<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>1001 Inspirational Ideas</title>
	<atom:link href="http://1001ii.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://1001ii.wordpress.com</link>
	<description>a Little Blog for Economics and Business Strategy</description>
	<pubDate>Sun, 06 Jul 2008 15:16:07 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=MU</generator>
	<language>th</language>
			<item>
		<title>0135: ยุทธการกัวต๋อ</title>
		<link>http://1001ii.wordpress.com/2008/07/05/0135/</link>
		<comments>http://1001ii.wordpress.com/2008/07/05/0135/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 Jul 2008 13:51:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>1001ii</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Strategy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://1001ii.wordpress.com/?p=240</guid>
		<description><![CDATA[ยุทธการกัวต๋อ คือ สงครามที่กองทัพขนาดแค่เจ็ดหมื่นของ โจโฉ แต่สามารถเผด็จศึกกองทัพเจ็ดสิบหมื่นของ อ้วนเสี้ยว ได้
เดิมทีเดียวนั้น อ้วนเสี้ยวคิดจะรบแตกหักเพราะลำพองว่ากองทัพของตนมีขนาดใหญ่กว่ามาก แต่ชีสิวได้ทัดทานไว้ ชีสิวบอกว่า กองทัพอ้วนเสี้ยวนั้นแม้จะมีจำนวนมากแต่เป็นทหารที่กวาดต้อนมาเสียส่วนใหญ่ ในขณะที่ทหารของโจโฉนั้นห้าวหาญกว่า กองทัพของโจโฉมีจุดอ่อนตรงที่เสบียงมีจำกัด ถ้าใช้วิธีรบยืดเยื้อ เมื่อเสบียงโจโฉหมด มันจะพ่ายไปเอง แต่ถ้ารบแตกหักจะเข้าทางโจโฉ และจะแพ้โจโฉในที่สุด
อ้วนเสี้ยวผู้มีใจคับแคบฟังแล้วก็โกรธที่ชีสิวหักหน้าตนเองต่อหน้าทหาร แกล้งว่าชีสิวพูดจาไม่ดีทำให้เสียฤกษ์ออกศึกสมควรถูกประหาร แต่ขุนนางทั้งหลายทัดทานไว้ อ้วนเสี้ยวจึงสั่งให้ขังชีสิวเอาไว้ก่อน รอไว้รบชนะโจโฉเมื่อไรค่อยประหารชีวิต
ในการรบครั้งแรก กองทัพโจโฉสู้อ้วนเสี้ยวไม่ได้ จึงรีบถอยไปตั้งรับที่เมืองกัวต๋อซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ แต่เป็นประตูสู่นครฮูโต๋ จึงเป็นการค้ำคอกองทัพของอ้วนเสี้ยวเอาไว้ไม่ให้รุกคืบถึงฮูโต๋ซึ่งเป็นเมืองหลวงได้ นับเป็นยุทธวิธีที่ถูกต้องของกองทัพที่มีขนาดเล็กกว่า การรวมกำลังไว้กัวต๋อ ย่อมต้านกองทัพใหญ่ได้ดีกว่าการถอยไปตั้งรับที่ฮูโต๋ที่เป็นเมืองใหญ่ซึ่งต้องกระจายกำลังออกเป็นส่วนๆ
โจโฉตั้งรับอยู่ที่เมืองกัวต๋อเพียงหนึ่งเดือนเสบียงก็กำลังจะหมด ทำให้โจโฉกลุ้มใจมาก ซุนฮกได้ส่งคำแนะนำจากเมืองฮูโต๋มาบอกให้โจโฉว่าอย่าได้กังวล กองทัพอ้วนเสี้ยวใหญ่แต่ไร้น้ำยา ขอให้ท่านโจโฉจงตั้งรับต่อไป รักษากัวต๋อไว้ให้มั่น อย่าเพิ่งรบแตกหัก เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนเมื่อไร โอกาสจะเปลี่ยนเป็นของฝ่ายเราเอง ถึงเวลานั้นจึงค่อยรบแตกหัก
อ้วนเสี้ยวเป็นขุนนางใหญ่เปล่าแต่ไร้ปัญญา ประกอบกับขุนนางแวดล้อมอ้วนเสี้ยวมีแต่คนประจบสอพลอ ใส่ร้าย ขัดขากันเอง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะนิสัยของอ้วนเสี้ยวเองที่เป็นผู้นำที่ใจแคบ กลัวเสียหน้า บ้ายอ ไม่รู้จักเลี้ยงคนเก่ง ขุนนางดีๆ หายหมด อ้วนเสี้ยวเลินเล่อสั่งให้อิขิมจอมขี้เมาไปคุมเสบียงทั้งที่เสบียงเป็นจุดแข็งของกองทัพอ้วนเสี้ยว จึงน่าจะให้คนที่ไว้ใจได้มากที่สุดไปคุมมากกว่า เขาฮิวเห็นว่าอ้วนเสี้ยวสั่งการประมาทเลินเล่อ อีกทั้งยังไม่ส่งเสริมคนเก่ง จึงแอบไปเข้าด้วยโจโฉ และได้บอกให้โจโฉทราบว่าอิขิมคุมเสบียงอยู่
โจโฉได้ยินดังนั้นก็คิดว่านี่แหละคึอโอกาสที่ซุนฮกพูดถึง ฟ้าเปิดโอกาสให้ตนแล้วจึงตัดสินใจยกทัพไปชิงเสบียงของอ้วนเสี้ยวด้วยตนเอง ขุนนางทั้งหลายต่างค้ดค้านเพราะกลัวว่าอาจเป็นแผนของอ้วนเสี้ยวที่ส่งเขาฮิวมาหลอกล่อให้โจโฉไปตีเสบียงแล้วแอบเข้าตีกัวต๋อตอนโจโฉไม่อยู่ก็ได้ แต่โจโฉชั่งใจแล้วเห็นว่า หากอยู่เฉยๆ ก็ตายเหมือนกัน [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://1001ii.wordpress.com/2008/07/05/0135/feed/</wfw:commentRss>
	
		<media:content url="http://a.wordpress.com/avatar/1001ii-128.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">1001ii</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>0134: สามก๊ก</title>
		<link>http://1001ii.wordpress.com/2008/06/25/0134/</link>
		<comments>http://1001ii.wordpress.com/2008/06/25/0134/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Jun 2008 14:10:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>1001ii</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Strategy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://1001ii.wordpress.com/?p=238</guid>
		<description><![CDATA[ 

