ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘Strategy’

0135: ยุทธการกัวต๋อ

กรกฎาคม 5, 2008

ยุทธการกัวต๋อ คือ สงครามที่กองทัพขนาดแค่เจ็ดหมื่นของ โจโฉ แต่สามารถเผด็จศึกกองทัพเจ็ดสิบหมื่นของ อ้วนเสี้ยว ได้

เดิมทีเดียวนั้น อ้วนเสี้ยวคิดจะรบแตกหักเพราะลำพองว่ากองทัพของตนมีขนาดใหญ่กว่ามาก แต่ชีสิวได้ทัดทานไว้ ชีสิวบอกว่า กองทัพอ้วนเสี้ยวนั้นแม้จะมีจำนวนมากแต่เป็นทหารที่กวาดต้อนมาเสียส่วนใหญ่ ในขณะที่ทหารของโจโฉนั้นห้าวหาญกว่า กองทัพของโจโฉมีจุดอ่อนตรงที่เสบียงมีจำกัด ถ้าใช้วิธีรบยืดเยื้อ เมื่อเสบียงโจโฉหมด มันจะพ่ายไปเอง แต่ถ้ารบแตกหักจะเข้าทางโจโฉ และจะแพ้โจโฉในที่สุด

อ้วนเสี้ยวผู้มีใจคับแคบฟังแล้วก็โกรธที่ชีสิวหักหน้าตนเองต่อหน้าทหาร แกล้งว่าชีสิวพูดจาไม่ดีทำให้เสียฤกษ์ออกศึกสมควรถูกประหาร แต่ขุนนางทั้งหลายทัดทานไว้ อ้วนเสี้ยวจึงสั่งให้ขังชีสิวเอาไว้ก่อน รอไว้รบชนะโจโฉเมื่อไรค่อยประหารชีวิต

ในการรบครั้งแรก กองทัพโจโฉสู้อ้วนเสี้ยวไม่ได้ จึงรีบถอยไปตั้งรับที่เมืองกัวต๋อซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ แต่เป็นประตูสู่นครฮูโต๋ จึงเป็นการค้ำคอกองทัพของอ้วนเสี้ยวเอาไว้ไม่ให้รุกคืบถึงฮูโต๋ซึ่งเป็นเมืองหลวงได้ นับเป็นยุทธวิธีที่ถูกต้องของกองทัพที่มีขนาดเล็กกว่า การรวมกำลังไว้กัวต๋อ ย่อมต้านกองทัพใหญ่ได้ดีกว่าการถอยไปตั้งรับที่ฮูโต๋ที่เป็นเมืองใหญ่ซึ่งต้องกระจายกำลังออกเป็นส่วนๆ

โจโฉตั้งรับอยู่ที่เมืองกัวต๋อเพียงหนึ่งเดือนเสบียงก็กำลังจะหมด ทำให้โจโฉกลุ้มใจมาก ซุนฮกได้ส่งคำแนะนำจากเมืองฮูโต๋มาบอกให้โจโฉว่าอย่าได้กังวล กองทัพอ้วนเสี้ยวใหญ่แต่ไร้น้ำยา ขอให้ท่านโจโฉจงตั้งรับต่อไป รักษากัวต๋อไว้ให้มั่น อย่าเพิ่งรบแตกหัก เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนเมื่อไร โอกาสจะเปลี่ยนเป็นของฝ่ายเราเอง ถึงเวลานั้นจึงค่อยรบแตกหัก

อ้วนเสี้ยวเป็นขุนนางใหญ่เปล่าแต่ไร้ปัญญา ประกอบกับขุนนางแวดล้อมอ้วนเสี้ยวมีแต่คนประจบสอพลอ ใส่ร้าย ขัดขากันเอง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะนิสัยของอ้วนเสี้ยวเองที่เป็นผู้นำที่ใจแคบ กลัวเสียหน้า บ้ายอ ไม่รู้จักเลี้ยงคนเก่ง ขุนนางดีๆ หายหมด อ้วนเสี้ยวเลินเล่อสั่งให้อิขิมจอมขี้เมาไปคุมเสบียงทั้งที่เสบียงเป็นจุดแข็งของกองทัพอ้วนเสี้ยว จึงน่าจะให้คนที่ไว้ใจได้มากที่สุดไปคุมมากกว่า เขาฮิวเห็นว่าอ้วนเสี้ยวสั่งการประมาทเลินเล่อ อีกทั้งยังไม่ส่งเสริมคนเก่ง จึงแอบไปเข้าด้วยโจโฉ และได้บอกให้โจโฉทราบว่าอิขิมคุมเสบียงอยู่

