0125: ถุงผ้าที่ทำให้โลกร้อนยิ่งกว่าเดิม

พฤษภาคม 3, 2008 by 1001ii

ช่วงนี้มีการรณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อนกันมาก แต่หลายอย่างก็ดูจะประสบความสำเร็จเฉพาะในแง่ที่ดูเอิกเกริกเท่านั้น ส่งผลให้โลกเย็นลงน้อยมาก ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งคือคำแนะนำหลายอย่างเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในทางปฏิบัติ เช่น ใช้น้ำมันให้น้อยลง ก็ไม่รู้จะลดตรงไหนได้อีกแล้ว หรืออย่างถ้าจะติดรถเพื่อนบ้านไปทำงานก็ต้องมารอไป-กลับพร้อมกันทำให้เสียเวลามาก รถติดมากๆ อย่างกรุงเทพ ยิ่งเป็นไปได้ยากเข้าไปใหญ่ หลายอย่างกระทบวิถีชีวิตที่เคยชินไปแล้วทำให้เปลี่ยนไม่ได้ง่ายๆ หลายอย่างก็ไม่กล้าทำเพราะกลัวคนจะหาว่าแปลก เช่น เอาถุงผ้าไปซูปเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น มาตรการที่เป็นไปได้น้อยในทางปฏิบัติทำให้สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นแค่เครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ให้กับบริษัทต่างๆ เท่านั้น (CSR)

ผมพยายามคิดถึงมาตรการอะไรที่ทำได้จริงๆในทางปฏิบัติ มันต้องเป็นมาตรการที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตให้น้อยที่สุด มาตการเหล่านั้นจะช่วยลดโลกร้อนได้มากที่สุด เพราะมันจะถูกเอาไปใช้ได้จริง อย่างหนึ่งที่ผมคิดได้ตอนนี้ก็คือ มาหยุดพฤติกรรมรับของชำร่วยใดๆ ก็ตามที่เราไม่ได้ต้องการกันเถอะ ทุกวันนี้องค์กรทั้งหลายนิยมแจกของชำร่วยกันมากทั้งปากกา ถุง แก้วน้ำ ไดอารี่ พวงกุญแจ เสื้อยืด กระเป๋า ทำให้เราได้รับแจกของเหล่านี้เต็มไปหมดตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปเดินเมืองทองธานี ไปฟังสัมมนาที่ศูนย์ประชุม ไปงานอีเว้นท์ในห้าง หรือการสมัครสมาชิกต่างๆ ส่วนใหญ่แล้ว องค์กรเหล่านั้นจะแจกให้ลูกค้าแบบเหวี่ยงแหคือไม่ถามว่าอยากได้หรือไม่ เสนอให้เลย และเราก็มักมีนิสัยชอบรับของเหล่านี้ไว้ก่อนเสีย เพราะเห็นว่าเป็นของฟรี ที่จริงแล้ว ถ้าเราคิดว่าสุดท้ายแล้วเราก็คงจะไม่ได้ใช้มันอยู่ดี  เราน่าจะบอกปฏิเสธที่จะรับของเหล่านั้น แค่ไม่ยอมรับของที่ไม่ต้องการก็ช่วยโลกร้อนได้แล้ว โดยที่เราแทบจะไม่ต้องเดือดร้อนอะไรเลย แถมยังช่วยมิให้บ้านของคุณรกอีกด้วย บางคนมีพวงกุญแจสิบกว่าอันเต็มบ้านไปหมดจนไม่มีที่จะเก็บ     

ทั้งนี้ทั้งนั้นรวมถึงพวกถุงผ้าแก้โลกร้อนที่บริษัททั้งหลายทำออกมาแจกเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กรอีกด้วย ถ้าคุณรับถุงผ้าจากบริษัทต่างๆมานับสิบถุงโดยที่ไม่ได้นำไปใช้ ถุงผ้าเหล่านั้นจะกลายมหันตภัยที่ทำให้โลกร้อนยิ่งกว่าเดิม

0124: แบบจำลองประเทศ

เมษายน 17, 2008 by 1001ii

สมมติว่าโลกนี้มีแค่ 2 ประเทศ ที่แยกออกจากกัน แต่ละประเทศมีประชากร 8 คนเท่ากัน ความเป็นอยู่แร้นแค้นมาก เพาะปลูกอะไรไม่ขึ้น เลยไม่มีอาชีพอื่นใดนอกจาก การเลี้ยงแกะ เพื่อให้มีเนื้อแกะกินเป็นอาหาร ซึ่งก็พอทำให้ประชากรทั้ง 8 คนมีชีวิตอยู่ได้พอดี 