ยุคสามก๊กเริ่มตั้งแต่ปลายราชวงศฮั่น ฮ่องเต้อ่อนแอตกอยู่ใต้การควบคุมของขันที 10 คน ซึ่งเอาแต่สนใจเรื่องผลประโยชน์ส่วนตน จนปล่อยให้ประเทศขาดคนดูแลความสงบเรียบร้อย จึงมีแต่โจรโพกผ้าเหลืองที่ออกปล้มสะดมชาวบ้านเอาตามอำเภอใจ ประเทศขณะนั้นมีสภาพเป็น Failed State ไม่ต่างอะไรกับอัฟกานิสถานในปัจจุบัน ขุนนางทั้งหลายทั้งอ้วนเสี้ยว อ้วนสุด กองซุนจ้าน เล่าเจียง ฯลฯ เห็นราชสำนักอ่อนแอก็ฉวยโอกาสตั้งตนเป็นใหญ่ครอบครองหัวเมืองต่างๆ อำนาจรัฐถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ ที่มีกำลังใกล้เคียงกัน สภาพเช่นนี้ก่อให้เกิดความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง มีการรบพุ่งกันระหว่างฝ่ายตลอดเวลาเพื่อแย่งชิงอำนาจจากกลุ่มที่มีกำลังใกล้เคียงกัน ไม่สู้ก็ไม่ได้ เพราะฝ่ายอื่นก็จะมารุกรานอยู่ดี คนที่เดือดร้อนที่สุดก็คือประชาชนที่ต้องได้รับผลกระทบของสงครามตลอดเวลา
ผู้มีอำนาจเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงหวังครอบครองแผ่นดินทั้งสิ้น เวลาแบบนี้ไม่มีใครคิดถึงบ้านเมืองเท่ากับตัวเอง ลิฉุย กุยกี ฆ่าขันทีชั่วทั้ง 10 แล้วก็บังคับฮ่องเต้แทนขันที ตั๋งโต๊ะเข้าเมืองมากำจัดลิฉุยกุยกี แต่แทนที่จะคืนอำนาจให้ฮ่องเต้ก็ยึดอำนาจไว้เอง แถมเลวกว่าลิฉุยกุยกีอีก โจโฉอ้างว่าต้องการกู้ราชบังลังก์เพื่อให้รวบรวมกองทัพพันธมิตรตั้งเป็น&#8221;กองทัพธรรม&#8221;เพื่อโค้มล้มตั๋งโต๊ะแต่สุดท้ายก็แล้วโจโฉก็ยึดอำนาจเสียเองอีก การเมืองถ้าปล่อยให้ความไร้เสถียรภาพเกิดขึ้นเสียแล้ว สถานการณ์มักจะแย่ลงเรื่อยๆ เพราะเป็นสภาพที่ทุกคนต้องคิดเอาตัวรอดไว้ก่อน สภาพที่แย่อยู่แล้ว เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงก็มักเป็นไปในทางที่แย่ลงไปอีก เหมือนประเทศค่อยๆ ลงเหวไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าก้นเหวอยู่ตรงไหน
กลุ่มอำนาจส่วนใหญ่มักชอบอ้างความชอบธรรมของตนเองเพื่อให้มีคนยอมตายแทนเพื่อให้ตนก้าวขึ้นสู่อำนาจ โจโฉอ้างว่ามีราชโองการ อ้วนเสี้ยวอ้างว่าตัวเองมีราชโองการเลือด เล่าปี่อ้างว่าตัวเองเป็นเชื้อราชวงศ์ฮั่น อ้วนสุดอ้างว่าตัวเองมีตราแผ่นดิน ฯลฯ สุดท้ายแล้วก็มีวาระส่วนตัวด้วยกันทั้งนั้น แก่นแท้ของการเมืองคือเรื่องการแย่งชิงอำนาจ อุดมการณ์ทั้งหลายเป็นเพียงแค่เรื่องหลอกลวงประชาชน
จุดเปลี่ยนของความโกลาหลเกิดขึ้นเมื่อกองทัพเจ็ดหมื่นของโจโฉ เกิด &#8220;ฟลุ๊ค&#8221; ชนะกองทัพ 70 หมื่นของอ้วนเสี้ยวได้สำเร็จ ทำให้โจโฉมีกำลังใหญ่ขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ โจโฉจึงไล่ปราบลิโป้ เล่าเจี้ยง และพวกกระจอกๆ อื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว เหลือหนามยอกอกอีกแค่สองกลุ่มคือ เล่าปี่ กับ ซุนกวน เท่านั้น
บังเอิญว่าทั้งสองฝ่ายอ่านเกมออกจึงรีบจับมือเป็น&#8221;พันธมิตร&#8221;กัน เพราะรู้ตัวว่าถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกโจโฉตีแตก อีกฝ่ายหนึ่งถูกกำจัดได้ในที่สุดเพราะขนาดจะยิ่งเล็กกว่าโจโฉเข้าไปใหญ่ ปรากฏว่า [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://1001ii.wordpress.com/2008/06/25/0134/feed/</wfw:commentRss>
	
		<media:content url="http://a.wordpress.com/avatar/1001ii-128.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">1001ii</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.showded.com/users/kitamura/images/redcliff_pic06.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>0132: Tribute to Cezanne</title>
		<link>http://1001ii.wordpress.com/2008/06/25/0132-tribute-to-cezanne/</link>
		<comments>http://1001ii.wordpress.com/2008/06/25/0132-tribute-to-cezanne/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Jun 2008 02:53:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>1001ii</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[สัพเพเหระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://1001ii.wordpress.com/?p=236</guid>
		<description><![CDATA[ 

(Painted and photographed by Narin O.)
Paul Cezanne ลูกเจ้าของสถาบันการเงินที่ปฏิเสธที่จะเดินตามทางของบิดา และมุ่งมั่นที่จะอุทิศชีวิตให้กับการสร้างสิ่งใหม่ให้กับวงการศิลปะ Cezanne โชคดีกว่าศิลปินเอกคนไหนๆ เพราะฐานะการเงินที่ดีมากของเขาทำให้เขาไม่ต้องพะวงเรื่องการเงินเลยตลอดชีวิต ภาพเขียนของ Cezanne นำเสนอภาพของวัตถุเดียวกันที่หลายๆ ระนาบซึ่งแตกต่างจากที่ดวงตาของเราจะมองเห็น มันจึงเป็นเสมือนสะพานที่เชื่อมยุคอิมเพรสชั่นนิสม์ไปสู่ยุคของ Cubism ในเวลาต่อมา
ผมเองไม่ค่อยจะเข้าใจเรื่องนามธรรมในภาพเขียนเท่าไร แต่ผมชอบสีสันที่สดใสในภาพเขียนของ Cezanne ดูไปดูมา ภาพเขียนสไตล์ Cezanne เหมือนรูปที่ถ่ายด้วยกล้อง Lomography ยังไงก็ไม่รู้ สวยดี
       ]]></description>
		<wfw:commentRss>http://1001ii.wordpress.com/2008/06/25/0132-tribute-to-cezanne/feed/</wfw:commentRss>
	