โจโฉได้ยินดังนั้นก็คิดว่านี่แหละคึอโอกาสที่ซุนฮกพูดถึง ฟ้าเปิดโอกาสให้ตนแล้วจึงตัดสินใจยกทัพไปชิงเสบียงของอ้วนเสี้ยวด้วยตนเอง ขุนนางทั้งหลายต่างค้ดค้านเพราะกลัวว่าอาจเป็นแผนของอ้วนเสี้ยวที่ส่งเขาฮิวมาหลอกล่อให้โจโฉไปตีเสบียงแล้วแอบเข้าตีกัวต๋อตอนโจโฉไม่อยู่ก็ได้ แต่โจโฉชั่งใจแล้วเห็นว่า หากอยู่เฉยๆ ก็ตายเหมือนกัน เพราะเสบียงหมดแล้ว ดังนั้นแม้จะไม่รู้ว่าเขาฮิวพูดจริงหรือไม่ แต่ก็สมควรที่จะเสี่ยง จึงตัดสินใจเด็ดเดี่ยวยกทัพไปตีเสบียงด้วยตนเอง เมื่อเสบียงของอ้วนเสี้ยวถูกโจโฉเผาจนหมดสิ้น โจโฉจึงเอาชนะกองทัพของอ้วนเสี้ยวได้โดยง่าย

เมื่อโจโฉเข้าไปตรวจค่ายของอ้วนเสี้ยว ก็พบจดหมายลับจำนวนมากที่ขุนนางของโจโฉต่างส่งมาขอเข้ากับอ้วนเสี้ยว เสนาบดีของโจโฉถามว่าจะจัดการกับขุนนางที่คิดแปรพักตร์เหล่านี้เช่นไร โจโฉเห็นกองจดหมายแล้วน่าจะมีขุนนางคิดแปรพรรคเกินครึ่ง (-_-’) ก็เลยตอบว่า ถ้าข้าเป็นคนพวกนี้ก็คงทำแบบเดียวกัน เพราะใครจะคิดว่ากองทัพเจ็ดหมื่นจะชนะกองทัพเจ็ดสิบหมื่นได้ ทีแรกตัวข้าเองก็ยังไม่เชื่อ ฉะนั้นจงเอาจดหมายลับพวกนี้เป็นเผาทิ้งเสียให้หมด อย่าได้นำมาฟื้นฝอยหาตะเข็บเลย

ผู้คุมนักโทษได้ข่าวว่าอ้วนเสี้ยวแตกทัพก็รีบนำข่าวไปบอกชีสิวในคุกเพราะดีใจที่ชีสิวจะได้ปล่อยตัวเป็นอิสระเพราะแนะนำสิ่งที่ถูกต้อง ชีสิวได้ยินดังนั้นก็ล้มทั้งยืน ผู้คุมประหลาดจึงถามว่าชีสิวร่ำไห้ทำไม ชีสิวตอบว่า “อ้วนเสี้ยวเป็นคนกลัวเสียหน้า ถ้าชนะมา ข้ายังมีหวังรอดตาย แต่นี้แพ้มา ข้าหมดหวังแล้ว” ยังไม่ทันขาดคำ เพชรฆาตที่อ้วนเสี้ยวสั่งให้มาประหารชีสิวก็เดินทางมาถึงพอดี

(เล่าให้ฟังเฉยๆ นะครับ ไม่เกี่ยวอะไรกับการเมืองไทย)

0134: สามก๊ก

มิถุนายน 25, 2008

 

ยุคสามก๊กเริ่มตั้งแต่ปลายราชวงศฮั่น ฮ่องเต้อ่อนแอตกอยู่ใต้การควบคุมของขันที 10 คน ซึ่งเอาแต่สนใจเรื่องผลประโยชน์ส่วนตน จนปล่อยให้ประเทศขาดคนดูแลความสงบเรียบร้อย จึงมีแต่โจรโพกผ้าเหลืองที่ออกปล้มสะดมชาวบ้านเอาตามอำเภอใจ ประเทศขณะนั้นมีสภาพเป็น Failed State ไม่ต่างอะไรกับอัฟกานิสถานในปัจจุบัน ขุนนางทั้งหลายทั้งอ้วนเสี้ยว อ้วนสุด กองซุนจ้าน เล่าเจียง ฯลฯ เห็นราชสำนักอ่อนแอก็ฉวยโอกาสตั้งตนเป็นใหญ่ครอบครองหัวเมืองต่างๆ อำนาจรัฐถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ ที่มีกำลังใกล้เคียงกัน สภาพเช่นนี้ก่อให้เกิดความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง มีการรบพุ่งกันระหว่างฝ่ายตลอดเวลาเพื่อแย่งชิงอำนาจจากกลุ่มที่มีกำลังใกล้เคียงกัน ไม่สู้ก็ไม่ได้ เพราะฝ่ายอื่นก็จะมารุกรานอยู่ดี คนที่เดือดร้อนที่สุดก็คือประชาชนที่ต้องได้รับผลกระทบของสงครามตลอดเวลา

ผู้มีอำนาจเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงหวังครอบครองแผ่นดินทั้งสิ้น เวลาแบบนี้ไม่มีใครคิดถึงบ้านเมืองเท่ากับตัวเอง ลิฉุย กุยกี ฆ่าขันทีชั่วทั้ง 10 แล้วก็บังคับฮ่องเต้แทนขันที ตั๋งโต๊ะเข้าเมืองมากำจัดลิฉุยกุยกี แต่แทนที่จะคืนอำนาจให้ฮ่องเต้ก็ยึดอำนาจไว้เอง แถมเลวกว่าลิฉุยกุยกีอีก โจโฉอ้างว่าต้องการกู้ราชบังลังก์เพื่อให้รวบรวมกองทัพพันธมิตรตั้งเป็น”กองทัพธรรม”เพื่อโค้มล้มตั๋งโต๊ะแต่สุดท้ายก็แล้วโจโฉก็ยึดอำนาจเสียเองอีก การเมืองถ้าปล่อยให้ความไร้เสถียรภาพเกิดขึ้นเสียแล้ว สถานการณ์มักจะแย่ลงเรื่อยๆ เพราะเป็นสภาพที่ทุกคนต้องคิดเอาตัวรอดไว้ก่อน สภาพที่แย่อยู่แล้ว เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงก็มักเป็นไปในทางที่แย่ลงไปอีก เหมือนประเทศค่อยๆ ลงเหวไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าก้นเหวอยู่ตรงไหน

