราตกลงกันว่าจะใช้วิธีเดินเท้าจากพิพิทธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ไปยังมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดโดยแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารสักแห่งหนึ่งระหว่างทาง เมื่อดูในแผนที่ก็พบว่า มีร้านอาหารอยู่ระหว่างทางประมาณ 5-6 แห่ง แต่ปัญหาก็คือว่าเราไม่รู้ว่าร้านไหนอร่อยเพราะไม่มีใครในกลุ่มเคยมาเที่ยวเมืองบอสตันมาก่อน

ถ้าคุณเดินผ่านร้านแรกไปแล้วคุณเห็นว่า มันดูไม่เข้าท่า คุณอาจเลือกเดินต่อไปยังร้านที่สองตามทางในแผนที่ ถ้าคุณพบว่าร้านที่สองดูแย่กว่าร้านแรกเสียอีก คุณจะไม่สามารถเดินกลับไปยังร้านแรกได้อีกแล้ว เพราะจะทำให้โปรแกรมการเดินทางของคุณเสียไปหมด คุณจำต้องหวังน้ำบ่อหน้าด้วยการเดินต่อไปยังร้านที่สามและภาวนาว่าร้านที่สามจะดูเข้าท่ากว่าสองร้านแรก นี่ไงครับปัญหาของการไปท่องเที่ยวกันเองแบบไม่มีไกด์ “ปัญหาของการเลือกที่กินข้าว”

กลยุทธ์ที่เป็นที่นิยมใช้ก็คือ คุณอาจจะต้องเดิมพันกับตัวเอง เป็นต้นว่า อาจจะให้โอกาสตัวเองเดินผ่านร้านอาหารสัก 3 ร้านแรกไปก่อน หลังจากนั้นถ้าเจอร้านที่ดูดีกว่าทั้ง 3 ร้านแรกเป็นร้านแรกก็ให้หยุดรับประทานอาหารที่ร้านนั้นทันที ไม่หวังน้ำบ่อหน้าไปมากกว่านี้อีก เพราะไม่มีอะไรจะประกันได้ว่าร้านอาหารที่อยู่หลังๆ จะต้องดีกว่าร้านแรกๆ การเดินผ่าน 3 ร้านแรกไปก่อนก็เป็นการเสี่ยงพออยู่แล้ว เป็นต้น

เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาผมได้ค้นคว้าเรื่องความน่าจะเป็นอย่างเข้มข้น ก็เลยบังเอิญไปเจอคำตอบของปัญหานี้เข้า ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีผู้ที่เคยวิเคราะห์หากลยุทธ์ที่ดีที่สุดของการเลือกที่กินในลักษณะนี้มาก่อนแล้ว! ช่างคิดอะไรขนาดนี้! เลยขออนุญาตนำมาแชร์ครับ (แต่ไม่ขอแสดงการพิสูจน์นะครับ ปวดหัวมากๆ)

กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือ ถ้าร้านอาหารระหว่างทางมีทั้งหมด n ร้าน กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือการเดินผ่าน n/e ร้านแรกไปก่อน ( e = 2.718…) จากนั้นให้เลือกทานอาหารที่ร้านถัดไปที่ดูดีกว่าร้านที่ดีที่สุดในบรรดา n/e ร้านแรกทันที ตัวอย่างเช่น ถ้ามีร้านระหว่างทางทั้งหมด 6 ร้าน (n=6) ให้เดินผ่าน 2 ร้านแรกไปก่อน ( n/e = 6/2.718 = 2.2 ~= 2) ทันทีที่เจอร้านที่ดูดีกว่าทั้ง 2 ร้านแรก ก็ให้ลงจอดที่ร้านนั้นทันที วิธีนี้ไม่ได้ประกันว่าคุณจะได้กินร้านที่ดูดีที่สุดใน 6 ร้านเสมอไป (เพราะร้านที่ดูดีสุดอาจเป็นร้านที่ 1 หรือ 2 หรืออาจเป็นร้านที่อยู่หลังจากร้านที่เลือกก็ได้) แต่วิธีนี้เป็นวิธีที่พิสูจน์มาแล้วว่า เป็นการ maximize โอกาสมากที่สุด ครับ