อยู่มาวันหนึ่ง มีชายคนหนึ่งในประเทศ A ค้นพบวิธีเอาขนแกะมาทอเป็นเครื่องนุ่งหุ่ม ซึ่งถ้าใช้คนหนึ่งคนทอเสื้อจะสร้างผลผลิตที่มีค่ามากกว่าเมื่อคนๆ นั้นเอาเวลาไปเลี้ยงแกะสองเท่า ก็เลยมีคนสองคนในประเทศ A เปลี่ยนอาชีพไปทอเสื้อแทน ซึ่งก็ทำให้สามารถผลิตเสื้อได้เพียงพอสำหรับประชากรทั้ง 8 คนพอดี

 

ตอนนี้ประเทศ A มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าประเทศ B แล้ว เพราะนอกจากจะมีเนื้อแกะไว้กิน ยังมีเสื้อขนแกะไว้ใส่อีกด้วย ไม่ต้องทนหนาวเหมือนก่อน คุณภาพชีวิตที่ดีเกิดจากทางเลือกในการบริโภคที่มากขึ้น

คนทอเสื้อ 2 คนต้องมีรายได้มากกว่าคนที่เหลือ เพราะสามารถใช้เวลาไปกับการผลิตของมีมูลค่ามากกว่าเดิมได้ แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อทั้งคู่มีรายได้สูงขึ้นก็ยินดีที่จะซื้อเนื้อแกะบริโภคมากกว่าเดิมด้วยทำให้เนื้อแกะมีราคาสูงขึ้น ในขณะที่ คนเลี้ยงแกะก็มีจำนวนน้อยลงเหลือแค่ 6 คน รายได้ของคนเลี้ยงแกะจึงสูงขึ้นตามไปด้วย (in real term) เพราะดีมานด์เพิ่ม แต่ซัพพลายลด จะเห็นได้ว่า เมื่อใดก็ตาม ที่มีใครสักคนค้นพบวิธีที่จะเพิ่มผลิตภาพ (ทอผ้า) real wage ของทุกคนในสังคมจะสูงขึ้นตามกันไปหมด เพราะต้องชดเชยค่าเสียโอกาสที่เพิ่มขึ้น (ที่จะหันไปทอเสื้อขายซึ่งทำเงินได้มากกว่า) ของทุกคน เพื่อให้ยังมีคนยอมเลี้ยงแกะอยู่ real wage เพิ่มขึ้นเมื่อค่าเสียโอกาสเพิ่มขึ้นเท่านั้น

เห็นหรือยังว่า ผลิตภาพทำให้ disposable income (real wage) สูงขึ้นได้อย่างไร

นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมคนสิงคโปร์ธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้มีความสามารถอะไรที่เหนือคนไทยเลย ทำงานอย่างเดียวกันเปี๊ยบ แต่พวกเขาจะต้องได้ real wage สูงกว่าเรามาก เพราะประเทศของเขามี”โอกาส”ในการทำงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูงๆ มากกว่าประเทศของเรา นายจ้างของเขาจึงจำเป็นต้องชดเชยค่าเสียโอกาสของลูกจ้างเหล่านั้นมากกว่าเราเพื่อมิให้พวกเขาหนีไปหาโอกาสในการทำงานอย่างอื่นที่มีผลิตภาพสูงกว่านั่นเอง 

0123: วันมหาสงกรานต์

เมษายน 12, 2008 by 1001ii

feelgoood
“Feel gooood”, by Narin O. (Oil on canvas)