		<media:content url="http://a.wordpress.com/avatar/1001ii-128.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">1001ii</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://farm4.static.flickr.com/3277/2609623966_a7078c6baa.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>0133: Incentives matter</title>
		<link>http://1001ii.wordpress.com/2008/06/25/0134-incentives-matter/</link>
		<comments>http://1001ii.wordpress.com/2008/06/25/0134-incentives-matter/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Jun 2008 00:30:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>1001ii</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Economics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://1001ii.wordpress.com/?p=234</guid>
		<description><![CDATA[
ได้ข่าวว่า จีนออกกฏหมายให้ห้างสรรพสินค้าเก็บเงินจากผู้ซื้อที่ต้องการถุงพลาสติกเพื่อเป็นการช่วยลดโลกร้อน นับเป็นการแก้ปัญหาแบบนักเศรษฐศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างแรงจูงใจเพื่อช่วยพฤติกรรมด้วย ให้รางวัลคนดี ไม่ใช่แค่รณรงค์จิตสำนึกกันอย่างเดียว ล่าสุดห้างสรรพสินค้าในไทยแห่งหนึ่งก็เริ่มจัดแคมเปญให้ส่วนลดให้กับลูกค้าที่ไม่เอาถุงแล้ว แม้จุดมุ่งหมายหลักของโปรโมชั่นนี้จะเป็นแผนส่งเสริมการขาย แต่ก็นับว่าน่าชมเชยครับ
ยืดอก พกถุง(ผ้า) กันนะครับ อิอิ
       ]]></description>
		<wfw:commentRss>http://1001ii.wordpress.com/2008/06/25/0134-incentives-matter/feed/</wfw:commentRss>
	
		<media:content url="http://a.wordpress.com/avatar/1001ii-128.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">1001ii</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://1001ii.files.wordpress.com/2008/06/photo.jpg?w=225" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>0131: วัฒนธรรมบ้าบุญ</title>
		<link>http://1001ii.wordpress.com/2008/06/15/131/</link>
		<comments>http://1001ii.wordpress.com/2008/06/15/131/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 15 Jun 2008 11:55:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>1001ii</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Economics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://1001ii.wordpress.com/?p=143</guid>
		<description><![CDATA[
คุณคิดว่าอะไรทำให้ประเทศของเรามีเด็กมาขายพวงมาลัยตามสี่แยก ความยากจนเป็นสาเหตุงั้นหรือ?
รายการหลุมดำเคยไปสัมภาษณ์ครอบครัวคนขายพวงมาลัยแถวสี่แยกอโศก หัวหน้าครอบครัวบอกว่า ที่จริงแล้วไม่ได้อยากให้ลูก เป็นคนขาย แต่เพราะเมื่อตนขายเองจะขายได้ยากมาก แต่ถ้าเปลี่ยนให้เด็กขายแทนจะขายได้เร็วกว่าประมาณ 6-7 เท่า
ได้ยินอย่างนี้แล้วคุณว่าใครคือต้นเหตุที่แท้จริงที่ให้เด็กเหล่านี้ต้องมาเสี่ยงชีวิตบนท้องถนนแทนที่จะได้เรียนหนังสือเหมือนเด็กคนอื่นๆ
อดัม สมิธ เชื่อว่า demands create supplies หาใช่ supplies create demands ไม่ ในแต่ละปี ประเทศไทยมีความต้องการ &#8220;ความน่าสงสาร&#8221; จำนวนมหาศาล (เขาบอกว่า คนไทยขี้สงสาร) จึงทำให้เกิดอุตสาหกรรมขนาดมหึมาเพื่อตอบสนองความต้องการนี้ขึ้น เด็กเหล่านั้นไม่ได้กำลังขายพวงมาลัย แต่พวกเขากำลังขาย &#8220;ความน่าสงสาร&#8221; ต่างหาก และที่เด็กต้องเป็นคนมาขาย ก็เพราะลูกค้าอยากซื้อจากเด็กมากกว่าจากผู้ใหญ่ เพราะดูแล้วน่าสงสารมากกว่า ตลาดความน่าสงสารในประเทศไทยมีมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี มันเป็นตลาดที่อุปทานสามารถเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองอุปสงค์ได้อย่างเสรีโดยแท้จริง เพราะรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปควบคุมหรือจัดระเบียบใดๆ ได้เลย เพราะจะเป็นการขัดศรัทธาและถือว่าเป็น &#8220;บาป&#8221; เสียด้วย
ที่จริงแล้ว ถ้าหากมีการสั่งห้ามขายพวงมาลัยตามสี่แยก ครอบครัวคนขายพวงมาลัยจะไม่อดตายแต่จะเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอย่างอื่น สาเหตุที่ครอบครัวคนขายพวงมาลัยเลือกที่จะขายพวงมาลัยเป็นเพราะมันเป็นวิธีหากินที่ทำรายได้ได้สูงกว่าอาชีพใช้แรงงานทั่วไปอื่นๆ ตามหลักที่ว่า คนเราย่อมเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดที่มีอยู่ รัฐบาลไม่กล้าห้ามขายพวงมาลัยตามสี่แยก เพราะกลัวนักแสวงบุญจะหาว่ารัฐบาลรังแกผู้ไร้โอกาส 
ตลาดบุญเป็นตลาดที่แข่งขันกันที่ความน่าสงสาร นับวันเรายิ่งเห็นขอทานตามป้ายรถเมล์ที่ดูเหมือนสัตว์ประหลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ขอทานบางคนเอาแขนข้างหนึ่งซ่อนไว้ในเสื้อ ขอทานเด็กหลายคนโดนเตารีดนาบ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะผู้ซื้อยินดีจ่ายสูงสุดให้กับขอทานที่สามารถทำให้ตัวเองให้ดูน่าสงสารได้มากที่สุดนั่นเอง ตลาดขายความน่าสงสารไทยมีความต้องการสูงมากเสียจนเราไม่สามารถผลิตความน่าสาสารออกมาได้เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละปี จึงต้องมีการนำเข้า &#8220;เด็กถูกเตารีดนาบ&#8221; มาจากประเทศเพื่อนบ้านปีๆ นึงนับร้อยๆ คน 

แรงจูงใจที่สำคัญที่สุดของผู้ซื้อในตลาดนี้ก็คือ &#8220;บุญ&#8221; ผู้ซื้อซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้โดยอ้างว่าเพราะความสงสารแต่ลึกๆ แล้วหวังสิ่งที่เรียกว่า &#8220;บุญ&#8221; [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://1001ii.wordpress.com/2008/06/15/131/feed/</wfw:commentRss>
	