ลองไปใช้ดูนะครับ :)

0033 : ความเสี่ยงของหุ้นแบบต่างๆ

ธันวาคม 20, 2006

หุ้นแต่ละตัวในตลาดหุ้นนั้นล้วนมี story ที่แตกต่างกันไป การประเมินความน่าสนใจลงทุนจาก story ของหุ้นแต่ละตัวนั้นเป็นเรื่องเชิงคุณภาพล้วนๆ อย่างไรก็ตาม ผมมีเทคนิคอย่างหนึ่งที่ช่วยทำให้การมองโอกาสและความเสี่ยงของหุ้นจาก story ของคุณนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หลังจากที่เราได้ศึกษา story ของหุ้นนั้นอย่างละเอียดแล้ว เราควรถามตัวเองว่า story นั้นมีทั้ง “ขนาด” และ “ความน่าจะเป็น” ที่ story นั้นจะเกิดขึ้น “ใหญ่” หรือ “น้อย” ? ตัวอย่างเช่น บริษัทรับเหมาขนาดเล็กที่กำลังรอผลการประมูลโครงการขนาดใหญ่จากทางการน่าจะเป็น โอกาสที่มีขนาด “ใหญ่” แต่มีความน่าจะเป็น “น้อย” เป็นต้น

หุ้นชนิดหนึ่งที่ผมอยากแนะนำให้ท่านนักลงทุนหลีกเลี่ยง คือ หุ้นที่มี low probability of big loss เช่น หุ้นที่กำลังอยู่ในระหว่างการถูกฟ้องร้องดำเนินคดีมีโทษถึงขั้นล้มละลาย หุ้นพวกนี้มักล่อตาล่อใจแมงเม่าเป็นอย่างยิ่งเพราะราคาหุ้นจะดูต่ำถ้าเทียบกับหุ้นต้วอื่นในตลาด แต่ที่จริงแล้ว ราคาที่ดูต่ำนั้นจะต่ำจริงๆ ก็ต่อเมื่อ สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดนั้นไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าหากมันเกิดขึ้น ก็ยังนับว่าราคาหุ้นนั้นแพงอยู่มาก ขนาดของความสูญเสียที่รุนแรงมากนี้ถ่วงให้กำไรคาดหวังของการซื้อหุ้นชนิดนี้มีค่าติดลบแม้ว่าความน่าจะเป็นที่จะเกิดความสูญเสียรุนแรงนั้นจะไม่ได้สูงก็ตาม หุ้นพวกนี้เป็นหุ้นที่เล่นแล้ว “ได้ไม่คุ้มเสีย” ครับ ท่านนักลงทุนคงได้เห็นตัวอย่างของหุ้นแบบนี้แล้วจากกรณีของหุ้นสื่อตัวหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา

มีหุ้นอีกประเภทหนึ่งที่ดูไม่น่าสนใจแต่ที่จริงแล้วเป็นหุ้นที่น่าสนใจก็คือหุ้นที่มี low probability of high gain เช่น พวกบริษัทวิจัยยา (biotech firms) บริษัทพวกนี้ถ้าสามารถเข็นยาตัวสำคัญให้ผ่านการรับรองได้ก็จะมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาล แต่โดยปกติแล้ว โอกาสที่ยาตัวหนึ่งจะสามารถผ่านด่านอรหันต์ของ FDA ได้นั้นมีน้อยมาก หุ้นพวกนี้บ่อยครั้งเป็นหุ้นที่มีกำไรคาดหวังเป็นบวกเพราะนักลงทุนในตลาดไม่สนใจเพราะรู้สึกว่าเสี่ยง ที่จริงแล้วเราสามารถลงทุนในหุ้นแบบนี้ได้เพียงแต่ต้องใช้วิธีซื้อไว้หลายๆ ตัวและซื้อตัวละไม่มากเมื่อเทียบกับขนาดของพอร์ตโดยรวม การทำเช่นนี้ช่วยทำให้ผลตอบแทนโดยรวมลู่เข้าหากำไรคาดหวังได้ หุ้นพวกนี้ถ้าซื้อตัวเดียวจะมีโอกาสขาดทุนสูงมาก แต่พอร์ตที่เต็มไปด้วยหุ้นเหล่านี้กลับให้ผลตอบแทนที่ดีทีเดียว