0122: ค่าครองชีพ

เมษายน 5, 2008 by 1001ii

ข้าวของเครื่องใช้ที่ประเทศสิงคโปร์จะแพงกว่าบ้านเราประมาณ 2-3 เท่า แต่ชาวสิงคโปร์ก็มีความเป็นอยู่ที่สุขสบายกว่าเรามาก ทำไมน่ะหรือครับ ก็เพราะเขามีเงินเดือนมากกว่าเราประมาณ 10 เท่าตัว รายได้ประชาชาติต่อหัวของชาวสิงคโปร์เท่ากับ $34,152 ต่อปี หรือประมาณ 1.2 ล้านบาท ในขณะที่ไทยเราเท่ากับ $3400 หรือประมาณ 1.2 แสนบาท ชาวสิงค์โปร์เก็บเงินแค่ 9 เดือนก็ซื้อรถยนต์หนึ่งคันได้แล้ว แต่คนไทยต้องเก็บเงินถึง 7.5 ปีโดยไม่กินอะไรเลย ถึงจะซื้อรถยนต์ได้สักคัน คิดดูว่าชาวสิงคโปร์จะมีเงินเหลือสำหรับไว้ใช้จ่ายซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยในแต่ละเดือนมากกว่าเราขนาดไหน ต่อให้เขาซื้อสิ่งของจำเป็นในราคาสูงกว่าเราสองเท่า เขาก็ยังมีเงินส่วนเกินเหลืออยู่อีกมาก ในขณะที่ ของเราซื้อของถูกกว่าเขา แต่ต้องใช้จ่ายกันแบบเดือนชนเดือน ที่ต้องไปกู้เพิ่มมาซื้อข้าวสารก็มี

ค่าครองชีพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีสินค้าให้ซื้อในราคาถูก และก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเงินเดือนมากกว่า แต่ขึ้นอยู่กับส่วนต่างระหว่างรายได้กับราคาของสินค้าจำเป็นที่ต้องซื้อในแต่ละเดือน ส่วนต่างตรงนี้บางทีก็เรียกว่า disposable income (รายได้ส่วนเกินที่เอาไปใช้ทำอะไรก็ได้) ยิ่ง disposable income มากขึ้นเท่าไร ครอบครัวไทยก็จะยิ่งหายใจได้คล่องคอมากขึ้นเท่านั้น

การบังคับให้พ่อค้าตรึงราคาสินค้าเอาไว้ หรือนโยบายขึ้นเงินเดือนแบบกระทันหัน จะทำให้ประชาชนมี disposable income สูงขึ้นได้ในระยะสั้น แต่เมื่อตลาดรับรู้ความคาดหวังเรื่องนโยบายเหล่านี้ การปรับราคาสินค้าจะเกิดขึ้นเพื่อมิให้สินค้าขาดแคลน ทำให้สุดท้ายแล้วส่วนต่างระหว่างรายได้กับรายจ่ายกลับมาเท่าเดิมอีกครั้ง ความเป็นอยู่ของประชาชนจึงไม่สามารถทำให้ดีขึ้นได้ด้วยวิธีการเช่นนี้

David Ricardo บอกว่า ไม่ว่าจะแทรกแซงตลาดแรงงานยังไง ในระยะยาว ค่าแรงมีแนวโน้มที่จะวิ่งไปอยู่ในระดับที่ทำให้ unskilled labor พอดำรงชีวิตอยู่ได้พอดี มีหลักฐานที่แสดงว่า แนวคิดของ Ricardo เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะในระยะยาว เงินเฟ้อกับค่าจ้างมีแนวโน้มที่จะวิ่งตามกัน เราได้เงินเดือนขึ้นสักพักเงินก็จะเฟ้อตาม เงินเฟ้อสักพักเราก็จะได้ปรับเงินเดือนตาม สรุปแล้วกำลังซื้อของ disposable income ของเราจะยังคงเท่าเดิมอยู่ไม่ว่าเงินเดือนหรือเงินเฟ้อจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ disposable income สูงขึ้นได้ คือ การเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน ถ้าแรงงานมีทักษะในการทำงานมากขึ้น ผลิตสินค้าได้เพิ่มขึ้น มูลค่าเพิ่มของผู้ใช้แรงงานก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นไปด้วย ผลิตภาพของแรงงานสามารถเพิ่มขึ้นได้ด้วยการฝึกฝนทักษะในการทำงาน การศึกษาที่สูงขึ้น การบริหารจัดการที่ดีกว่าเดิม และการลงทุนเพื่อให้เกิดการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มผลผลิต คนสิงคโปร์เขามีส่วนต่างของรายได้กับค่าใช้จ่ายสูงกว่าเรามากเพราะผลิตภาพของเขาสูงกว่าเรามาก