กลุ่มอำนาจส่วนใหญ่มักชอบอ้างความชอบธรรมของตนเองเพื่อให้มีคนยอมตายแทนเพื่อให้ตนก้าวขึ้นสู่อำนาจ โจโฉอ้างว่ามีราชโองการ อ้วนเสี้ยวอ้างว่าตัวเองมีราชโองการเลือด เล่าปี่อ้างว่าตัวเองเป็นเชื้อราชวงศ์ฮั่น อ้วนสุดอ้างว่าตัวเองมีตราแผ่นดิน ฯลฯ สุดท้ายแล้วก็มีวาระส่วนตัวด้วยกันทั้งนั้น แก่นแท้ของการเมืองคือเรื่องการแย่งชิงอำนาจ อุดมการณ์ทั้งหลายเป็นเพียงแค่เรื่องหลอกลวงประชาชน

จุดเปลี่ยนของความโกลาหลเกิดขึ้นเมื่อกองทัพเจ็ดหมื่นของโจโฉ เกิด “ฟลุ๊ค” ชนะกองทัพ 70 หมื่นของอ้วนเสี้ยวได้สำเร็จ ทำให้โจโฉมีกำลังใหญ่ขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ โจโฉจึงไล่ปราบลิโป้ เล่าเจี้ยง และพวกกระจอกๆ อื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว เหลือหนามยอกอกอีกแค่สองกลุ่มคือ เล่าปี่ กับ ซุนกวน เท่านั้น

บังเอิญว่าทั้งสองฝ่ายอ่านเกมออกจึงรีบจับมือเป็น”พันธมิตร”กัน เพราะรู้ตัวว่าถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกโจโฉตีแตก อีกฝ่ายหนึ่งถูกกำจัดได้ในที่สุดเพราะขนาดจะยิ่งเล็กกว่าโจโฉเข้าไปใหญ่ ปรากฏว่า ทั้งสองฝ่ายสามารถเอาชนะกองทัพเรือ 100 หมื่นของโจโฉได้สำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อเสียด้วย ศึกครั้งนั้นโจโฉทุ่มสุดตัว เพราะคิดว่าเป็นศึกสุดท้ายแล้วที่ทำให้ตัวเองได้เป็นฮ่องเต้แล้ว โจโฉเลยเสียหายใหญ่ ทำให้กำลังลดลงมาเหลือใกล้เคียงกับอีกสองฝ่าย

การที่เหลือสามฝ่ายที่มีพลังใกล้เคียงกันทำให้ประเทศเข้าสู่สมดุลใหม่คือ สมดุลแบบ 3 ฝ่ายซึ่งสมดุลแบบนี้ค่อนข้างมีเสถียรภาพมากขึ้น เพราะเมื่อสองฝ่ายใดตีกัน อีกฝ่ายทีเหลือจะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ ทำให้แต่ละฝ่ายไม่อยากบุกก่อน (ต่างกับกรณีที่เหลือแค่สองฝ่ายที่มีกำลังเท่ากัน แบบนั้นจะมีเสถียรภาพน้อยกว่า และเมื่อชนกันเมื่อไรก็จะเสียหายหนักด้วย) ประชาชนเริ่มหายใจหายคอขึ้นมาหน่อย มีเวลาทำมาหากินมากขึ้น ประเทศก็ดูเป็นประเทศขึ้นมาหน่อย  ยุคสามก๊กจึงดำรงอยู่ได้นานกว่าช่วงที่ผ่านมามาก จนกระทั้งถึงจุดหนึ่งที่ก๊กของโจโฉสามารถเผด็จศึกก๊กของเล่าปีได้สำเร็จ ซึ่งทำให้ก๊กของซุนกวนต้องรีบยอมแพ้โดยง่าย ประเทศก็กลับสู่ความเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง การเมืองนิ่ง เศรษฐกิจเดินหน้า ผู้คนมีความสุข

แต่รวมๆ แล้วเสถียรภาพที่หายไปกว่าจะกลับคืนมาได้ก็ต้องใช้เวลาร่วมๆ ร้อยกว่าปีเลยทีเดียว อาเจนติน่าเมื่อ 90 ปีก่อนเคยเป็นประเทศโลกที่หนึ่ง แต่หลังจากนั้นการเมืองไม่นิ่ง เศรษฐกิจก็ถอยลงเรื่อยๆ การค้าการลงทุนตลอดจนนโยบายสาธารณะต่างๆ หยุดชะงักจนค่อยๆ กลายเป็นประเทศโลกที่สามเหมือนปัจจุบันในที่สุด จนถึงเดี๋ยวนี้ผ่านมาแล้ว 90 ปี การเมืองของอาเจนติน่าก็ยังไม่ดีขึ้นเลย