		<media:content url="http://a.wordpress.com/avatar/1001ii-128.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">1001ii</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.thairath.com/2549/bangkok/May/library/15/bangkok.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://community.thaiware.com/uploads/post-56-1167998752.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>0130: สองสูง</title>
		<link>http://1001ii.wordpress.com/2008/06/04/0130/</link>
		<comments>http://1001ii.wordpress.com/2008/06/04/0130/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 Jun 2008 12:14:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>1001ii</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Economics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://1001ii.wordpress.com/?p=231</guid>
		<description><![CDATA[ปกติแล้ว การเพิ่มเงินเดือนให้เมื่อเกิดภาวะข้าวยากหมากแพงจะไม่ช่วยแก้ปัญหา เพราะเงินมีมากขึ้นแต่ของมีเท่าเดิม ของจะยิ่งแพงขึ้นไปอีก สุดท้ายแล้ว กำลังซื้อจะยังคงเท่าเดิมอยู่ แต่ได้ภาวะเงินเฟ้อพ่วงมาด้วย ถ้ามองในมุมนี้ ดูเหมือนทฤษฏีสองสูงของเจ้าสัวธนินท์จะไม่ใช่ทางออกของปัญหาข้าวยากหมากแพง
แต่ผมเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เนื่องจากที่ผ่านมา ราคาสินค้าและค่าแรงของบ้านเราไม่ได้กำหนดด้วยกลไกตลาดแต่ถูกกดเอาไว้ให้ต่ำกว่าความเป็นจริงมาตลอดเพราะเป็นนโยบาย ถึงเวลาแล้วที่เราจะปล่อยให้ทั้งราคาสินค้าและรายได้ของคน &#8220;ลอยตัว&#8221; ขึ้นตามความเป็นจริง ไม่ใช่กดเอาไว้เหมือนในอดีต การขึ้นเงินเดือนตามทฤษฏีสองสูงไม่ได้หมายถึงการแจกเงิน แต่หมายถึงการปล่อยให้เงินเดือนลอยตัวขึ้นตามความเป็นจริง
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศของเราเริ่มทำเกษตรกันน้อยลงและหันมาเป็นผู้รับจ้างผลิต (OEMers) ในเวทีโลกมากขึ้น สินค้าที่ไทยส่งออกได้มากที่สุดทุกวันนี้คือ รับจ้างต่างประเทศผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ เรายังเป็นฐานการผลิตรถยนต์ส่งออกเป็นจำนวนมากอีกด้วย เราไม่ใช่ประเทศที่ทำเกษตรเป็นหลักเหมือนที่สอนไว้ในหนังสือสังคม สินค้าเกษตรในปัจจุบันมีสัดส่วนแค่เพียง 10% ของรายได้ประชาชาติเท่านั้นเอง 
การจะเป็น OEMers ในเวทีโลกได้นั้น ค่าแรงจะต้องถูก ที่ผ่านมารัฐบาลจึงมีนโยบายกดค่าแรงมาโดยตลอด เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติเลือกที่จะมาผลิตสินค้าในประเทศไทยเพราะค่าแรงต่ำ นอกจากนี้ เรายังใช้วิธีกดค่าเงินของเราให้ต่ำเกินความเป็นจริงอีกด้วย เพื่อให้สินค้าที่ผลิตออกจากประเทศไทยมีราคาต่ำเมื่อคิดเป็นเงินดอลล่าร์ ต่างชาติจะได้อยากซื้อสินค้าที่มีฐานการผลิตในประเทศไทย
นโยบายแบบนี้ที่ผ่านมาไปได้สวย เพราะแม้ว่าเงินเดือนจะน้อย แต่ของก็มีราคาถูก คนในประเทศจึงไม่เดือดร้อนอะไร ในขณะเดียวกัน การจ้างงานก็มีมากเพราะต่างชาติมาลงทุนกันมากเพื่อเอาค่าแรงถูก ดูๆ ไปก็เป็นนโยบายที่ลงตัว แต่พอนานๆ เข้า ราคาสินค้าในประเทศอื่นๆ ในโลกซึ่งเขาไม่ได้ใช้นโยบายกดราคากันก็สูงขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มทิ้งห่างราคาสินค้าในบ้านเราไปอย่างมีนัยสำคัญ  บังเอิญว่าเราต้องซึ้อสินค้าหลายอย่างจากต่างประเทศเสียด้วย ทั้งน้ำมัน แร่เหล็ก รวมไปถึงสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ ระดับราคาสินค้าและรายได้ในประเทศที่ต่ำกว่าตลาดโลกมาก ทำให้คนไทยต้องซื้อสินค้าเหล่านั้นในราคาที่แพงมาก ในขณะเดียวกัน เรายังขายสินค้าของเราในราคาถูกๆ ให้กับโลกเหมือนเดิม
ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเลิกกลยุทธ์กดราคา ขืนยังปล่อยให้ระดับรายได้และระดับราคาของไทยต่ำกว่าประเทศอื่นๆ เช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ คนไทยจะตายอย่างเขียดในที่สุด&#8230;.
ผมเชื่อว่าถ้าเราปรับเงินเดือนให้คนในประเทศ เงินเฟ้อจะไม่เพิ่มขึ้นเท่าไรนัก เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อในปัจจุบันเป็นปัญหาที่มาจากภายนอกประเทศเป็นหลัก ตลาดในประเทศเองมีแต่ตัดราคากันรุนแรงมาก เงินจึงไม่ค่อยจะเฟ้ออยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ย่อมมีข้อเสียอยู่ด้วย นั่นคือ ต่อไปนี้ ประเทศไทยก็จะมีความน่าสนใจในฐานะของ [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://1001ii.wordpress.com/2008/06/04/0130/feed/</wfw:commentRss>
	
		<media:content url="http://a.wordpress.com/avatar/1001ii-128.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">1001ii</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>0129: กลยุทธ์ในชีวิตประจำวัน</title>
		<link>http://1001ii.wordpress.com/2008/05/23/012-2/</link>
		<comments>http://1001ii.wordpress.com/2008/05/23/012-2/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 23 May 2008 09:32:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>1001ii</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Economics]]></category>

		<category><![CDATA[Probability]]></category>

		<category><![CDATA[Strategy]]></category>

		<category><![CDATA[สัพเพเหระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://1001ii.wordpress.com/?p=230</guid>
		<description><![CDATA[
แนะนำหนังสือเล่มใหม่ของผมครับชื่อ &#8220;กลยุทธ์ในชีวิตประจำวัน&#8221;
เนื้อหาหลักของหนังสือเล่มนี้เป็นการอธิบายถึงหลักของการต่อรองโดยอาศัยเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันเป็นตัวเล่าเรื่อง ครึ่งหลังของหนังสือก็ถือโอกาสเอากลยุทธ์สัพเพเหระในชีวิตประจำวันซึ่งบางเรื่องเคยอธิบายไว้ในบล็อคแห่งนี้มารวมเล่มด้วย หนังสือมีจำหน่ายแล้วที่ร้านบีทูเอสทุกสาขานะครับ
(มีอีกเล่มที่ออกวางแผงพร้อมกันชื่อ &#8220;โอกาสและความน่าจะเป็น&#8221; เล่มนี้คือหนังสือ &#8220;หลักการพนัน&#8221; เดิมแต่เปลี่ยนชื่อใหม่และทำรูปเล่มให้เหมือนกับทุกเล่มที่ผ่านๆ มาจะได้ดูเป็นซีรี่ยส์เดียวกัน แต่เนื้อหาข้างในจะเหมือนเดิมนะครับ)
       ]]></description>
		<wfw:commentRss>http://1001ii.wordpress.com/2008/05/23/012-2/feed/</wfw:commentRss>
	