ส่วนการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ หรือขึ้นเงินเดือนข้าราชการ หรือการตรึงราคาสินค้านั้น ไม่ได้สามารถทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ในระยะยาว สิ่งเหล่านี้ทำให้ “ตัวเลข” เปลี่ยนไปเท่านั้น เงินเฟ้อจะปรับให้ทุกอย่างเหมือนเดิมในไม่ช้า สรุปแล้ว ไม่มีเวทย์มนต์ใดๆ ที่จะเสกชีวิตความเป็นอยู่ของเราให้ดีขึ้นได้ นอกจาก การทำงานให้มากขึ้นหรือทำงานให้ฉลาดขึ้นเท่านั้นเอง  

  

0121: Brave New Hope

เมษายน 2, 2008 by 1001ii

titlebrave.gif

 

คนเราถ้าอยากทำอะไรสักอย่างให้ประสบความสำเร็จในชีวิตต้องมีคุณธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ “ความกล้าหาญ”

ความกล้าหาญ คือ กล้าทำในสิ่งที่เห็นว่าถูกต้อง กล้าทำแม้ต้องเสี่ยงอันตราย กล้าเผชิญกับความไม่แน่นอน กล้าเรียนรู้ในสิ่งใหม่ที่ไม่คุ้นเคย กล้าคิดนอกกรอบ กล้าเลือกทางเดินที่คนส่วนใหญ่เขาไม่เดินกัน กล้าโดนเข้าใจผิดจากคนที่ไม่เข้าใจ กล้าโดนใส่ร้ายจากคนที่อิจฉาริษยา กล้าแบกรับความเสี่ยงที่จะล้มเหลว กล้าที่จะสูญเสียบางอย่างไปเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน

คุณใฝ่ฝันที่จะประสบความสำเร็จอะไรสักอย่างในชีวิตหรือเปล่า ถ้าใช่ คุณมีความกล้าเหล่านี้หรือยังครับ? 

0120: เรื่องเล่าสมัยแคว้นฉี

มีนาคม 25, 2008 by 1001ii

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว Meng Chang สมุหกลาโหมแห่งแคว้นฉี มีไพร่ศักดินาภายใต้ความดูแลถึง 3 พันคน Meng ต้องอาศัยการปล่อยกู้ให้ชาวบ้านเพื่อเอาดอกเบี้ยที่ได้มาเลี้ยงดูไพร่ศักดินาเหล่านี้ มีอยู่ปีหนึ่งที่การเก็บเกี่ยวไม่ดี ชาวบ้านจำนวนมากไม่สามารถหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยได้ Meng ไม่รู้จะทำเช่นไรดี 

Meng มีไพร่ในสังกัดคนหนึ่งชื่อ Feng Quan ซึ่งวันๆ เอาแต่กินเหล้า ไม่มีข้อดีอะไรเลยนอกจากพูดคุยเก่งอย่างเดียว Meng ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วจึงลองส่ง Feng ไปลองทวงหนี้กับชาวบ้านดู

เมื่อ Feng ไปถึง ก็ติดตามทวงหนี้กับชาวบ้านทุกคน ซึ่งก็มีชาวบ้านส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถชำระดอกเบี้ยได้ Feng นำเงินที่ทวงได้ทั้งหมดไปซื้อเหล้ายาปลาปิ้งแล้วประกาศเชิญลูกหนี้ทั้งหมดทั้งที่มีจ่ายและไม่มีจ่ายให้มาร่วมงานเลี้ยงฉลอง

Feng เลี้ยงเหล้าลูกหนี้ทุกคนจนเมามาย แล้วก็แอบตรวจเงินในกระเป๋าของลูกหนี้ทุกคน Feng กำหนดเส้นตายในการชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ทุกคนที่มีเงินมาก ส่วนลูกหนี้ที่ไม่มีเงินเลย Feng ได้นำเอาสัญญาเงินกู้ของพวกเขาเหล่านั้นไปเผาทิ้งเสีย Feng บอกกับลูกหนี้ทุกคนว่า ท่านสมุหกลาโหม ให้ทุกคนยืมเงินเพื่อให้มีทุนทำกิน ในขณะเดียวกันท่านก็ต้องนำดอกเบี้ยที่ได้ไปเลี้ยงดูไพร่ในสังกัด แล้วพวกท่านจะเบี้ยวหนี้กับคนอย่างนี้ได้อย่างไร ชาวบ้านทุกคนที่ได้ฟังดังนั้นก็คิดได้