การเมืองคือ การแย่งชิงอำนาจ ถ้าเราลองย้อนดูประวัติศาสตร์ เราจะพบว่า เมื่อใดก็ตามที่ผู้มีอำนาจมีมากกว่าหนึ่งฝ่าย โดยที่แต่ละฝ่ายมีกำลังใกล้เคียงกัน เมื่อนั้นบ้านเมืองจะไม่สงบสุข มีแต่การต่อสู้แย่งชิงอำนาจ เศรษฐกิจสังคมจะลงเหวไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีผู้มีอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถรวมอำนาจได้เป็นผลสำเร็จ ผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จผู้นั้นมักถูกประวัติศาสตร์ประณามว่าเป็นจอมเผด็จการที่โหดเหี้ยม แต่ในยุคหลังจากนั้น การเมืองมักจะเข็มแข็ง บ้านเมืองสงบราบคาบ ว่างเว้นจากสงคราม เริ่มเกิดการค้าขาย ประชากรเริ่มสะสมความมั่งคั่ง ทำให้เกิดความกินดีอยู่ดี จนกลายเป็นยุคทองในที่สุด หลังจากนั้น ความสบายเกินไปจะเริ่มค่อยๆ ทำให้ ผู้คนวันๆ เอาแต่เสพสุข มัวเมาแต่ในศิลปะและเรื่องบันเทิงเริงรมย์ต่างๆ ไม่ซ้อมรบ ได้ผู้นำที่ขาดความเข้มแข็ง อำนาจเริ่มแตกออกเป็นส่วนๆ ขาดความสามัคคี ในที่สุดข้าศึกก็จะมารุกรานให้สำเร็จได้ง่าย ประเทศก็เริ่มขาดเสถียรภาพอีกครั้ง เข้าสู่ยุคมืดที่เต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจ ที่จริงแล้ว อารยธรรมของมนุษย์ทุกยุคทุกสมัยก็วนเวียนกลับไปกลับมาระหว่างยุคทองกับยุคมืดเช่นนี้แหละ

0129: กลยุทธ์ในชีวิตประจำวัน

พฤษภาคม 23, 2008

แนะนำหนังสือเล่มใหม่ของผมครับชื่อ “กลยุทธ์ในชีวิตประจำวัน”

เนื้อหาหลักของหนังสือเล่มนี้เป็นการอธิบายถึงหลักของการต่อรองโดยอาศัยเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันเป็นตัวเล่าเรื่อง ครึ่งหลังของหนังสือก็ถือโอกาสเอากลยุทธ์สัพเพเหระในชีวิตประจำวันซึ่งบางเรื่องเคยอธิบายไว้ในบล็อคแห่งนี้มารวมเล่มด้วย หนังสือมีจำหน่ายแล้วที่ร้านบีทูเอสทุกสาขานะครับ

(มีอีกเล่มที่ออกวางแผงพร้อมกันชื่อ “โอกาสและความน่าจะเป็น” เล่มนี้คือหนังสือ “หลักการพนัน” เดิมแต่เปลี่ยนชื่อใหม่และทำรูปเล่มให้เหมือนกับทุกเล่มที่ผ่านๆ มาจะได้ดูเป็นซีรี่ยส์เดียวกัน แต่เนื้อหาข้างในจะเหมือนเดิมนะครับ)

0115: เหมือนกันโดยบังเอิญ?

มีนาคม 5, 2008


 

ไมเคิล อี.พอร์เตอร์ บอกให้วิเคราะห์สภาวะของอุตสาหกรรมด้วยการมอง 5 เรื่อง คือ การแข่งขันของคู่แข่ง กำแพงกั้นผู้เล่นรายใหม่ อำนาจของผู้ซื้อ อำนาจของซัพพลายเออร์ ภัยคุกคามของสินค้าทดแทน แล้วเลือกตำแหน่งในตลาดที่ทำให้บริษัทสามารถตั้งรับแรงดึงทั้งห้านี้ได้ดีที่สุด

ซุนวู กล่าวว่าถ้าอยากรู้ว่าฝ่ายไหนจะชนะให้เปรียบเทียบคุณสมบัติ 5 ด้าน คือ วินัยกองทัพ ความสามารถของแม่ทัพ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ความชอบธรรมในการทำสงคราม กองทัพควรรอคอยโอกาสที่คุณสมบัติ 5 ข้อนี้เป็นใจมากที่สุดแล้วรีบเผด็จศึก

เหมือนกันยังไงก็ไม่รู้

แต่ผมว่าอาจไม่ใช่ความบังเอิญก็ได้ แต่เป็นเพราะหลักสำคัญของการใช้กลยุทธ์คือ พยายามเข้าใจสถานการณ์ให้ทะลุปรุโปร่ง (ด้วยการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ) ให้ได้ก่อน แล้วจึงกำหนดกลยุทธ์ที่ทำให้ตนเองได้เปรียบที่สุดภายใต้สถานการณ์นั้นๆ