		<media:content url="http://a.wordpress.com/avatar/1001ii-128.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">1001ii</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.dekisugi.net/images/coverbargainfront.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>0128: Woman Turned to the Right (1886)</title>
		<link>http://1001ii.wordpress.com/2008/05/21/woman-turned-to-the-right-1886/</link>
		<comments>http://1001ii.wordpress.com/2008/05/21/woman-turned-to-the-right-1886/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 May 2008 05:18:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>1001ii</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[สัพเพเหระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://1001ii.wordpress.com/?p=229</guid>
		<description><![CDATA[
Woman Turned to the Left, Claude Monet (Reproduction by Narin O.)
ก่อนยุคอิมเพรสชั่นนิสต์ ศิลปินนิยมวาดภาพในสตูดิโอปิดเท่านั้น ศิลปินกลุ่มอิมเพรสชั่นนิสต์ยุคแรก (ซึ่งรวมทั้งโมเน่ต์ด้วย) เป็นผู้บุกเบิกการวาดรูปกลางแจ้ง และได้รับความนิยมในเวลาต่อมา ในช่วงแรกๆ โมเน่ต์เน้นให้ศิลปินบันทึกแสงและเงาตามอย่างที่ตาเห็นจริงๆ เป็นอย่างมาก ไม่ใช่คิดเอาเอง
บ่ายวันหนึ่งที่อากาศดี โมเน่ต์คิดถึงสมัยที่คามิล โมเน่ต์และลูกชายยืนเป็นแบบให้ทดลองวาดรูปกลางแจ้งใหม่ๆ เขาจึงวาดภาพในลักษณะนี้อีกครั้งโดยให้หลานสาวของเขาถือร่มยืนเป็นแบบให้แทน บ่ายวันนั้นทั้งวัน หลานสาวของโมเน่ต์ยืนถือร่มเป็นแบบให้จนมือของเธอล้าไปหมด 
       ]]></description>
		<wfw:commentRss>http://1001ii.wordpress.com/2008/05/21/woman-turned-to-the-right-1886/feed/</wfw:commentRss>
	
		<media:content url="http://a.wordpress.com/avatar/1001ii-128.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">1001ii</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://farm3.static.flickr.com/2382/2493426073_6cfb7b0069_m.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>0127: อาชีพเกษตร</title>
		<link>http://1001ii.wordpress.com/2008/05/15/0127/</link>
		<comments>http://1001ii.wordpress.com/2008/05/15/0127/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 May 2008 08:45:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>1001ii</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Economics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://1001ii.wordpress.com/?p=227</guid>
		<description><![CDATA[
เมื่อเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก เกษตรกรทุกคนต้องหาเงินจำนวนมากมาซื้อปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ อุปกรณ์การเกษตร หรือแม้แต่แรงงานให้ได้ ไม่ว่าของเหล่านั้นจะมีราคาเป็นเท่าไร ก็ต้องซื้อ ใครไม่มีเงิน ก็ต้องกู้เงินมาให้ได้ ดอกเบี้ยเท่าไรก็ต้องเอา เพราะถ้าหากไม่มีเงินมาซื้อของเหล่านี้ ก็เท่ากับว่า ปีนั้นทั้งปีก็ต้องอยู่เฉยๆ เพราะไม่มีอะไรทำ
เมื่อลงทุนกันไปแล้ว ขณะรอเวลาเพื่อเก็บเกี่ยว ก็ไม่มีทางทำนายได้เลยว่า เมื่อถึงเวลาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว ราคาตลาดจะเป็นเท่าไร ซื่งเวลานั้นผลผลิตของทุกไร่ก็จะออกมาพร้อมๆ กันหมด ไม่ว่าราคาในขณะนั้นจะเป็นเท่าไรก็ต้องขายทันที เพราะถ้าไม่ขายตอนนั้น ผลผลิตก็จะเน่าเสียหมดในไม่ช้า แถมเงินก็กู้เขามาอีกต่างหาก ถ้าหากโชคดีปีนั้นราคาขายสูงกว่าทุนก็ได้กำไร ถ้าต่ำกว่าก็คือขาดทุน ทั้งเงินและแรงที่ลงไปปีนั้นทั้งปีก็ไม่ได้อะไรเลย ใครกู้เงินมาลงทุนด้วยก็เท่ากับว่าได้หนี้เพิ่มมาด้วยอีกต่างหาก และเมื่อเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกในปีถัดไป ก็ต้องลงทุนใหม่อีก ใครเป็นหนี้แล้ว ก็ยังต้องกู้มาใหม่ เพราะถ้าไม่กู้มา ปีนั้นทั้งปีก็ไม่มีงานทำ ดอกเบี้ยก็ทบต้นขึ้นไปอีกเพราะปีที่แล้วยังไม่ได้จ่าย
จะเห็นได้ว่าอาชีพเกษตรกรรมนั้นมีลักษณะเหมือนการเสี่ยงโชค เพราะเราต้องลงทุนไปก่อนโดยที่ไม่รู้เลยว่าสุดท้ายแล้วจะขายได้เท่าไร เพราะราคาสินค้าเกษตรนั้นไม่มีความแน่นอน ทำนายไม่ได้ อีกทั้งยังมีความผันผวนสูงกว่าสินค้าชนิดอื่นมากอีกด้วย ธรรมชาติของอาชีพนี่ทำให้มันเป็นอาชีพสำหรับนายทุน (คนที่มีทุนเป็นของตัวเอง) เพราะจะต้องมีเงินหน้าตักเป็นจำนวนมากเพื่อให้คนที่ประกอบอาชีพแบบนี้สามารถทนขาดทุนติดต่อกันนานๆ ได้ในช่วงที่ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำได้โดยไม่ต้องหมดตัวเพราะหนี้ท่วมไปเสียก่อน นอกจากนี้การมีเงินหน้าตักมากๆ ยังทำให้ไม่จำเป็นต้องขายผลผลิตในทันที ถ้าเห็นราคากำลังจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ก็สามารถกักตุนผลผลิตไว้ก่อนเพื่อเก็บไว้ขายตอนราคาดีๆ ก็ได้     
แต่ในความเป็นจริง เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีการสะสมทุนของตัวเอง เกษตรกรบางรายอาศัยเงินกู้ล้วนๆ ในการลงทุน (ไม่ต่างอะไรกับนักเก็งกำไรหุ้นที่ใช้มาร์จิ้น) การกู้เงินมาลงทุนทั้งหมดนั้น หมายความว่า ทุกๆ ปีจะขาดทุนไม่ได้เลย เพราะถ้าขาดทุนแม้แต่ครั้งเดียว นอกจากจะไม่ได้อะไรเลยแล้ว ยังทำให้หนี้มากกว่าเดิมด้วย แต่ในความเป็นจริง ราคาสินค้าเกษตรที่ผันผวนมาก ทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้กำไรทุกปี สุดท้ายแล้วในระยะยาวเกษตรกรที่ไม่มีการสะสมทุนของตัวเองจึง&#8221;ต้อง&#8221;จบลงด้วยการมีหนี้สินล้นพ้นตัวเสมอ
บางคนบอกว่าที่เกษตรกรไม่รวยเป็นเพราะมีพวกนายทุนคอยเอารัดเอาเปรียบ บางคนบอกว่า ถ้ากำจัดพวกนายทุนออกไปจากระบบให้สิ้นซาก เกษตรกรก็จะลืมตาอ้าปากได้ในที่สุด แต่ที่จริงแล้ว ถ้าหากไม่มีนายทุน [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://1001ii.wordpress.com/2008/05/15/0127/feed/</wfw:commentRss>
	