ท่านสมุหกลาโหมได้ยินข่าวว่า Feng เอาเงินที่เก็บได้ไปซื้อเหล้าแถมยังเอาสัญญาเงินกู้ไปเผาทิ้ง ก็โกรธมากจึงสั่งให้ม้าใช้รีบไปเอาตัว Feng กลับมา เมื่อ Feng กลับมาถึงจึงอธิบายว่า ถ้าไม่เอาเงินไปซื้อเหล้าก็คงเรียกลูกหนี้ทั้งหมดมารวมตัวกันไม่ได้ และทำให้ไม่รู้ว่า มีใครบ้างที่มีความสามารถในการชำระเงินกู้ ใครที่มีเงินข้าก็กำหนดเส้นตายให้รีบชำระเสีย ส่วนใครที่ไม่มี ต่อให้ทวงยังไงก็คงไม่ได้เงินคืน เมื่อดอกเบี้ยทบต้นไปเรื่อยๆ พวกเขาก็จะต้องหลบหนีในที่สุด น่าจะยกหนี้ให้คนพวกนี้แทนเพื่อเป็นการซื้อใจราษฏร อย่างน้อยท่านยังได้ความนิยมชมชอบกลับมาบ้าง ท่านสมุหกลาโหมได้ฟังดังนั้นก็พึ่งพอใจกับวิธีการของ Feng เป็นอย่างมาก

0119: เอาใหม่ ลองพยายามดูอีกครั้ง

มีนาคม 20, 2008 by 1001ii

ประเทศที่เคยปิดมาก่อนเมื่อหันมาเปิดประเทศมากขึ้นจะทำให้เกิดปัญหาความมั่นคงตามมาเพราะเสรีภาพที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้นำควบคุมประชาชนได้ยากกว่าเดิม ประเทศไทยเองก็กำลังประสบปัญหานี้เช่นกันไม่ต่างกับประเทศอื่นๆ

ในด้านความมั่นคง ประเทศไทยมีความแตกต่างด้านศาสนาและเชื้อชาติมานานแล้ว แต่เมื่อก่อนไม่มีปัญหา เพราะรัฐบาลคอยปลูกฝังเรื่องสัญชาติ ใครเกิดในประเทศไทยก็คือคนไทยหมด การปลูกฝังค่านิยมเหล่านี้ทำได้ง่ายเพราะสื่อเป็นของรัฐทั้งหมด สมัยก่อนทุกคนต้องฟังรายการ “สยามมานุสติ” ทางวิทยุตอนหกโมงเย็นทุกวัน เพราะออกอากาศทุกคลื่นไม่มีอย่างอื่นให้ฟัง แต่สมัยนี้ การปลูกฝังค่านิยมอะไรที่ไม่เหมือนกับสากลนั้นจะทำได้ยาก เพราะประชาชนสามารถรับรู้ข่าวสารจากต่างประเทศได้โดยตรง (เคเบิลทีวี อินเตอร์เน็ต) หลอกไม่ได้ มิหน่ำซ้ำกระแสโลกาภิวัฒน์ยังทำให้เกิดองค์กรก่อการร้ายระดับนานาชาติที่เดินทางเข้ามายั่วยุคนในชาติให้แตกแยกกัน เมื่อก่อนนี้ เรามี ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นศูนย์รวมจิตใจ แต่สมัยนี้ดูเหมือนคำว่า ชาติกับศาสน์จะทำให้คนไทยรู้สึกว่าเราเป็นพวกเดียวกันได้น้อยลง อาจนำมาซึ่งปัญหาความมั่นคงในอนาคต

สมัยก่อนยังไม่มีอินเตอร์เน็ต มือถือก็ไม่มี เราจึงสามารถควบคุมเยาวชนให้เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ได้ แต่สมัยนี้เทคโนโลยีการสื่อสารได้ทำให้ภาพลามกอนาจารเกลื่อนเมือง คลิปฉาวเพียบ ห้ามได้ลำบาก การเลี้ยงดูเยาวชนให้อยู่ในกะร่องกะรอยจึงยากกว่าเดิมมาก เยาวชนชิงสุกก่อนห่ามมากขึ้น ติดเกมออนไลน์ ติดการพนันฟุตบอล ฯลฯ กลายเป็นปัญหาความมั่นคงด้านสังคม