0104: มหัศจรรย์แห่งกลยุทธ์ทางธุรกิจ

ธันวาคม 25, 2007

 

ขออนุญาตแนะนำหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดของผมชื่อ “มหัศจรรย์แห่งกลยุทธ์ทางธุรกิจ” หน่อยนะครับ

หนังสือเล่มนี้เป็นการอธิบายแนวคิดเรื่องกลยุทธ์ทางธุรกิจของเหล่ากูรูชื่อดัง อาทิ Michael E.Porter, C.K.Prahalad, Gary Hamel, Bruce Henderson ฯลฯ ในแบบที่เข้าใจง่าย นำเสนอผ่านเรื่องราวอันน่าทึ่งของบริษัทชั้นนำของโลกที่ประสบความสำเร็จจากการใช้กลยุทธ์ทางธุรกิจ เป็นหนังสือการ์ตูนที่มีภาพประกอบตลอดเล่ม เน้นความเพลิดเพลินตามสไตล์หนังสือของผม แบบว่าใครที่อ่านจบก็สามารถโม้เรื่องกลยุทธ์ทางธุรกิจกับใครๆ ได้ทุกเรื่องเพราะมีทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ Business Strategy อยู่ในเล่มนี้ครับ

หนังสือมีจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้านบีทูเอสในเซ็นทรัลทุกสาขา โรบินสัน(บางสาขา) เอสพลานาดรัชดา ช่วยอุดหนุนกันหน่อยนะครับ เล่มนี้ผมตั้งใจทำมากเลย ใช้เวลาทำนานมาก >_<

0065: ขบวนการมนุษย์ไฟฟ้าไร้เหตุผล

พฤษภาคม 20, 2007

00001701.jpg

ในหนึ่งตอนของเรื่องขบวนการมนุษย์ไฟฟ้าจะเริ่มต้นด้วยการที่ปีศาจปล่อยทีมลูกสมุนตัวสีดำๆ ไม่มีหน้า พูดไม่ได้ ร้องกู้กู้ได้อย่างเดียว ออกมาต่อกรกับมนุษย์ไฟฟ้า ซึ่งมนุษย์ไฟฟ้าก็จะเอาชนะตัวพวกนี้ได้อย่างง่ายดายมาก เมื่อลูกสมุนเหล่านี้ตายหมด ปีศาจจึงค่อยต่อกรกับมนุษย์ไฟฟ้า พอสู้ไม่ได้ก็จะแปลงกายเป็นตัวใหญ่ มนุษย์ไฟฟ้าจึงต้องเรียกหุ่นยนต์ยักษ์ออกมาต่อกร หุ่นยนต์ยักษ์พยายามใช้ท่าต่างๆ เพื่อต่อกรกับปีศาจแต่ก็จะไม่ได้ผล สุดท้ายจึงใช้ท่าไม้ตายผ่าปีศาจออกเป็นสองท่อน เป็นอย่างนี้เหมือนกันทุกตอน

ความจริงแล้วในเมื่อมนุษย์ไฟฟ้าก็รู้อยู่แล้วว่าท่าต่างๆ ของหุ่นยนต์จะใช้ไม่ได้ผลต้องใช้ท่าไม้ตายเท่านั้น มนุษย์ไฟฟ้าควรใช้ท่าไม้ตายตั้งแต่แรกเลยถึงจะถูก การใช้ท่าอื่นๆ ต่อกรกับปีศาจก่อนที่จะจบด้วยท่าไม้ตายทั้งที่รู้ว่าสุดท้ายแล้วก็ต้องใช้ท่าไม้ตายอยู่ดีนั้นไม่ใช่กลยุทธ์เด่น จัดเป็นพฤติกรรมที่ไร้เหตุผล

 mat.gif

น่าคิดว่า ที่จริงแล้วขบวนการมนุษย์ไฟฟ้ามีวาระซ่อนเร้นอะไรอยู่หรือเปล่าจึงไม่ยอมใช้ท่าไม้ตายในทันที หรือว่าขบวนการมนุษย์ไฟฟ้าอาจต้องการเตะถ่วงเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ต่างตอบแทนอะไรสักอย่าง การให้หุ่นยนต์ใช้ท่าที่รู้อยู่แล้วว่าไม่ได้ผลเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าโดยเปล่าประโยชน์ ในขณะที่โลกของเราในขณะนี้กำลังประสบปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อน (Global Warming)

ปีศาจก็เช่นกัน ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าลูกสมุนเหล่านั้นทำอะไรมนุษย์ไฟฟ้าไม่ได้ก็ยังปล่อยพวกมันออกมาอีก ปีศาจก็ไม่มีเหตุผล

แต่ที่ไม่มีเหตุผลที่สุดก็คือคนดู ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเรื่องมันจะต้องดำเนินไปอย่างไร ก็ยังติดตามดูอยู่ได้ทุกตอน… (เราเองก็ดูนี่หว่า ทุกตอนเลย -_-’)

(บทความไม่มีสาระ กรุณาอย่านำไปใช้อ้างอิงในการทำวิทยานิพนธ์)

  