		<media:content url="http://a.wordpress.com/avatar/1001ii-128.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">1001ii</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://static.howstuffworks.com/gif/vincent-van-gogh-paintings-from-arles-12.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>0126: the people of Burma</title>
		<link>http://1001ii.wordpress.com/2008/05/10/0126-the-people-of-burma/</link>
		<comments>http://1001ii.wordpress.com/2008/05/10/0126-the-people-of-burma/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 10 May 2008 07:49:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>1001ii</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Economics]]></category>

		<category><![CDATA[สัพเพเหระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://1001ii.wordpress.com/?p=226</guid>
		<description><![CDATA[
ชาวพม่ามีรายได้เพียงวันละประมาณหนึ่งดอลล่าร์หรือ 30 บาทเท่านั้น แม้ค่าใช้จ่ายจะไม่สูงเท่ากับประเทศอื่น (เพราะไม่มีอะไรให้ซื้อ) แต่ข้าวของจำเป็นพื้นฐานต่างๆ นั้นก็ต้องซื้อในราคาเดียวกันกับประเทศอื่นเพราะสิ่งของจำเป็นส่วนใหญ่มักมีราคาตามตลาดโลก disposable income ของชาวพม่าจึงต่ำมาก ถือว่าอยู่ในระดับที่ประชาชนส่วนใหญ่อยู่กันแบบขัดสนมาก ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นไปเท่ากันหนึ่งบาทนั้น คนพม่าจะเดือดร้อนกว่าเรามาก
ตั้งแต่รัฐบาลทหารเข้าปกครองประเทศ รัฐบาลทหารจำเป็นต้องปิดประเทศเพื่อความมั่นคง การลงทุนหยุดชะงัก สบู่ยาสีฟันผลิตไม่ได้เอง ต้องนำเข้าจากไทย ไม่มีการลงทุนจากต่างประเทศ (ยกเว้นจีน ไทย และอีกไม่กี่ประเทศเท่านั้น) ส่งผลให้ไม่มีการจ้างงาน ไม่มีงานใดๆ ให้ทำนอกจากการรับจ้างใช้แรงงานต่างๆ  ผลผลิตทางการเกษตรก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ เพราะไม่มีการลงทุนเพื่อปรับปรุงผลิตภาพมากนานมากแล้ว จากที่เคยปลูกข้าวได้มากพอๆ กับไทย เดี๋ยวนี้หล่นไปอยู่ที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ คนพม่าสมัยก่อนถือได้ว่ามีปัญญาชนอยู่ในมหาวิทยาลัยมากประเทศหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว เพราะรัฐบาลทหารกดไว้ เพราะนักศึกษาเป็นภัยคุกคามความมั่นคงอย่างหนึ่ง ความอดอยากและขาดโอกาสในชีวิตอย่างสิ้นเชิงทำให้คนพม่านับล้านที่ไม่ยอมรับสภาพเลือกที่จะหลบหนีออกนอกประเทศมาขายแรงงานที่ประเทศไทย ในแง่ของทรัพยากรและคุณภาพของคนแล้ว พม่ากับไทยก็ไม่ต่างกัน แต่ระบอบทำให้เกิดความแตกต่างได้แบบฟ้ากับเหว
วันนี้ ภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการบริโภคในระดับที่สูงของคนในประเทศที่ร่ำรวยได้ทำให้ชาวพม่านับหมื่นต้องเสียชีวิต อีกนับล้านต้องไร้ที่อยู่อาศัย ทั้งที่พวกเขาเหล่านั้นไม่ใช่คนที่ทำให้โลกร้อน เพราะชีวิตประจำวันของพวกเขาบริโภคต่ำมาก (คนในประเทศ G7 ซึ่งเท่ากับ 15% ของประชากรโลกเป็นผู้บริโภคทรัพยากรเท่ากับ 80% ของทั้งโลกในแต่ละปี) 
ท่านผู้ใดมีจิตศรัทธาอยากช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกที่ด้อยโอกาสกว่าเรามากๆ แต่ต้องมารับเคราะห์แทนเรา ขอเชิญได้ที่นี่ครับ สภากาชาดไทยเร่งช่วยผู้ประสบภัยในพม่า (หักภาษีได้ครับ)
       [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://1001ii.wordpress.com/2008/05/10/0126-the-people-of-burma/feed/</wfw:commentRss>
	
		<media:content url="http://a.wordpress.com/avatar/1001ii-128.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">1001ii</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.cbc.ca/gfx/images/news/photos/2008/05/05/burma-cp-4802874.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>0125: ถุงผ้าที่ทำให้โลกร้อนยิ่งกว่าเดิม</title>
		<link>http://1001ii.wordpress.com/2008/05/03/0125/</link>
		<comments>http://1001ii.wordpress.com/2008/05/03/0125/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 03 May 2008 03:25:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>1001ii</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[สัพเพเหระ]]></category>