สมัยก่อนเศรษฐกิจนิ่งมาก ค่าเงินคงที่ ดอกเบี้ยเปลี่ยนช้ามาก ถ้าราคาสินค้าแพง รัฐบาลก็แทรกแซงตลอด ประชาชนไม่ต้องสนใจความผันผวนเหล่านี้เลย แต่สมัยนี้ทำไม่ได้แล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจของเราเป็นแบบเปิด การแทรกแซงตลาดทำให้รัฐมีต้นทุนสูงเพราะมีคนอาบิทาจไปต่างประเทศ ประชาชนจึงมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจน้อยกว่าเดิม ขนาดแม่ค้าขายหมูในตลาดยังต้องรับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกเลย

ในแง่การเมือง โลกาภิวัฒน์ทำให้ประชาธิปไตยเบ่งบาน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องคอยรับมือกับองค์กรเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษย์ชนข้ามชาติ NGO ต่างๆ ต้องคอยทำตามนักลงทุนต่างประเทศที่ขู่จะไม่มาลงทุน ต้องคอยรับมือกับสื่อมวลชนที่มีอิสระมากขึ้น ต้องรับมือกับนักวิชาการที่คอยด่า ต้องรับมือกับม๊อบกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ในทุกเรื่อง การเมืองไร้เสถียรภาพ ผลักดันนโยบายใดๆ ก็ไม่สำเร็จ เกิดเป็นปัญหาความมั่นคงทางการเมืองขึ้นมา

ปัญหาต่างๆ เหล่านี้อาจทำให้เราเข้าใจว่า การเปิดประเทศคือปัญหา สมควรกลับไปปิดประเทศอีกครั้งเพื่อขจัดความวุ่นวายเหล่านี้ แต่ความจริงแล้ว การเปิดประเทศทำให้ประชาชนมีเสรีภาพมากขึ้นเลยไปทำให้ความมั่นคงลดลง เพราะแต่ไหนแต่ไรมา ความมั่นคงเกิดจากการที่ผู้นำมีอำนาจเบ็ดเสร็จจึงควบคุมความสงบเรียบโร้ยได้โดยง่าย เสรีภาพในการรับรู้โลกภายนอกได้ทำให้ผู้นำควบคุมประชาชนได้ยากกว่าเดิม สำหรับประเทศที่เปิดแล้ว ความมั่นคงต้องมาจากการที่ภาคประชาชนมีความเข้มแข็ง ไม่ใช่มาจากความเบ็ดเสร็จของผู้นำ ไทยเราเพิ่งเปิดประเทศจึงยังต้องการการเปลี่ยนผ่านไปสู่จุดนั้น ซึ่งย่อมต้องเกิดความวุ่นวายอย่างมากระหว่างทาง ทุกประเทศก็จะเจอแบบนี้ 

การเมืองที่ตีกันไปตีกันมา เราอาจรู้สึกว่าต้องหยุดเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้น แต่ผลระยะยาวที่ตามมาคือ ปัญหาความโปร่งใสต่างๆ ก็จะไม่ได้รับการแก้ไขเหมือนเดิม การตีกันไปตีกันมาอาจทำให้ประเทศถึงจุดวิกฤต แต่สุดท้ายแล้ว จะนำประเทศไปสู่บรรทัดฐานใหม่ทางการเมืองได้ ม๊อบที่ออกมาชุมนุมกันบ่อยๆ แรกๆ ชาวบ้านก็สนับสนุน แต่ออกมาบ่อยๆ ชาวบ้านก็ฉลาดขึ้นรู้ว่าม๊อบไหนจริงไม่จริง ภาคประชาชนฉลาดขึ้น อย่างอเมริกาเคยแตกแยกกันเรื่อง “ทาส” จนบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมืองมาแล้ว แต่ในที่สุด มันก็ช่วยทำให้เกิดการเลิกทาส หรืออย่างการต่อสู้ของนักศึกษาในเกาหลีใต้ที่เคยเล่าให้ฟังแล้ว เป็นต้น ถ้าเรามัวแต่กลัววิกฤต ภาคประชาชนก็จะต้องเป็นเบี้ยล่างชนชั้นปกครองตลอดไป