0062: มองกีฬาเทนนิส

พฤษภาคม 4, 2007

lawn.gif

ยุคนี้ นักเทนนิสนิยมตีบอลให้ไปตกให้ลึกที่สุดในดินแดนของฝ่ายตรงข้ามเข้าไว้ (บริเวณที่ระบายเป็นสีเขียวอ่อนในภาพ) จุดมุ่งหมายก็เพื่อต้อนฝ่ายตรงข้ามให้ไปอยู่ที่ท้ายคอร์ตจะได้ไม่ขึ้นมาเล่นเกมรุกที่หน้าเน็ตได้ กลยุทธ์เช่นนี้จัดเป็นกลยุทธ์ที่ค่อนข้าง Defensive เมื่อเทียบกับเมื่อสักยี่สิบปีก่อนที่นักเทนนิสส่วนใหญ่จะพยายามเป็นฝ่ายวิ่งขึ้นหน้าเน็ตให้ได้ก่อนเพื่อรีบเผด็จศึกฝ่ายตรงข้าม

สไตล์การเล่นที่เปลี่ยนไปนี้ บางคนมองว่าเป็นเพียงแค่แฟชั่นที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลาเท่านั้น แต่สำหรับนักเลงกลยุทธ์แล้ว มันน่าจะมีเหตุผลลึกๆ มากกว่านั้น ผมเองไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัดเหมือนกัน แต่จากที่ได้เคยลองถามความเห็นกูรูเทนนิสท่านหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านบอกว่าอาจเป็นเพราะ เทคโนโลยีและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตแรคเก็ตและลูกสักหลาดสมัยนี้มีการพัฒนาขึ้นมากทำให้บอลมีความเร็วและแรงมากขึ้น เมื่อบอลมีความเร็วและแรงมากขึ้น การเล่นหน้าเน็ตจึงเป็นเกมที่ค่อนข้างเสี่ยง กลยุทธ์ที่ดีกว่าจึงเปลี่ยนไปเป็นการตั้งรับโดยพยายามมิให้ฝ่ายตรงข้ามขึ้นหน้าเน็ตแทน

เล่ามาเสียตั้งยาว ที่จริงแล้วผมเพียงต้องการชี้ให้ท่านผู้อ่านเห็นว่า กลยุทธ์เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมเป็นสำคัญ (ปัจจัยแวดล้อมในกรณีนี้คือวิวัฒนาการของไม้และลูกสักหลาด) คือถ้าปัจจัยแวดล้อมเปลี่ยนไป กลยุทธ์ที่ดีที่สุดก็จะเปลี่ยนไปด้วย ไม่มีกลยุทธ์ใดที่จะดีที่สุดในทุกๆ สถานการณ์ การวางกลยุทธ์จึงต้องเริ่มจากการพิจารณาปัจจัยแวดล้อมให้เข้าใจเสียก่อน จากนั้นจึงพิจารณาว่ากลยุทธ์ใดเป็นกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับปัจจัยแวดล้อมนั้นๆ มากที่สุดครับ  

0061: นักกลยุทธ์ไม่ดันทุรัง

เมษายน 20, 2007

บริเวณที่อันตรายที่สุดของเกมหมากล้อมคือบริเวณขอบกระดาน

go1.gif

ในเกมข้างต้น ถ้าเป็นบริเวณอื่นดำอาจมีทางรอด แต่นี่คือบริเวณขอบกระดาน ดำจึงพบจุดจบแล้ว

แต่ถ้าดำทำใจยอมรับความพ่ายแพ้นี้ไม่ได้จึงเลือกที่จะสู้ต่อไปด้วยการวางหมากเพิ่มอีกหนึ่งเม็ดเพื่อเปิดลมหายใจเพิ่มขึ้น

go2.gif

ขาวย่อมตอกกลับด้วยการวางหมากด้านบนเพิ่มเพื่อปิดลมหายใจของดำอีกครั้ง

go3.gif

ไม่มีประโยชน์ที่ดำจะสู้ต่อไปด้วยการวางหมากเพิ่มขึ้นอีกเพื่อเปิดทางออก เพราะขาวก็จะไล่ปิดลมหายใจต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั้งดำจนมุมที่มุมกระดานในที่สุด

go4.gif

ที่จริงแล้ว ถ้าดำยอมรับว่าตัวเองแพ้แล้วตั้งแต่ต้น ดำจะเสียหมากเพียงแค่เม็ดเดียว แต่เนื่องจากดำไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ในเกมนี้ ดำจึงเสียหายหนักถึงห้าเม็ด นับเป็นความเสียหายที่ไม่น่าจะเสีย

คนเราก็เหมือนกัน ถ้าพิจารณาด้วยเหตุผลแล้วเห็นว่าเราหมดทางสู้แล้ว การดันทุรังต่อไปย่อมทำให้เราเสียหายมากขึ้น การปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลไม่ใช่วิธีการของนักเลงกลยุทธ์

นักการพนันที่เล่นจนเงินหมดหน้าตักแล้วต้องรู้จักพอ การไปกู้มาเล่นเพิ่มย่อมทำให้เสียหายหนักยิ่งกว่าเดิม

คนที่ซื้อหุ้นปั่นจนติดดอยแล้วซื้อเฉลี่ยไปเรื่อยๆ จนเงินหมดหน้าตัก ก็ควรยอมรับความพ่ายแพ้ ยิ่งยอมรับความพ่ายแพ้เร็วเท่าไรก็จะยิ่งเสียหายน้อยลงเท่านั้น

ผู้ว่าการธนาคารกลางที่แทรกแซงค่าเงินจนหมดหน้าตักแล้ว ถ้ายังไปขออนุมัติเพิ่มกู้เงินมาเล่นเพิ่มอีกเพราะคิดว่าจะสามารถต้านทานกระแสเงินทุนของโลกได้จะต้องเข้าตาจนเข้าสักวัน

0013: ความน่าเชื่อถือของบจ.