		<category><![CDATA[ถุงผ้า โลกร้อน สิ่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://1001ii.wordpress.com/?p=225</guid>
		<description><![CDATA[
ช่วงนี้มีการรณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อนกันมาก แต่หลายอย่างก็ดูจะประสบความสำเร็จเฉพาะในแง่ที่ดูเอิกเกริกเท่านั้น ส่งผลให้โลกเย็นลงน้อยมาก ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งคือคำแนะนำหลายอย่างเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในทางปฏิบัติ เช่น ใช้น้ำมันให้น้อยลง ก็ไม่รู้จะลดตรงไหนได้อีกแล้ว หรืออย่างถ้าจะติดรถเพื่อนบ้านไปทำงานก็ต้องมารอไป-กลับพร้อมกันทำให้เสียเวลามาก รถติดมากๆ อย่างกรุงเทพ ยิ่งเป็นไปได้ยากเข้าไปใหญ่ หลายอย่างกระทบวิถีชีวิตที่เคยชินไปแล้วทำให้เปลี่ยนไม่ได้ง่ายๆ หลายอย่างก็ไม่กล้าทำเพราะกลัวคนจะหาว่าแปลก เช่น เอาถุงผ้าไปซูปเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น มาตรการที่เป็นไปได้น้อยในทางปฏิบัติทำให้สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นแค่เครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ให้กับบริษัทต่างๆ เท่านั้น (CSR)
ผมพยายามคิดถึงมาตรการอะไรที่ทำได้จริงๆในทางปฏิบัติ มันต้องเป็นมาตรการที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตให้น้อยที่สุด มาตการเหล่านั้นจะช่วยลดโลกร้อนได้มากที่สุด เพราะมันจะถูกเอาไปใช้ได้จริง อย่างหนึ่งที่ผมคิดได้ตอนนี้ก็คือ มาหยุดพฤติกรรมรับของชำร่วยใดๆ ก็ตามที่เราไม่ได้ต้องการกันเถอะ ทุกวันนี้องค์กรทั้งหลายนิยมแจกของชำร่วยกันมากทั้งปากกา ถุง แก้วน้ำ ไดอารี่ พวงกุญแจ เสื้อยืด กระเป๋า ทำให้เราได้รับแจกของเหล่านี้เต็มไปหมดตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปเดินเมืองทองธานี ไปฟังสัมมนาที่ศูนย์ประชุม ไปงานอีเว้นท์ในห้าง หรือการสมัครสมาชิกต่างๆ ส่วนใหญ่แล้ว องค์กรเหล่านั้นจะแจกให้ลูกค้าแบบเหวี่ยงแหคือไม่ถามว่าอยากได้หรือไม่ เสนอให้เลย และเราก็มักมีนิสัยชอบรับของเหล่านี้ไว้ก่อนเสีย เพราะเห็นว่าเป็นของฟรี ที่จริงแล้ว ถ้าเราคิดว่าสุดท้ายแล้วเราก็คงจะไม่ได้ใช้มันอยู่ดี  เราน่าจะบอกปฏิเสธที่จะรับของเหล่านั้น แค่ไม่ยอมรับของที่ไม่ต้องการก็ช่วยโลกร้อนได้แล้ว โดยที่เราแทบจะไม่ต้องเดือดร้อนอะไรเลย แถมยังช่วยมิให้บ้านของคุณรกอีกด้วย บางคนมีพวงกุญแจสิบกว่าอันเต็มบ้านไปหมดจนไม่มีที่จะเก็บ     
ทั้งนี้ทั้งนั้นรวมถึงพวกถุงผ้าแก้โลกร้อนที่บริษัททั้งหลายทำออกมาแจกเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กรอีกด้วย ถ้าคุณรับถุงผ้าจากบริษัทต่างๆมานับสิบถุงโดยที่ไม่ได้นำไปใช้ ถุงผ้าเหล่านั้นจะกลายมหันตภัยที่ทำให้โลกร้อนยิ่งกว่าเดิม
       ]]></description>
		<wfw:commentRss>http://1001ii.wordpress.com/2008/05/03/0125/feed/</wfw:commentRss>
	
		<media:content url="http://a.wordpress.com/avatar/1001ii-128.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">1001ii</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://upload.hunsa.com/img.php?image=0539190c00114resize.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>0124: แบบจำลองประเทศ</title>
		<link>http://1001ii.wordpress.com/2008/04/17/012/</link>
		<comments>http://1001ii.wordpress.com/2008/04/17/012/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Apr 2008 01:00:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>1001ii</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Economics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://1001ii.wordpress.com/?p=224</guid>
		<description><![CDATA[สมมติว่าโลกนี้มีแค่ 2 ประเทศ ที่แยกออกจากกัน แต่ละประเทศมีประชากร 8 คนเท่ากัน ความเป็นอยู่แร้นแค้นมาก เพาะปลูกอะไรไม่ขึ้น เลยไม่มีอาชีพอื่นใดนอกจาก การเลี้ยงแกะ เพื่อให้มีเนื้อแกะกินเป็นอาหาร ซึ่งก็พอทำให้ประชากรทั้ง 8 คนมีชีวิตอยู่ได้พอดี 
อยู่มาวันหนึ่ง มีชายคนหนึ่งในประเทศ A ค้นพบวิธีเอาขนแกะมาทอเป็นเครื่องนุ่งหุ่ม ซึ่งถ้าใช้คนหนึ่งคนทอเสื้อจะสร้างผลผลิตที่มีค่ามากกว่าเมื่อคนๆ นั้นเอาเวลาไปเลี้ยงแกะสองเท่า ก็เลยมีคนสองคนในประเทศ A เปลี่ยนอาชีพไปทอเสื้อแทน ซึ่งก็ทำให้สามารถผลิตเสื้อได้เพียงพอสำหรับประชากรทั้ง 8 คนพอดี
 
ตอนนี้ประเทศ A มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าประเทศ B แล้ว เพราะนอกจากจะมีเนื้อแกะไว้กิน ยังมีเสื้อขนแกะไว้ใส่อีกด้วย ไม่ต้องทนหนาวเหมือนก่อน คุณภาพชีวิตที่ดีเกิดจากทางเลือกในการบริโภคที่มากขึ้น
คนทอเสื้อ 2 คนต้องมีรายได้มากกว่าคนที่เหลือ เพราะสามารถใช้เวลาไปกับการผลิตของมีมูลค่ามากกว่าเดิมได้ แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อทั้งคู่มีรายได้สูงขึ้นก็ยินดีที่จะซื้อเนื้อแกะบริโภคมากกว่าเดิมด้วยทำให้เนื้อแกะมีราคาสูงขึ้น ในขณะที่ คนเลี้ยงแกะก็มีจำนวนน้อยลงเหลือแค่ 6 คน รายได้ของคนเลี้ยงแกะจึงสูงขึ้นตามไปด้วย (in real term) เพราะดีมานด์เพิ่ม แต่ซัพพลายลด จะเห็นได้ว่า เมื่อใดก็ตาม ที่มีใครสักคนค้นพบวิธีที่จะเพิ่มผลิตภาพ (ทอผ้า) real wage ของทุกคนในสังคมจะสูงขึ้นตามกันไปหมด เพราะต้องชดเชยค่าเสียโอกาสที่เพิ่มขึ้น (ที่จะหันไปทอเสื้อขายซึ่งทำเงินได้มากกว่า) ของทุกคน เพื่อให้ยังมีคนยอมเลี้ยงแกะอยู่ real wage เพิ่มขึ้นเมื่อค่าเสียโอกาสเพิ่มขึ้นเท่านั้น
เห็นหรือยังว่า [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://1001ii.wordpress.com/2008/04/17/012/feed/</wfw:commentRss>
	