ประมาณนี้ เฮ้อๆๆๆ อธิบายแล้วเหนื่อย

0118: เขียนยากกว่าที่คิด

มีนาคม 19, 2008 by 1001ii

นั่งขีดๆ เขียนๆ อยู่นานก็ไม่ลงตัวสักที สัญญาไว้ว่าจะเอาเรื่องเส้นโค้งรูปตัวเจมาเขียนถึงประเทศไทยโดยเฉพาะ แต่ไม่คิดเลยว่า มันจะเป็นเรื่องที่เรียบเรียงความคิดได้ยากขนาดนี้ เอาเป็นว่าขอกล่าวโดยสรุปแทนก็ละกัน

ผมว่าประเทศไทยจากนี้ไปมีแนวโน้มที่จะวุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเรากำลังย้ายจากด้านซ้ายของเส้นโค้งรูปตัวเจไปสู่ด้านขวาเหมือนๆ กับประเทศอื่น (รูปแบบความวุ่นวายของแต่ละประเทศนั้นไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับจุดเปราะบางด้านความมั่นคงของแต่ละประเทศ) ผมว่าตอนนี้ไทยยังไม่ได้ผ่านจุดต่ำสุดของกราฟซึ่งเป็นจุดวิกฤตที่ปมปัญหาต่างๆ ที่หมักหมมมานานจะมาถึงจุดแตกหัก

การเกิดวิกฤตก็ไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายเสมอไป บ่อยครั้งที่วิกฤตเป็นหนทางเดียวที่จะผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสังคมในทางที่ดี ประเทศเปิดที่มีความมั่นคงสูง ล้วนแล้วแต่จะต้องผ่านจุดวิกฤตนี้กันมาทั้งนั้น

0117: เส้นโค้งรูปตัวเจ

มีนาคม 15, 2008 by 1001ii

openness.gif

ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The J-Curve เขียนโดย Ian Bremmer หนังสือเล่มนี้ได้นำเสนอแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจมากทีเดียว….

ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์นั้น ระดับของการเปิดสู่โลกภายนอกกับความมั่นคงของแต่ละประเทศนั้น ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันแบบง่ายๆ ในด้านหนึ่ง ประเทศที่เปิดตัวเองมานานแล้วอย่างเต็มที่ เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น นอร์เวย์ ก็เป็นประเทศที่มีความมั่นคงสูง แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศที่ปิดตัวเองอย่างสิ้นเชิง ได้แก่ เกาหลีเหนือ พม่า ซิมบับเว และเบรารุส ในแง่ความมั่นคงก็เป็นประเทศที่มีความมั่นคงสูงมากเช่นกัน ประเทศที่มีปัญหาเรื่องความมั่นคงกลับได้แก่ ประเทศอื่นๆ ที่เหลือส่วนใหญ่ในโลกที่มีระดับของการเปิดตัวเองสู่โลกภายนอกแบบครึ่งๆ กลางๆ เพราะเพิ่งเริ่มเปิดประเทศจากอิทธิพลของกระแสโลกาภิวัฒน์

ถ้าจะแสดงความสัมพันธ์ระหว่างระดับความมั่นคงกับระดับของการเปิดตัวเองสู่โลกภายนอก จะได้กราฟที่มีลักษณะคล้ายอักษรเจ (ดูภาพประกอบ) แกนตั้งแทนระดับของความมั่นคง ส่วนแกนนอนแทนระดับของการเปิดตัวเองสู่โลกภายนอก เกาหลีเหนืออยู่ทางซ้ายสุดของกราฟ ส่วนสวีเดนนั้นอยู่ทางขวาสุด ประเทศอื่นๆ อยู่ที่ใดที่หนึ่งระหว่างกลาง (ความมั่นคงต่ำกว่า) 

สาเหตุที่ประเทศอย่างเกาหลีเหนือมีความมั่นคงสูงมากเพราะประชาชนไม่ได้รับข่าวสารใดๆ จากโลกภายนอกจึงทำให้ปกครองได้ง่าย คิมจองอิวบอกชาวเกาหลีเหนือว่าจำเป็นต้องเอาผลผลิต 25% ของจีดีพีไปใช้จ่ายด้านการทหารเพราะสหรัฐมีแผนที่จะยึดครองโลกอยู่ เกาหลีเหนือจึงจำเป็นต้องมีอาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องกันตัวเอง ชาวเกาหลีเหนือก็ไม่ว่าอะไรเพราะคิดว่าเป็นความจริง 