มีนาคม 7, 2007

ก่อนที่จะไปดูว่าเราจะตัดสินความน่าเชื่อถือของผู้บริหารอย่างไร มาคุยกันก่อนว่าทำไมความน่าเชื่อถือของผู้บริหารจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ การลงทุนในบริษัทเป็นเกมแบบมีลำดับที่มีต้นไม้แห่งการตัดสินใจเป็นดังนี้

invtree.gif

เมื่อนักลงทุนให้เงินแก่บริษัทไปแล้ว ผู้บริหารซึ่งรู้ความเป็นไปเกี่ยวกับบริษัทมากกว่านักลงทุน (เป็น insider) มีทางเลือกสองทางคือ บอกนักลงทุนว่าลงทุนไปแล้วมี”กำไร”หรือ”ขาดทุน” ซึ่งถ้ามีกำไรก็ต้องจ่ายเงินปันผล ถ้าขาดทุนก็ไม่ต้องจ่าย หลักของทฤษฏีเกมบอกว่าคนเราย่อมเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง ถ้าคุณเป็นผู้บริหารคุณจะเลือกอะไร ก็ต้องเลือกบอกนักลงทุนว่าขาดทุนอย่างเดียว อิอิ

แต่ถ้าโลกของความเป็นจริงเป็นอย่างที่ต้นไม้นี้บอกเรา เราก็จะไม่เห็นการลงทุนเกิดขึ้นเลย เพราะเมื่อนักลงทุนรู้ว่าผู้บริหารย่อมเลือกที่จะบอกว่าขาดทุนไว้ก่อน นักลงทุนย่อมเลือกที่จะไม่ลงทุนเสียแต่แรก ดังนั้นเราต้องหาคำอธิบายให้ได้ว่า แล้วทำไมการลงทุนจึงเกิดขึ้นทั่วไปในโลกของความเป็นจริง

การลงทุนในบริษัทนั้นทำได้สองรูปแบบ แบบแรกคือ การให้บริษัทยืมเงิน (debt) แบบที่สองคือการลงทุนในหุ้นของบริษัท(equity)

การให้ยืมเงิน มีการกำหนดผลตอบแทน(ดอกเบี้ย)ที่แน่นอนไว้ล่วงหน้าและลูกหนี้จะภาระที่จะต้องคืนเงินต้นเสมอไม่ว่าสุดท้ายแล้วธุรกิจจะกำไรหรือขาดทุน สาเหตุหลักที่เจ้าหนี้กล้าให้บริษัทยืมเงินเป็นเพราะเจ้าหนี้มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นตัวประกัน ถ้าผู้บริหาร “งี่เง่า” เจ้าหนี้ก็ยึดหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ ผู้บริหารกลัวโดนยึดหลักทรัพย์ค้ำประกันก็เลยไม่กล้างี่เง่า นี่เองที่ทำให้การให้บริษัทยืมเงินเกิดขึ้นได้ในโลกของความเป็นจริง

แต่การลงทุนในหุ้นนี่สิลำบาก เพราะหุ้นไม่ต้องมีการการันตีผลตอบแทน ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน อย่างนี้อะไรล่ะที่จะทำให้นักลงทุนยอมใส่เงินเข้ามาในบริษัท?

ความน่าเชื่อถือของตัวผู้บริหารเองคือสิ่งเดียวเท่านั้นที่ทำให้ยังคงมีการลงทุนในหุ้นเกิดขึ้นในโลกนี้ได้ ความน่าเชื่อถือเป็นตัวประกันเพียงอย่างเดียวของการลงทุนในหุ้น เมื่อรู้อย่างนี้แล้วไม่ว่าธุรกิจจะดูเลิศหรูขนาดใหญ่ ถ้าผู้บริหารไม่มีความน่าเชื่อถือมากพอ คุณก็ไม่ควรลงทุนในหุ้นของธุรกิจนั้นอย่างเด็ดขาด เพราะแม้ธุรกิจจะดีจริงตามที่หวังไว้แต่ผู้บริหารก็อาจจะไม่พูดความจริงเสียดื้อๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องแบ่งกำไรให้กับผู้ถือหุ้น หรือไม่ก็ไซ่ฟ่อนกำไรออกทางอื่นให้หมด ความน่าเชื่อถือจึงเป็นตระแกรงร่อนใบสำคัญที่ควรจะมาก่อนตระแกรงร่อนใบที่คุณใช้ร่อนศักยภาพเชิงพาณิชย์ของบริษัทเสียอีก