		<media:content url="http://a.wordpress.com/avatar/1001ii-128.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">1001ii</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://1001ii.files.wordpress.com/2008/04/pro1.gif" medium="image" />

		<media:content url="http://1001ii.files.wordpress.com/2008/04/pro2.gif" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>0123: วันมหาสงกรานต์</title>
		<link>http://1001ii.wordpress.com/2008/04/12/0123/</link>
		<comments>http://1001ii.wordpress.com/2008/04/12/0123/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Apr 2008 11:38:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>1001ii</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[สัพเพเหระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://1001ii.wordpress.com/?p=218</guid>
		<description><![CDATA[
&#8220;Feel gooood&#8221;, by Narin O. (Oil on canvas)
       ]]></description>
		<wfw:commentRss>http://1001ii.wordpress.com/2008/04/12/0123/feed/</wfw:commentRss>
	
		<media:content url="http://a.wordpress.com/avatar/1001ii-128.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">1001ii</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://farm4.static.flickr.com/3121/2407593114_ffed698927.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">feelgoood</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>0122: ค่าครองชีพ</title>
		<link>http://1001ii.wordpress.com/2008/04/05/0121-%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e/</link>
		<comments>http://1001ii.wordpress.com/2008/04/05/0121-%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 Apr 2008 04:48:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>1001ii</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[สัพเพเหระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://1001ii.wordpress.com/?p=217</guid>
		<description><![CDATA[ข้าวของเครื่องใช้ที่ประเทศสิงคโปร์จะแพงกว่าบ้านเราประมาณ 2-3 เท่า แต่ชาวสิงคโปร์ก็มีความเป็นอยู่ที่สุขสบายกว่าเรามาก ทำไมน่ะหรือครับ ก็เพราะเขามีเงินเดือนมากกว่าเราประมาณ 10 เท่าตัว รายได้ประชาชาติต่อหัวของชาวสิงคโปร์เท่ากับ $34,152 ต่อปี หรือประมาณ 1.2 ล้านบาท ในขณะที่ไทยเราเท่ากับ $3400 หรือประมาณ 1.2 แสนบาท ชาวสิงค์โปร์เก็บเงินแค่ 9 เดือนก็ซื้อรถยนต์หนึ่งคันได้แล้ว แต่คนไทยต้องเก็บเงินถึง 7.5 ปีโดยไม่กินอะไรเลย ถึงจะซื้อรถยนต์ได้สักคัน คิดดูว่าชาวสิงคโปร์จะมีเงินเหลือสำหรับไว้ใช้จ่ายซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยในแต่ละเดือนมากกว่าเราขนาดไหน ต่อให้เขาซื้อสิ่งของจำเป็นในราคาสูงกว่าเราสองเท่า เขาก็ยังมีเงินส่วนเกินเหลืออยู่อีกมาก ในขณะที่ ของเราซื้อของถูกกว่าเขา แต่ต้องใช้จ่ายกันแบบเดือนชนเดือน ที่ต้องไปกู้เพิ่มมาซื้อข้าวสารก็มี
ค่าครองชีพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีสินค้าให้ซื้อในราคาถูก และก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเงินเดือนมากกว่า แต่ขึ้นอยู่กับส่วนต่างระหว่างรายได้กับราคาของสินค้าจำเป็นที่ต้องซื้อในแต่ละเดือน ส่วนต่างตรงนี้บางทีก็เรียกว่า disposable income (รายได้ส่วนเกินที่เอาไปใช้ทำอะไรก็ได้) ยิ่ง disposable income มากขึ้นเท่าไร ครอบครัวไทยก็จะยิ่งหายใจได้คล่องคอมากขึ้นเท่านั้น
การบังคับให้พ่อค้าตรึงราคาสินค้าเอาไว้ หรือนโยบายขึ้นเงินเดือนแบบกระทันหัน จะทำให้ประชาชนมี disposable income สูงขึ้นได้ในระยะสั้น แต่เมื่อตลาดรับรู้ความคาดหวังเรื่องนโยบายเหล่านี้ การปรับราคาสินค้าจะเกิดขึ้นเพื่อมิให้สินค้าขาดแคลน ทำให้สุดท้ายแล้วส่วนต่างระหว่างรายได้กับรายจ่ายกลับมาเท่าเดิมอีกครั้ง ความเป็นอยู่ของประชาชนจึงไม่สามารถทำให้ดีขึ้นได้ด้วยวิธีการเช่นนี้
David Ricardo บอกว่า ไม่ว่าจะแทรกแซงตลาดแรงงานยังไง ในระยะยาว [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://1001ii.wordpress.com/2008/04/05/0121-%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e/feed/</wfw:commentRss>
	
		<media:content url="http://a.wordpress.com/avatar/1001ii-128.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">1001ii</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>0121: Brave New Hope</title>
		<link>http://1001ii.wordpress.com/2008/04/02/0121/</link>
		<comments>http://1001ii.wordpress.com/2008/04/02/0121/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Apr 2008 01:00:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>1001ii</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[สัพเพเหระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://1001ii.wordpress.com/?p=212</guid>
		<description><![CDATA[
 
คนเราถ้าอยากทำอะไรสักอย่างให้ประสบความสำเร็จในชีวิตต้องมีคุณธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ &#8220;ความกล้าหาญ&#8221;
ความกล้าหาญ คือ กล้าทำในสิ่งที่เห็นว่าถูกต้อง กล้าทำแม้ต้องเสี่ยงอันตราย กล้าเผชิญกับความไม่แน่นอน กล้าเรียนรู้ในสิ่งใหม่ที่ไม่คุ้นเคย กล้าคิดนอกกรอบ กล้าเลือกทางเดินที่คนส่วนใหญ่เขาไม่เดินกัน กล้าโดนเข้าใจผิดจากคนที่ไม่เข้าใจ กล้าโดนใส่ร้ายจากคนที่อิจฉาริษยา กล้าแบกรับความเสี่ยงที่จะล้มเหลว กล้าที่จะสูญเสียบางอย่างไปเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน
คุณใฝ่ฝันที่จะประสบความสำเร็จอะไรสักอย่างในชีวิตหรือเปล่า ถ้าใช่ คุณมีความกล้าเหล่านี้หรือยังครับ? 

       ]]></description>
		<wfw:commentRss>http://1001ii.wordpress.com/2008/04/02/0121/feed/</wfw:commentRss>
	
		<media:content url="http://a.wordpress.com/avatar/1001ii-128.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">1001ii</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://farm4.static.flickr.com/3091/2344918926_e6d294d698.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://1001ii.files.wordpress.com/2008/03/titlebrave.gif" medium="image">
			<media:title type="html">titlebrave.gif</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://img.youtube.com/vi/YikMhfKmBrY/2.jpg" medium="image" />
	</item>
	</channel>
</rss>