ในทางตรงกันข้าม ชาวอเมริกันมีสิทธิเสรีภาพอย่างสุดโต่ง เรียกร้องและตรวจสอบสารพัด แต่สังคมก็ไม่เกิดความวุ่นวาย เนื่องจากสถาบันทางสังคมที่จำเป็นสำหรับสังคมแบบเปิด เช่น สภาตรวจสอบ ศาล ตำรวจ องค์กรอิสระ กกต. องค์กรมหาชน สคบ. สหภาพแรงงาน เอ็นจีโอ สื่อมวลชน ฯลฯ ของสหรัฐฯ ได้ผ่านการวิวัฒนาการมานานจนมีความเข้มแข็งพอที่จะรับมือกับความวุ่นวายของสังคมแบบเปิดได้

ที่มีปัญหามากที่สุดคือพวกประเทศที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งแต่ก่อนนี้เคยเป็นประเทศที่ปิดมาก่อน แต่โลกาภิวัฒน์ได้ทำให้ประเทศเหล่านี้เปิดอย่างรวดเร็ว แต่สถาบันทางสังคมที่จำเป็นสำหรับสังคมแบบเปิดของประเทศเหล่านี้ยังไม่เข้มแข็ง ความวุ่นวายในสังคมจึงเกิดขึ้นมากมายในทุกๆ ด้าน

ประเทศที่เพิ่งเปิดประเทศเหล่านี้ต้องการการปฏิรูปเพื่อวิ่งไปสู่ด้านขวาของกราฟ กระบวนการนี้ต้องอาศัยเวลาและความจริงใจของผู้นำเก่าที่จะปฏิรูป และการปฎิรูปจะก่อให้เกิดจุดวิกฤตของความมั่นคงระหว่างทาง (ผ่านจุดต่ำสุดของกราฟ) ด้วย ถ้าผ่านจุดนั้นไปได้ก็จะกลายเป็นประเทศเปิดที่มีความมั่นคง (อยู่ทางขวาของกราฟ) บางประเทศสามารถก้าวผ่านกระบวนการนี้ไปได้ด้วยดี เช่น อัฟริกาใต้ แต่บางประเทศก็ถึงกับล่มสลายกลางทาง เช่น ยูโกสลาเวีย ส่วนใหญ่แล้ว ประเทศที่ปฏิรูปสำเร็จจะต้องมีสถานการณ์ที่บีบบังคับให้การปฏิรูปเป็นทางออกทางเดียวเท่านั้นของผู้นำเก่า

External Shocks ทั้งหลาย เช่น ราคาพลังงาน ซึนามิ วิกฤตการเงิน การก่อการร้ายข้ามชาติ ภาวะอดอยาก สามารถทำให้ประเทศที่กำลังอยู่ครึ่งๆ กลางๆ ซึ่งเปราะบางอยู่แล้ว เกิดวิกฤตความมั่นคงได้ง่ายๆ  (เช่น ราคาก๊าซในพม่า วิกฤตการเงินในอินโดทำให้คนออกมาไล่ฆ่ากัน เป็นต้น )

ผมว่าแนวคิดนี้สามารถเอามาใช้มองประเทศไทยได้เหมือนกัน มันช่วยทำให้เราเข้าใจเกิดอะไรขึ้นกับประเทศตอนนี้ และทางเลือกที่มีอยู่จะพาเราไปสู่จุดไหนกันบ้าง คราวหน้าผมจะลองเอาแนวคิดนี้มาพูดถึงกรณีของบ้านเราดูนะครับ

(ปล. คำว่า J-curve ผู้เขียนยืมมาจากวิชาเศรษฐศาสตร์ แต่ไม่เกี่ยวกันนะครับ)  

0116: Poppies (1873)

มีนาคม 7, 2008 by 1001ii

Title: Monet’s Poppies, Near Argenteuil (Reproduction)

Artist: Narin Olankijanan

Oil on canvas

Reproduction ภาพเขียนที่สำคัญชิ้นหนึ่งของ Claude Monet ครับ ภาพนี้เป็นหนึ่งในภาพที่ Monet นำออกแสดงในงานแสดงภาพเขียนแนว Impressionism  ครั้งแรกของโลกเมื่อปี 1874 ที่ Boulevard des Capucines ในประเทศฝรั่งเศส หลักของสีตรงข้ามช่วยทำให้ดอกป๊อบปี้ในภาพนี้ดูโดดเด่นครับ