แล้วอะไรล่ะที่จะทำให้นักลงทุนเชื่อถือบริษัทได้ ตามหลักของทฤษฏีเกม สิ่งที่ทำให้นักลงทุนเชื่อถือบริษัทได้ต้องเป็น hard evidence เท่านั้น กล่าวคือ ต้องเป็นสิ่งที่ทำให้เชื่อได้ว่าผู้บริหารมีแรงจูงใจที่จะพูดความจริงกับนักลงทุน กล่าวคือ การพูดความจริงจะให้ประโยชน์กับผู้บริหารมากกว่าการพูดโกหก

คราวหน้ามาลองดูกันว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่พอจะเป็น hard evidence ในกรณีนี้ได้

0010: ความน่าเชื่อถือ

มีนาคม 1, 2007

เวลาไปขอวีซ่าที่สถานฑูต เจ้าหน้าที่สถานฑูตต้องการจะออกวีซ่าให้กับคนที่คิดจะไปท่องเที่ยวจริงๆ เท่านั้น แต่จะมีคนจำนวนหนึ่งที่แฝงตัวมาในคราบของนักท่องเที่ยวแต่ในความเป็นจริงต้องการจะอพยบไปเป็นโรบินฮู้ดที่นั้นแบบถาวร เจ้าหน้าที่สถานฑูตจะมีวิธีการอย่างไรที่จะแยกแยะโรบินฮู้ดออกจากนักท่องเที่ยว

ถ้าเจ้าหน้าที่สถานฑูตใช้วิธีถามว่า “คุณคิดจะไปเป็นโรบินฮู้ดหรือเปล่า?” คงไม่มีใครตอบว่า “ใช่” อย่างแน่นอน

ในเมื่อเจ้าหน้าที่สถานฑูตไม่สามารถเชื่อคำพูดของผู้มาขอวีซ่าได้ เจ้าหน้าที่สถานฑูตก็จำเป็นต้องหันมาพึ่ง “hard evidence” แทน

hard evidence คือหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าผู้มาขอวีซ่าน่าจะมีแรงจูงใจน้อยที่จะไปเป็นโรบินฮู้ด ตัวอย่างของ hard evidence ได้แก่ บัญชีเงินฝากจำนวนมหาศาลที่มีการเคลื่อนไหวมาเป็นระยะเวลาพอสมควร คนที่มีเงินฝากอยู่ที่เมืองไทยมากๆ แบบว่าอยู่เมืองไทยนั่งกินนอนกินได้อย่างสบายย่อมมีแรงจูงใจที่จะไปเป็นโรบินฮู้ดน้อยกว่าคนที่ไม่มีเงินออม ดังนั้นบัญชีเงินฝากจึงถูกใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอวีซ่า (ยังมีหลักฐานอย่างอื่นอีกที่เจ้าหน้าที่ใช้พิจารณาประกอบกัน)

เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจให้ดี เพราะถ้าเข้าใจผิดจะคิดว่าสถานฑูตดูถูกหรือ discriminate คนจน ที่จริงแล้วคนที่มีบัญชีเงินฝากจำนวนมหาศาลก็อาจคิดไปเป็นโรบินฮู้ดก็ได้ แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่สถานฑูตไม่มีทางแยกแยะนักท่องเที่ยวจากโรบินฮู้ดได้ด้วยการเชื่อคำพูดของผู้ที่มาขอวีซ่า เจ้าหน้าที่สถานฑูตจึงจำเป็นต้องหันมาพิจารณาจาก hard evidence แทน วิธีนี้ย่อมทำให้มีโรบินฮู้ดเล็ดลอดไปได้ส่วนหนึ่ง แต่มันก็ยังดีกว่าการพิจารณาเพียงแค่จากคำพูดของผู้ขอวีซ่า การยืนยัน นั่งยัน นอนยัน หรือแม้แต่สาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าตัวเองไม่ใช่โรบินฮู้ด เป็น soft evidence ที่เชื่อถืออะไรไม่ได้เลย

เล่ามาเสียตั้งยาว สรุปแล้วก็คือว่า การจะเชื่อคำพูดของใครสักคนที่เรารู้จักเขาอย่างผิวเผินนั้นให้พยายามให้น้ำหนักกับคำพูดของเขาเฉพาะที่มี hard evidence รองรับเท่านั้น อย่าเคลิ้ม อย่าตัดสินแค่เพียงคำพูด ในห้องพิจารณาคดีของผู้พิพากษาที่ขี้สงสารจะเต็มไปด้วยคราบน้ำตาที่เกิดจาก weeping contest ของโจทก์และจำเลย คำสัญญาที่เขาพูดว่าเขาจะทำ ถ้ามันเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ส่วนตัวของเขาเองย่อมเป็นคำพูดที่เชื่อถือไม่ได้

ตอนนี้คุณมีหลักการแล้วนะว่าจะเชื่อถือคนที่เรารู้จักอย่างผิวเผินอย่างไร ในตอนต่อไปผมจะขอเอาหลักการอันนี้มาใช้ในการตัดสินความน่าเชื่อถือของผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน มาดูว่าอะไรบ้างเป็น hard evidence อะไรบ้างเป็น soft evidence คอยติดตามให้ได้นะครับ