หุ้นประเภทสุดท้ายที่อยากกล่าวถึงก็คือหุ้นที่มี high probability of small loss and low probability of big gain แต่มีกำไรคาดหวังของหุ้นนั้นเป็นบวก นักจิตวิทยาการลงทุนบอกว่าหุ้นลักษณะนี้มักจะ undervalued อยู่เสมอ เพราะธรรมชาติของนักลงทุนมักเกลียดการขาดทุน โอกาสที่จะขาดทุนน้อยๆ แต่เกือบจะแน่นอนเป็นเรื่องที่ไม่น่าดึงดูด นักลงทุนในตลาดส่วนใหญ่จึงมองข้ามหุ้นลักษณะนี้ไป ตัวอย่างของหุ้นแบบนี้ก็เช่น หุ้นที่กำไรกำลังลดลงเพราะมีปัจจัยมหภาคระยะสั้นบางอย่างเข้ามากระทบทำให้ตลาดเททิ้งหุ้นเหล่านี้ไปก่อนทั้งที่ภาพการเติบโตของกำไรในระยะยาวยังเหมือนเดิม ที่จริงแล้วหุ้นพวกนี้เป็นหุ้นที่น่าลงทุนครับ

0004 : กลยุทธ์ที่ดีที่สุดของการเล่นโป๊กเกอร์

พฤศจิกายน 16, 2006

คุณคิดว่าการเล่นโป๊กเกอร์กับเพื่อนๆ รวม 8 คน กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคืออะไร?

คำตอบก็คือ “หมอบ” บ่อยๆ ครับ รับรองรุ่ง

ทำไมน่ะหรือครับ ก็เพราะว่าโป๊กเกอร์เป็นเกมที่คนที่มีไพ่ดีที่สุด “คนเดียว” เท่านั้นที่จะได้เงิน “ทั้งหมด” ไป ถ้าโต๊ะหนึ่งมีแปดคน และไพ่ถูกแจกอย่าง Random ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ โดย probability แล้ว โอกาสที่คุณจะได้ไพ่ดีที่สุดมีแค่ 1 ใน 8 เท่านั้น

ดังนั้นการหมอบบ่อยๆ จะทำให้คุณเสียเงินน้อยลง เพราะยิ่งเกทับก็ยิ่งเสียเงินมากขึ้น ที่จริงแล้ว กฏทองของเกมโป๊กเกอร์โดยทั่วไปก็คือ ถ้าคุณได้รับแจกไพ่แล้วคุณไม่ได้ไพ่ดีขนาดหนึ่งคู่เป็นอย่างน้อย คุณก็ควรหมอบทันที อย่าหวังวัดดวง

คนที่ชอบเกทับบ่อยๆ อาจจะดูเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย แต่ที่จริงแล้วคนพวกนี้นี่แหละที่เรียกว่า หมู คนที่น่ากลัวที่สุดคือคนที่เล่นเงียบๆ หมอบบ่อยๆ นานครั้งจะสู้สักที แต่เมื่อไรที่สู้จะเกทับหนักมาก คนพวกนี้รอสู้เฉพาะเมื่อตัวเองได้ไพ่ที่ดีมากเท่านั้น นี่แหละคือวิธีการเล่นโป๊กเกอร์ที่ถูกต้อง